หน้าแรก บทความ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก : สงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องย้าย ร.ร.นายร้อยไปเพชรบูรณ์

10.11.25 | 09:42 น.
สงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องย้าย ร.ร.นายร้อยไปเพชรบูรณ์

เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เฉลย-ฉายภาพการทำงานของบรรพชนไทย
(จากหนังสือที่ระลึกงานถวายผ้ากฐิน ของ ทบ.และ กอ.รมน. ที่วัดโพธิ์กลาง บ้านป่าแดง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ 20 ตุลาคม 2527 ผู้เขียนตัดทอนบางส่วนเนื่องจากข้อจำกัดเนื้อที่ในคอลัมน์)

8 ธันวาคม 2484 ราวตี 5 ญี่ปุ่นส่งกำลังทหารขึ้นบกทางอ่าวไทย 7 จังหวัด ทหารไทยพลีชีพยิงต่อสู้ ราวเที่ยงวัน…มีคำสั่งจากกรุงเทพฯ ให้หยุดยิง ให้กองทัพญี่ปุ่นหลายหมื่นนายเดินทัพผ่านดินแดนไทยได้
จอมพล ป. เลือกที่จะหลีกเลี่ยงภาวะสงคราม ยอมลงนามเป็นพันธมิตรด้วย กองทัพลูกพระอาทิตย์ ปักหลักตั้งค่ายทหารในไทยหลายแห่ง บก.ใหญ่อยู่ในพระนคร
ที่ตั้งของหน่วยทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยกลายเป็น เป้าหมาย
กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร (อเมริกา อังกฤษ) ส่งฝูงบินทิ้งระเบิดมาถล่มที่ตั้งทหารญี่ปุ่นในไทย…โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ

โรงเรียนนายร้อย…สถาบันผลิตนายทหาร นายตำรวจ ในเวลานั้น ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนิน (กองบัญชาการกองทัพบกในปัจจุบัน) ถือเป็นที่ตั้งทางทหารที่สำคัญ สุ่มเสี่ยงที่จะโดนทิ้งระเบิด
ในปีการศึกษา 2485 “การฝึกฝนตนเอง” (คำศัพท์ของ ร.ร.นายร้อย จปร.หมายถึง การอ่านหนังสือ ทำการบ้านช่วงค่ำ) ของนักเรียนนายร้อยในตอนกลางคืนต้องกระทำในห้องเรียน ต้องพรางแสงไฟเป็นอย่างดี
กรมยุทธศึกษาทหารบก ได้ตระหนักที่จะย้ายนักเรียนโรงเรียนต่างๆ กรมยุทธศึกษาไปอยู่ ณ ที่ปลอดภัยและกำหนดแผนการเคลื่อนย้ายขึ้นโดยกำหนดให้นักเรียนเตรียมลังสำหรับใส่หนังสือและสิ่งของที่จำเป็นคนละ 1 ลังพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายได้ทันทีภายใน 6 ชั่วโมง…เมื่อสั่ง

กลางปี 2486 มีการทิ้งระเบิดเพลิงอย่างมากในบริเวณหลังโรงเรียนนายร้อยทหารบก ลูกระเบิดได้ตกบริเวณบ้านพักเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบกและบริเวณใกล้เคียงทำให้เกิดเพลิงไหม้อย่างมาก ที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ นักเรียนนายร้อยก็ได้ไปช่วยกันดับไฟไม่ให้ลุกลามเข้ามาในโรงเรียน (พื้นที่ด้านหลัง ร.ร.นายร้อยอยู่บนถนนวิสุทธิกษัตริย์)

แหล่งผลิตนายทหารที่อยู่ในพระนคร …ไม่ปลอดภัย

Advertisement

10 มกราคม 2487 กรมยุทธศึกษาทหารบก จึงสั่งให้นักเรียนทุกคนเก็บรวบรวมสิ่งของต่างๆ ที่สั่งการไว้โดยเฉพาะนักเรียนนายร้อยทหารบกและนักเรียนเตรียมทหารบกพร้อมที่จะออกเดินทางเป็นขบวนแรก
ช่วงบ่ายของวันนั้น นักเรียนนายร้อยแต่งเครื่องสนามพร้อมด้วยอาวุธประจำกายและสิ่งของจำเป็น ปล่อยให้กลับบ้านไปบอกผู้ปกครอง มิให้บอกว่าจะไปอยู่ที่ใด ส่วนหนังสือเรียนจะขนส่งไปให้ทีหลัง
10 มกราคม 2487 เวลา 18.00 น. นักเรียนนายร้อยทหารบก ซึ่งขณะนั้นมีอยู่ 2 ชั้น คือ ชั้นปีที่ 1 และ 2 กับนักเรียนเตรียมทหารบก ทั้งชั้น 1 และ 2 ออกจากที่ตั้งทำทีเหมือนจะออกฝึกในเวลากลางคืน มาขึ้นรถไฟที่จอดรออยู่ในความมืดที่สถานีรถไฟสามเสน

