เหลียวมองประวัติศาสตร์บาดหมางระหว่างผู้คนที่เชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียว
ศาสนาอับราฮัมนับถือพระเจ้าองค์เดียว สืบเชื้อสายมาจากศาสดาอับราฮัมคนเดียวกัน และประกอบด้วยศาสนาหลักสามศาสนา ได้แก่ ศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ชาวยิวเชื่อในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ซึ่งต่อมาชาวคริสต์ก็ให้การยอมรับ แต่ชาวคริสต์ถือว่าพระเยซูคือบุตรของพระเจ้าที่เสด็จลงมาไถ่บาปมนุษย์ และให้ความสำคัญแก่พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ที่เป็นคำสอนของพระเยซูคริสต์ ส่วนชาวมุสลิมยอมรับพระคัมภีร์ทั้งสองก็จริง แต่ถือว่าคัมภีร์อัลกุรอานเป็นวจนล่าสุดของพระอัลลอฮ์และนบีมูฮัมหมัดเป็นศาสดาองค์สุดท้าย
ดังนั้น เราอาจนึกว่าชาวยิว ชาวคริสต์ และชาวมุสลิม ซึ่งอยู่ในสายธารแห่งศาสนาอับราฮัมด้วยกัน น่าจะรักใคร่กลมเกลียวกันได้ แต่ประวัติศาสตร์มีเรื่องราวของการฆ่าฟันกันระหว่างคนในสายธารเดียวกันอยู่มาก บทความนี้มีข้อเสนอว่า ความเกลียดชังกันน่าจะเป็นเหตุสำคัญเหตุหนึ่งของความรุนแรง และความเกลียดชังมักมาจากเรื่องราวที่เป็นนิยาย (fiction) ที่เราชอบแต่งขึ้น โดยมีเค้าความจริง (fact) เพียงเล็กน้อย น่าเสียดายที่นิยายปลุกปั่นความเกลียดชังมักเร้าใจและชวนให้คล้อยตามมากกว่านิยายแห่งความเอื้ออาทร เราจึงมีภาพจำถึงประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟันและสงคราม โดยให้พื้นที่แก่ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขและสันติเพียงเล็กน้อย อันที่จริง โลกทัศน์ของเราอาจเปลี่ยนไป ถ้าเราให้พื้นที่มากขึ้นแก่ช่วงเวลาแห่งความสงบสุข ซึ่งย่อมยาวนานกว่าช่วงเวลาแห่งสงครามมากนัก ลองจินตนาการว่าเราสามารถทำให้ความเอื้ออาทรเป็นวาทกรรมหลัก โลกทัศน์แห่งสันติสุขจะมาก่อนโลกทัศน์แห่งสงครามได้ใช่หรือไม่
ในระหว่างญาติธรรมสายอับบราฮัม ภาพจำที่มักมาจากนิยายของชาวคริสต์คือ ทั้งชาวยิวและชาวมุสลิมต่างไม่น่าไว้วางใจ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิวตกเป็นเหยื่อของนิยายที่เชิดชูสายเลือดบริสุทธิ์ของอารยันที่ไม่ควรถูกปนเปื้อนโดยเลือดชาวยิวและชนชาติอื่น ๆ ที่ด้อยกว่า ชาวยิวตกเป็นเป้าโดยเฉพาะ เช่น ชาวยิวที่เก่งกาจด้านธุรกิจถูกมองว่าเป็นพวกวัตถุนิยม ในหนังสือชื่อไมน์คัมพฟ์ (ศ.ป. แปลเป็นภาษาไทยว่า “การต่อสู้ของข้าพเจ้า”) ฮิตเลอร์กล่าวหาชาวยิวว่าเป็นที่มาของปัญหาต่าง ๆ ของเยอรมนี มีการใส่ร้ายชาวยิวต่าง ๆ นานา เช่น ใส่ร้ายว่าชาวยิวหนีทัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอันเป็นเหตุให้เยอรมนีแพ้สงคราม ใส่ร้ายว่าชาวยิวอยู่เบื้องหลังอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ มีการสร้างวิทยาศาสตร์เทียมว่าด้วยความสกปรกและความอ่อนแอของชาติพันธุ์ยิว เป็นต้น การหลงเชื่อนิยายเช่นนี้ทำให้ชาวเยอรมันส่วนใหญ่ในขณะนั้น เฉยเมยต่อการทำร้ายชาวยิว รวมไปถึงการยินยอมโดยปริยายให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ซึ่งขนานนามว่า The Holocaust
