โดนัลด์ ทรัมป์ พบ สี จิ้นผิง
การประชุมระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ณ เมืองปูซาน เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม เป็นเหตุการณ์สำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี หลังจากความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แม้การประชุมครั้งนี้มิได้บรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม แต่สามารถลดแรงเสียดทานเชิงโครงสร้างระหว่างสองประเทศได้ระดับหนึ่ง และส่งสัญญาณการ reset ทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ทั้งนี้ เพราะเนื่องทศวรรษ 2020 ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐประสบภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง อันเกิดจากสงครามการค้า ปัญหาเทคโนโลยี และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในอินโด-แปซิฟิก
ปฐมถ้อยคำของสี จิ้นผิง “ความเห็นที่แตกต่างและแรงเสียดทานระหว่างสองประเทศนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ” สะท้อนให้เห็นความประนีประนอมของปักกิ่งที่ไม่ต้องการเผชิญหน้าอีกต่อไป โดยการปรับท่าทีไปสู่การยอมรับความแตกต่างและความร่วมมือ อันเป็นแนวทางใหม่ในเชิงยุทธศาสตร์ทางการทูต ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่าการประชุม “หากให้คะแนน 1-10 ข้าพเจ้าให้ 12 คะแนน” หมายถึงการพบปะครั้งนี้มีความสำเร็จเกินความคาดหมาย ตามแบบฉบับของทรัมป์สำหรับการสร้างภาพทางการเมือง
บรรยากาศโดยรวมถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ กล่าวคือ ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงเจตจำนงที่จะฟื้นฟูความร่วมมือ แต่ในเบื้องหลังยังคงมีความขัดแย้งเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ทั้งในประเด็นเทคโนโลยี การค้า และความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ถือเป็นการปรับท่าทีทางการทูตด้วยวาทกรรมมากกว่าสิ่งอื่นใด
เมื่อเสร็จการประชุม ผู้นำทั้งสองได้แถลงด้วยวาจา พอสรุปเป็นสังเขปได้ว่า “ฝ่ายจีนยินยอมให้มีการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐในปริมาณมากขึ้น ยินยอมการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งแร่หายาก และการประนีประนอมต่อมาตรการภาษีและการคว่ำบาตรบางส่วน”
เป็นการสะท้อนถึงความพยายามลดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ
ทั้งสองฝ่ายยังได้เน้นย้ำในเชิงวาทกรรมถึงแนวคิดความร่วมมือสำคัญกว่าการเผชิญหน้า โดยสี จิ้นผิงกล่าวว่า “เราควรเป็นคู่ค้า มิใช่คู่ต่อสู้” ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า “จีนเป็นประเทศยิ่งใหญ่” สี จิ้นผิงเป็น
“ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” อันเป็นการสะท้อนถึงความพยายามในการปรับบรรยากาศให้ชื่นมื่นตามสไตล์ของทรัมป์
แม้ว่าบรรยากาศของการเจรจาอบอุ่นขึ้น แต่ในความเป็นจริง การแข่งขันเชิงโครงสร้างระหว่างสองประเทศยังดำรงอยู่ มิได้เปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ ไม่ว่าในมิติของเทคโนโลยี เช่น แร่หายาก และเซมิคอนดักเตอร์ มิติยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ประเด็นไต้หวันและทะเลจีนใต้ และเศรษฐกิจการค้า เช่น โครงสร้างภาษีและนโยบายอุดหนุนทางการค้า ล้วนเป็นสมรภูมิแห่งการแข่งขันช่วงชิงอำนาจ
แม้สี จิ้นผิงได้ใช้ถ้อยคำที่อ่อนโยนและเน้นความร่วมมือแต่จากรูปแบบการเจรจาในอดีต เครื่องมือนโยบายของจีนและบริบทประเทศ เชื่อว่าปักกิ่งยังคงธำรงไว้ซึ่ง “ทางเลือกที่แข็งกร้าว” การปรับน้ำเสียงจึงเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อสร้างพื้นที่ทางการทูต มิใช่การเปลี่ยนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง เชื่อขนมกินได้เลย “สี จิ้นผิง” ยังคงยืนอยู่บนพื้นฐานแห่งยุทธศาสตร์เชิงรุก
กล่าวโดยสรุป โดนัลด์ ทรัมป์ พบ สี จิ้นผิง คือการประชุมอย่างเป็นทางการ แต่ปราศจากพิธีการ การประชุมเน้นสัญลักษณ์มากกว่าโครงสร้าง และมีความตั้งใจจะร่วมมือมากกว่าข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม แต่เมื่อมองในเชิงโครงสร้างแล้ว สองประเทศยังคงอยู่ในขบวนการแข่งขันและช่วงชิงอำนาจ ซัมมิทครั้งนี้ น่าจะถือว่า “เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับรูปแบบการสนทนา มิใช่จุดสิ้นสุดแห่งความขัดแย้ง”
ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยคือ การสนทนาที่ถือว่าประสบความสำเร็จนั้น จะสามารถพัฒนาเป็นระบบที่ปฏิบัติได้จริงหรือไม่ “กาล” และ “การณ์” จะเป็นเครื่องพิสูจน์