เวลาประมาณ 19.00 น. ก็เริ่มเคลื่อนที่มุ่งขึ้นเหนือ ขณะที่ผ่านสถานีรังสิต ได้รับแจ้งว่าเครื่องบินข้าศึกเข้าโจมตีกรุงเทพฯ จึงต้องหยุดขบวนรถเพื่อหลบภัยในทุ่งนาระหว่างสถานีหลักหก และสถานีเชียงราก
เป็นที่น่าสงสัยว่า เครื่องบินข้าศึกเข้าโจมตีทิ้งระเบิดที่สถานีหลักหก จนสถานีถูกทำลายไปจนไม่มีสถานีหลักหกจนกระทั่งปัจจุบัน
ขบวนลำเลียงได้มาถึงสถานีตะพานหิน นักเรียนลงจากรถไฟเข้าที่พักแรมบริเวณ วัดหนองพะโยม ซึ่งอยู่ต้นทางของทางหลวงสายตะพานหิน-เพชรบูรณ์ นักเรียนทุกคนจะต้องเดินทางด้วยเท้าไป จ.เพชรบูรณ์
ในคืนที่พักแรมที่วัดหนองพะโยมนี้ เครื่องบินข้าศึกได้เข้าโจมตีทิ้งระเบิดที่สถานีตะพานหิน

ที่วัดหนองพะโยม จัดขบวนเดินทางเป็น 2 ขบวน ขบวนแรกประกอบด้วยนักเรียนนายร้อยชั้น 1 และชั้น 2 ขบวนที่ 2 ประกอบด้วยนักเรียนเตรียมทหารบก ส่วนขบวนที่ตามมาภายหลังคือนักเรียนเทคนิคทหารบกและนักเรียนนายร้อยสำรองทหารบกนั้น ก็เดินทางตามกันไป
ระยะเวลาเดินทางระหว่างขบวนห่างกันไม่น้อยกว่า 1 วัน ขบวนเดินทางได้เข้าที่พักแรมตามลำดับที่ ต.ทับคล้าต.โพธิ์เตี้ย กม.64 เชิงเขา กม.80 สามแยกป่าติ้ว ต.ป่าแดง รวมระยะทางเดินประมาณ 112 กม.
ที่ ต.ป่าแดง นักเรียนทุกคนได้เข้าที่พักแรมขั้นต้น โดยให้นักเรียนนายร้อยทหารบกและนักเรียนเตรียมทหารบกพักที่วัดทุ่งแจ้ง

นักเรียนเทคนิคทหารบก และนักเรียนนายร้อยสำรองทหารบกพักที่วัดโพธิ์กลาง นักเรียนทุกคนต้องจัดสร้างที่พักชั่วคราวของตนเอง เพื่อเตรียมจะเข้าพักถาวรต่อไปตามพื้นที่ที่กำหนดให้
เดิม…ที่พักถาวรของกรมยุทธศึกษาทหารบกนั้น ทางกรมยุทธโยธาทหารบก จะเป็นผู้สร้างให้ แต่เหตุใดไม่ปรากฏ กรมยุทธโยธาทหารบก ไม่สามารถจะสร้างให้ได้และให้กรมยุทธศึกษาทหารบกสร้างเอง

เมื่อเป็นเช่นนั้น นักเรียนก็จะต้องเป็นผู้สร้างกรมยุทธศึกษาทหารบกขึ้นใหม่ในพื้นที่แห่งใหม่ซึ่งเป็นป่าและเขา ที่ ต.ป่าแดง อยู่ไกลจากตัว จ.เพชรบูรณ์ ประมาณ 10 กม.

ความมีระเบียบวินัยอันดี ความมานะอดทนอย่างสูงและกำลังใจอันแข็งแกร่งสมวินัยทหาร ด้วยเวลาเพียงประมาณ 3 เดือน โรงเรียนนายร้อยทหารบก โรงเรียนเทคนิคทหารบก โรงเรียนนายร้อยสำรองทหารบกและโรงเรียนเตรียมทหารบก ตลอดจนห้องเรียน ห้องพลศึกษา โรงรับประทานอาหาร โรงเสนารักษ์ กองบังคับการ บ้านพักผู้บังคับบัญชา ครูอาจารย์และสิ่งที่อำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เคยมีอยู่ ณ ที่ตั้งเดิมกรุงเทพฯก็ได้ เกิดขึ้นกลางป่าและเขาของ ต.ป่าแดง จ.เพชรบูรณ์ ด้วยฝีมือของนักเรียนทั้งสิ้นตามแบบที่กรมยุทธโยธาเป็นผู้กำหนด