ในยุคเริ่มแรกของก่อกำเนิดกลุ่มชนชาวยิว พวกเขาซึ่งเป็นพวกแรกที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ต้องต่อสู้อย่างยากลำบากกับกลุ่มชนอื่น ๆ ทั้งหมด ที่เชื่อว่ามีพระเจ้าหลายองค์ เมืองหลวงเยรูซาเล็มถูกทำลายโดยชาวบาบิโลนซึ่งกวาดต้อนชาวยิวไปเป็นข้ารับใช้ ในราว 530 ปีก่อนคริสตกาล ชาวยิวได้รับการปลดปล่อยโดยพระเจ้าไซรัสแห่งเปอร์เซียที่เข้ายึดครองบาบิโลนได้สำเร็จ และพระองค์ทรงอนุญาตให้ชาวยิว กลับมากรุงเยรูซาเล็ม แต่อนิจจา ปัจจุบัน ชาวยิวกับชาวอิหร่าน (เดิมคือชาวเปอร์เซีย) เกลียดชังกันมาก และต่างถือว่าอีกฝ่ายคือศัตรูที่มุ่งทำลาย
ราวปี ค.ศ. 718 ชาวมัวร์ที่ถือศาสนาอิสลามเข้าพิชิตคาบสมุทรไอบีเรีย และปกครองดินแดนที่ปัจจุบันเรียกชื่อว่าสเปนจนถึงปี ค.ศ. 1492 เป็นเวลากว่า 780 ปี ชาวสเปนเรียกชัยชนะเหนือชาวมัวร์ว่า “การพิชิตคืน” (Reconquista) ผู้นำในการพิชิตคืนคือพระราชินีอิซาเบลลา กลยุทธ์ของพระองค์คือการชวนชาวยิวเป็นพันธมิตรร่วมรบกับชาวมุสลิม ขณะนั้นมีชาวยิวในไอบีเรียประมาณสองแสนคน แต่หลังชัยชนะ พระองค์ก็ประกาศให้ชาวยิวเลือกระหว่างการเปลี่ยนมาถือศาสนาคริสต์ มิฉะนั้นจะถูกขับไล่ออกจากดินแดน ชาวยิวส่วนใหญ่จึงแตกกระสานซ่านเซ็นไปทั่วยุโรป โดยก่อนหน้านั้นเคยอยู่อย่างสงบสุขภายใต้การปกครองของชาวมัวร์มุสลิม
มุสลิมตกเป็นจำเลยของสังคมปัจจุบัน ด้วยเหตุที่ถูกมองว่ามุสลิมบางคนชอบใช้ความรุนแรงและบางคนเข้าข่ายการก่อการร้าย จึงควรหาทางลดละอคติที่อาจมีต่อมุสลิมลงบ้าง โดยการเสนอเรื่องเล่าที่กล่าวถึงมุสลิมในแง่บวก เพื่อหวังกลบวาทกรรมในแง่ลบที่มีต่อพวกเขา ชาวมุสลิมมีอยู่ประมาณ 1,400 ล้านคน ถ้ามี 1% ที่ชอบใช้ความรุนแรง ก็หมายถึงคนจำนวน 14 ล้านคน แต่จริง ๆ คงมีน้อยกว่านี้ ส่วนผู้ที่นับถือศาสนาอื่นและชอบใช้ความรุนแรงก็มี จึงไม่ควรเหมารวม หรือติดป้ายให้ชาวมุสลิมเป็นผู้ร้าย
ต่อไปจะขออ้างอิงหนังสือ “ประวัติศาสตร์โลกฉบับย่อ” เอมมา แมริออตต์ เขียน สินีนาถ เศรษฐพิศาล แปล ในส่วนที่เกี่ยวกับความรุนแรงอันเนื่องมาแต่ศาสนา สักเล็กน้อย เมื่อปี ค.ศ. 1095 พระสันตะปาปาเออร์บันที่ 2 ร้องขอให้เหล่าขุนนางอัศวินคริสเตียนในยุโรปรวมตัวกันเพื่อยึดดินแดนปาเลสไตน์คืนจากชาวเติร์กมุสลิม นี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสดที่ยาวนานเกือบสองศตวรรษ เรื่องเล่าเกี่ยวกับความโหดร้ายของชาวเติร์ก เป็นมูลเหตุให้ชาวคริสต์จำนวนมากน้อมรับที่จะทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ต่อ “พวกนอกศาสนา” นอกจากจะได้บุญแล้ว ยังได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน ความมั่งคั่ง และเกียรติยศชื่อเสียงด้วย