อาคารต่างๆ ทำด้วยไม้ไผ่หลังคามุงแฝก เสาไม้แก่น ฝาและพื้นทำด้วยไม้ไผ่ที่เรียกกันว่า “ฟาก” ขนาดอาคารที่อยู่ของนักเรียนเป็นโรง กว้าง 5 เมตร ยาว 60 เมตร สูงจากพื้นตามลักษณะของพื้นที่มีจนถึง 4 เมตร
มีถนน ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของกรมยุทธศึกษาทหารบก ลัดเลาะเลียบเชิงเขาผ่านสถานีต่างๆ พื้นโรยหินเรียบราวกับลาดยาง ประกอบด้วยสะพานข้ามคูสร้างขึ้นมั่นคงและสวยงาม ถนนนี้มีชื่อว่า ถนนกิตติขจรซึ่งอำนวยการสร้างโดยอาจารย์วิชาแผนที่ชื่อ พันตรีถนอม กิตติขจร

ด้วยเหตุการณ์และความจำเป็นบังคับ ทำให้นักเรียนทุกคนในกรมยุทธศึกษาได้มีความรู้ในการสร้างที่พักด้วยวัสดุที่แสวงหาได้ในป่าเป็นอย่างดี นักเรียนทุกคนได้รับความรู้ในการขุดอยู่บนเขา การตัดไม้ทุกชนิดการทำเสา การแบกเสา การซักฟอก การสร้างตัวอาคาร การมุงหลังคาด้วยแฝก ตลอดจนการขับเกวียนเทียมด้วยโคไปซื้อแฝก
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หน่วยต่างๆ ก็ได้เข้าอาศัย และเนื่องจากป่าบริเวณนี้มีไข้ชุกชุมโดยเฉพาะไข้จับสั่น ดังนั้น แต่ละหน่วยต้องทำการถากถางในบริเวณพื้นที่ของตนให้โปร่งและสะอาด ไม่รกรุงรังเพื่อลดอันตรายจากไข้จับสั่น

เมื่อการลำเลียงทุกสิ่งทุกอย่างมาถึงเรียบร้อย การศึกษาของโรงเรียนต่างๆ ก็ได้เริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2487

ณ ที่ตั้ง จ.เพชรบูรณ์ การศึกษาของนักเรียน ได้ดำเนินไปค่อนข้างสมบูรณ์ เพราะไม่ต้องพะวงภัยที่จะได้รับจากสงคราม ระวังเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการป่วยไข้เท่านั้น พื้นที่ที่จะฝึกในวิชาทหารมีอย่างสมบูรณ์
ระยะแรก มีสิ่งขัดข้องก็ในเรื่องแสงสว่างในเวลากลางคืน นักเรียนต้องใช้ตะเกียงน้ำมันหมูหรือน้ำมันปลาสำหรับจุดดูตำรา แต่ต่อมาได้รับเครื่องทำไฟขนาดใหญ่มาแก้ไขเรื่องความสว่าง ทำให้กรมยุทธศึกษาทหารบกในป่า จ.เพชรบูรณ์ สว่างไสวราวกับเมืองเนรมิต

แต่กระนั้นเนื่องด้วยความทุรกันดารอันเนื่องมาจากน้ำและอาหาร ซึ่งมีปริมาณไม่เพียงพอ ประกอบกับความไข้ซึ่งมีอยู่มากมาย ทำให้นักเรียนต้องเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความสามารถของผู้บังคับกองเสนารักษ์ คือ พันตรีประภาคาร กาญจนาคม ทำให้นักเรียนนายร้อยตายเพราะไข้เพียง 2-3 คนเท่านั้น
การศึกษาก็ได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย จนประมาณกลางปี 2487 นักเรียนนายร้อยสำรองทหารบกก็สำเร็จการศึกษาเดินทางกลับกรุงเทพฯ เพื่อรับพระราชทานยศ และออกรับราชการ
จนกระทั่งเมื่อสำเร็จการศึกษาในรอบปี 2487 นักเรียนนายร้อยทหารบก ชั้นปีที่ 3 ก็ได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ อีกหนึ่งรุ่นเพื่อรับพระราชทานยศ และออกรับราชการเป็นนายทหาร และนายตำรวจ
จากนั้น ราชการได้สั่งให้กรมยุทธศึกษาทหารบกย้ายมาเปิดการศึกษาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา กรมยุทธศึกษาทหารบกได้เริ่มเคลื่อนย้ายจาก จ.เพชรบูรณ์ มุ่งหน้ามายัง จ.พระนครศรีอยุธยา

การเคลื่อนย้ายได้ทยอยกันมาเป็นส่วนๆ หลายขบวนและหลายเส้นทาง ดังเช่น เส้นทางรถยนต์ถึงสถานีตะพานหินและลำเลียงต่อไป โดยทางรถไฟหรือทางเรือตามลำน้ำยมมาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
มีอีกเส้นทาง …เดินทางด้วยเกวียนตามเส้นทางมาสู่แม่น้ำป่าสักตอนที่เรือสามารถมาได้ แล้วเดินทางด้วยเรือตามลำน้ำป่าสักเข้าสู่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อทุกส่วนมาถึงอยุธยาก็ได้แยกย้ายกันเข้าที่ตั้ง
ให้นักเรียนนายร้อยทหารบกอยู่และศึกษาที่วัดหน้าพระเมรุ นักเรียนเทคนิคทหารบกอยู่และศึกษาที่วัดท่าการ้อง นักเรียนเตรียมทหารบกอยู่และศึกษาที่วัดกษัตราธิราช อาศัยโบสถ์และศาลาของวัด

เริ่มเปิดการศึกษาเป็นปกติใน 1 พฤษภาคม 2488 แต่นักเรียนนายร้อยทหารบกชั้นปีที่ 3 ส่วนที่เป็นทหารให้เข้ามารับการศึกษาในกรมยุทธศึกษาที่ จ.พระนคร ส่วนที่เป็นตำรวจ คงรับการศึกษาที่อยุธยา
นักเรียนนายร้อยทหารบกชั้นปีที่ 3 ส่วนที่เข้ามารับการศึกษาในพระนครพักอยู่ในโรงเรียน มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรไปตามเหตุการณ์ โดยให้เรียนวิชาที่เกี่ยวกับเสนาธิการกิจและการสื่อสาร
ในเวลากลางคืน ก็ส่งนักเรียนผลัดเปลี่ยนกันไปปฏิบัติงานที่กองบัญชาการกองทัพใหญ่ในสวนจิตรลดา และต่อมาก็ได้ส่งนักเรียนส่วนหนึ่งไปปฏิบัติงานนอกประเทศ (ผู้เขียนจะเรียบเรียงในบทความตอนต่อไป แยกต่างหาก)

นักเรียนที่เหลือ ส่งไปปฏิบัติหน้าที่รองผู้บังคับหมวดอยู่กับกองพันต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ จ.พระนคร แต่ต้องมารับการศึกษาที่โรงเรียนในเวลาระหว่าง 08.00 ถึง 17.00 น. จนถึง 1 กันยายน 2488 ได้มีนักเรียนนายร้อยทหารบกชั้นปีที่ 3 ได้รับพระราชทานยศและออกรับราชการเป็นนายทหาร และนายตำรวจ อีก 1 รุ่น
เมื่อสงครามยุติลง กรมยุทธศึกษาทหารบก จึงได้ย้ายกลับ ณ ที่ตั้งปกติ จ.พระนคร….

ขอย้อนกลับไป “จุดกำเนิด” นะครับ…

5 สิงหาคม 2430 ในหลวง ร.5 พระราชทานกำเนิดสถาบันผลิตนายทหาร ณ บริเวณพระราชวังสราญรมย์ เรียกว่า คะเด็ตสกูล สำหรับนักเรียนเรียกว่า “คะเด็ต” (Cadet) มี นายพันเอกนิคาล วอลเกอร์ (Nical Walger) เป็นผู้บังคับการคนแรก
พ.ศ.2451 เนื่องจากมีผู้เข้าเรียนจำนวนมากและสถานที่เดิมคับแคบ โปรดเกล้าฯให้ขยายที่ตั้งโรงเรียนมาอยู่ที่ถนนราชดำเนินนอก
1 มกราคม 2491 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9มีพระบรมราชโองการฯ ให้ขนานนามโรงเรียนนายร้อยทหารบกว่า “โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า”
2493 พระราชทาน ตราอาร์ม หรือตราแผ่นดิน ในสมัยในหลวง ร.5 เป็นตราประจำโรงเรียน และยังให้ใช้เป็นเครื่องหมายเหล่าและสังกัดของนักเรียนนายร้อย
พ.ศ.2523 ในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯให้ย้ายที่ตั้งจากถนนราชดำเนิน ไปอยู่ที่บริเวณเขาชะโงก จ.นครนายก
5 สิงหาคม 2524 ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์
5 สิงหาคม 2529 เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าแห่งนี้

นี่เป็นประวัติศาสตร์ด้านความมั่นคง ที่ไม่ค่อยมีใครทราบมาก่อน ผู้เขียนขอเชิญชวนให้ติดตามในมติชน ฉบับวันจันทร์หน้านะครับ