กรุงเยรูซาเล็มถูกชาวครูเสดยึดในปี ค.ศ. 1099 พวกเขาไม่เพียงแต่ทำการสังหารหมู่ชาวมุสลิม ยังไม่ละเว้นชาวยิว และทำการปล้นสะดมทรัพย์สมบัติต่าง ๆ หมด แล้วเข้ายึดครองกรุงเยรูซาเล็มเป็นเวลาเกือบร้อยปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1187 สุลต่านแห่งซีเรียชื่อซอลาฮุดดินเข้ายึดกรุงเยรูซาเล็ม และดินแดนส่วนใหญ่ในการปกครองของชาวครูเสดได้สำเร็จ หลังชัยชนะ ซอลาฮุดดินปฏิบัติต่อผู้ถูกพิชิตด้วยดี นอกจากจะไม่เข่นฆ่าและไม่ยึดทรัพย์สมบัติแล้ว เขายังให้เกียรติแก่ชาวครูเสด และคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินทางกลับยุโรปด้วย พฤติกรรมที่เอื้ออารีเช่นนี้เป็นตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของชาวครูเสดโดยสิ้นเชิง
ชัยชนะของซอลาฮุดดินทำให้เกิดสงครามครูเสดครั้งที่ 3 นำโดยกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส อังกฤษ และจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แต่กองกำลังผสมทำได้เพียงยึดเมืองป้อมเอเคอร์ได้สำเร็จ แต่ก็พ่ายแพ้ในการเข้ายึดกรุงเยรูซาเล็ม ในระหว่างที่กรุงเยรูซาเร็มอยู่ภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมนั้น บรรดาพ่อค้าและผู้แสวงบุญที่ไม่ติดอาวุธ สามารถเดินทางเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็มได้ ต่อมามีสงครามครูเสดอีกหลายครั้ง ในช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 9 ชาวมุสลิมได้ทำลายป้อมเอเคอร์ลงในปี ค.ศ. 1291 การสูญเสียป้อมปราการแห่งสุดท้ายนี้ ถือเป็นการสิ้นสุดของความพยายามของเหล่าอัศวินครูเสด
การแตกแยกกันระหว่างชาวคริสต์นิกายคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนต์ทำให้เกิดสงครามขึ้นหลายครั้งในยุโรป เช่น สงครามกลางเมืองในฝรั่งเศส ซึ่งยุติลงเมื่อกษัตริย์อังรี ที่ 4 ออกพระราชกฤษฎีกานังต์ เมื่อปี ค.ศ. 1598 ซึ่งยอมรับความแตกต่างทางศาสนา อย่างไรก็ดี กษัตริย์ฟิลิป ที่ 2 แห่งสเปนพยายามฟื้นฟูนิกายคาทอลิกโดยใช้กำลัง ความรุนแรงปะทุขึ้นระหว่างชาวโปรเตสแตนต์กับกองกำลังสเปนในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1609 โดยที่ชาวดัตช์ได้รับอิสระในการนับถือศาสนา
แต่หลังจากนั้นก็เกิด “สงครามสามสิบปี” ซึ่งจุดชนวนขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างเจ้าชายเยอรมันที่นับถือโปรเตสแตนต์ กับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือคาทอลิก ความรุนแรงกระจายไปทั่วระหว่างแคว้นเล็กแคว้นน้อยต่าง ๆ เป็นเวลาสามสิบปี (ค.ศ. 1618 – 1648) โดยสุดท้ายไม่มีการแพ้ – ชนะกัน หากจบลงด้วยการทำ “สนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลิน หรือเวสต์ฟาเลีย” ซึ่งยอมรับเฉพาะการทำสงครามระหว่างรัฐเท่านั้น (ไม่ยอมรับการทำสงครามระหว่างแคว้น) อีกทั้งยังสถาปนาระบบรัฐอธิปไตย ซึ่งรับรองอำนาจอธิปไตยของรัฐเหนือดินแดนของตน โดยจะต้องมีการกำหนดพรมแดนที่ชัดเจนระหว่างรัฐต่าง ๆ ซึ่งมีความเท่าเทียมกัน และไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของรัฐชาติสมัยใหม่ และเป็นจุดเปลี่ยนผ่านจากระบบศักดินาที่อำนาจกระจัดกระจาย มาเป็นระบบรัฐที่เป็นเอกภาพและอำนาจมารวมที่ศูนย์กลางมากขึ้น อย่างไรก็ดี การทอนอำนาจขุนนางศักดินามารวมศูนย์อยู่ที่พระราชานั้น ทำให้เกิดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกษัตริย์บางพระองค์ถือตนเหมือนเป็นรัฐ ดังคำกล่าวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ว่า “ข้าพเจ้าคือรัฐ”
การสงครามระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ดำเนินต่อไป ทั้งในระหว่างการล่าอาณานิคมของประเทศยุโรป และในการทำสงครามกับจักรวรรดิออตโตมัน การสิ้นสุดของจักรวรรดิออตโตมันเกิดจากการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อนึ่ง ในช่วงสงครามโลกครั้งนี้ อังกฤษกับฝรั่งเศสได้ทำข้อตกลงกับผู้นำอาหรับ โดยขอให้ชาวอาหรับช่วยต่อต้านจักรวรรดิออตโตมัน แลกกับการให้ชาวอาหรับได้รับอิสรภาพในการปกครองดินแดนของจักรวรรดิหลังสงคราม อย่างไรก็ดี มีข้อตกลงลับระหว่างอังกฤษโดยรัฐมนตรีต่างประเทศชื่อไซกส์ กับฝรั่งเศสโดยรัฐมนตรีต่างประเทศชื่อปิโกต์ ข้อตกลงไซกส์-ปิโกต์ มีผลให้ส่วนหนึ่งของดินแดนออตโตมัน ถูกแบ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสโดยไม่ดำเนินตามทำตามข้อตกลงอิสรภาพที่เคยให้ไว้แก่ผู้นำอาหรับ ดินแดนอีกส่วนหนึ่งคือประเทศตุรกีปัจจุบัน
มาถึงประวัติศาสตร์ร่วมสมัย สหรัฐฯและอังกฤษร่วมทำสงครามรุกรานอิรัก โดยอ้างว่าอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งไม่จริง และประเทศนาโตทำสงครามกับอัฟกานิสถาน ที่อยู่ห่างไกลจากภูมิภาคแอตแลนติกเหนือเป็นอันมาก อยู่ยี่สิบปี โดยอ้างว่าเป็นประเทศนี้ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย สุดท้ายสหรัฐฯสามารถฆ่าบิน ลาเด็น ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ได้ ณ บ้านพักของเขาในเมืองอับบอตตาบัด ประเทศปากีสถาน
เหตุการณ์ที่น่าสลดใจที่สุด ที่เกิดขึ้นตำตา (ผ่านช่องโทรทัศน์ต่าง ๆ) ในทุกวันนี้ คือการสังหารอย่างไม่เลือกเป้า ที่รัฐบาลอิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 60,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน เด็ก และสตรี ภาพอาคารในกาซา ซีตี ที่ถูกระเบิดถล่มจนกลายเป็นสิ่งปรักหักพัง ช่างสะท้อนถึงการขาดมนุษยธรรมของผู้กระทำ ที่ใช้นโยบายทำให้สะพรึงกลัวโดยการลงโทษเหมารวม แล้วพลิกลิ้นว่าเป็นการป้องกันตัว แต่อันที่จริงเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ ซึ่งร้ายแรงกว่าการก่อการร้ายโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 มากนัก อนิจจา การลงโทษเกินกว่าเหตุที่ชาวยิวกระทำต่อชาวมุสลิมในครั้งนี้ กลับได้รับการหนุนช่วยจากรัฐบาลชาวคริสต์จากอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เพิ่มไนจีเรียเข้าไปในรายชื่อ “ประเทศที่น่ากังวลเป็นพิเศษ” รายชื่อนี้ประกอบด้วย จีน เมียนมา เกาหลีเหนือ รัสเซีย และปากีสถาน เขาอ้างว่ามีการสังหารชาวคริสต์จำนวนมากในไนจีเรีย และเขาจะไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เขาเผยว่าเพนตากอนอาจส่งทหารเข้าไปในไนจีเรีย หรือดำเนินการโจมตีทางอากาศหากจำเป็น ถ้าไนจีเรียไม่สามารถหยุดยั้งและปราบปรามการสังหารชาวคริสต์ได้ ไนจีเรียปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันว่ารัฐบาลพยายามปกป้องเสรีภาพทางศาสนาอย่างจริงใจเสมอมารัฐบาลยินดีรับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯในการต่อสู้กับการก่อการร้าย โดยเฉพาะจากกลุ่ม โบโก ฮาราม ตราบใดที่สหรัฐฯให้ความเคารพต่อบูรณภาพของดินแดนไนจีเรีย
โบโก ฮาราม เป็นกลุ่มอิสลามิสต์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2002 ที่ปฏิบัติการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย มีกองกำลังประมาณหนึ่งหมื่นคน โดยมีเป้าหมายในการเผยแผ่ศาสนาอิสลามนิกายซุนนี ล้มล้างรัฐบาล และก่อตั้งรัฐอิสลาม นับแต่การต่อสู้ด้วยอาวุธที่เริ่มเมื่อปี ค.ศ. 2009 ได้ฆ่าผู้คน ทั้งกองกำลังฝ่ายรัฐบาลและพลเรือนไปแล้วหลายหมื่นคน และทำให้ผู้คนนับล้านต้องอพยพย้ายถิ่น โดยทำร้ายทั้งชาวมุสลิมทั้งสองนิกายและชาวคริสต์ โบโก ฮารามเป็นหนามยอกอกของรัฐบาลไนจีเรียทุกสมัย ซึ่งก่อนจะมาเป็นรัฐบาล ผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีทุกคนต่างประชันวิสัยทัศน์ว่าจะปราบโบโก ฮารามอย่างจริงจังอย่างไร แต่การปราบปรามยังไม่ได้ผลจนบัดนี้
กระนั้น ไม่มีข้อมูลว่าโบโก ฮาราม มุ่งเข่นฆ่าชาวคริสต์โดยเฉพาะ หรือรัฐบาลเอาหูไปนาตาไปไร่ในเรื่องนี้ จึงสงสัยว่าคำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์มีเหตุผลหรือเจตจำนงอะไร ถ้าจะช่วยรัฐบาลไนจีเรียปราบกลุ่มโบโก ฮาราม ก็น่าจะเป็นเรื่องดี โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นขึงขังว่าจะช่วยชาวคริสต์จากการถูกฆ่าในไนจีเรีย เพราะชาวคริสต์กับมุสลิมในประเทศนี้ มีความขัดแย้งกัน โดยเฉพาะฝ่ายแรกเป็นเกษตรกร ฝ่ายหลังเลี้ยงปศุสัตว์เป็นสำคัญ ซึ่งย่อมขัดแย้งกันในการทำมาหากิน ก็จริง แต่ไม่ควรขยายประเด็นไปเป็นความขัดแย้งระหว่างคนต่างศาสนา
โลกกำลังเผชิญกับสงครามเศรษฐกิจ ภาวะโลกร้อน ฯลฯ เราจึงต้องการความเอื้ออาทรกันให้มาก เพื่อที่จะก้าวผ่านวิกฤติต่าง ๆ ไปได้โดยไม่ต้องเข่นฆ่ากัน
โคทม อารียา

