หน้าแรก บทความ สิทธิทางการศึ...

สิทธิทางการศึกษาของเด็กปอเนาะ

16.11.25 | 09:07 น.

สิทธิทางการศึกษาของเด็กปอเนาะ

ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80) นับถือศาสนาอิสลามนั้น มีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ทั้งด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม ดังนั้น ปัญหาและความต้องการทางการศึกษาของที่นี่จึงแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจากการทดสอบระดับชาติต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของประเทศ ผู้ปกครองมีความเชื่อเรื่องการสอนศาสนาแบบเข้มข้น เพื่อให้บุตรหลานปฏิบัติตนได้ถูกต้องในฐานะเป็นมุสลิมที่ดี เป็นต้น และสถาบันสอนศาสนาแบบดั้งเดิมที่มีบทบาทสำคัญด้านนี้ตลอดมา คือ ปอเนาะ

ปอเนาะ หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Pondok แปลว่า “กระท่อม” หรือ “ที่พัก” ซึ่งผู้ปกครองจะสร้างไว้ให้บุตรหลานอยู่อาศัยและเรียนศาสนาจากผู้รู้ซึ่งในภาษาไทยเรียกว่า “โต๊ะครู” ดังนั้น ในชนบทของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงมีปอเนาะที่เป็นบ้านโต๊ะครูรายล้อมไปด้วยที่พักหลังย่อมของผู้เรียน เป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ กล่าวโดยสรุปปอเนาะก็คือโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิม ซึ่งถูกจัดให้เป็นการศึกษานอกระบบประเภทหนึ่งที่เน้นสอนศาสนาอย่างเดียว

ในความพยายามขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงตามนโยบายของรัฐบาลนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้ใช้เวลานานในการพัฒนาปอเนาะมาตั้งแต่มีการออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปรับปรุงส่งเสริมปอเนาะในภาคการศึกษา 2 พ.ศ.2504 โดยยกฐานะปอเนาะขึ้นเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ให้จัดการเรียนการสอนวิชาสามัญตามหลักสูตรของกระทรวงควบคู่ไปกับการสอนวิชาศาสนา และพัฒนาต่อมาเป็น “โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม” ในปี 2516 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา การขยายการศึกษาดังกล่าวส่งผลให้เด็กและเยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีโอกาสได้รับการศึกษาในระบบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาบ้านเมืองอยู่ในเวลานี้ โดยเฉพาะสตรีมุสลิมมีโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมบุรุษมากขึ้นกว่าสมัยก่อนอย่างชัดเจน

แม้ว่าปัจจุบันปอเนาะหลายแห่งจะพัฒนาไปเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแล้ว แต่ผู้ปกครองส่วนหนึ่งก็ยังนิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่ปอเนาะแบบดั้งเดิมที่เน้นการสอนศาสนาอย่างเดียว และยังมีการเปิดปอเนาะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากในศาสนาอิสลามบัญญัติว่าผู้รู้ต้องเป็นผู้สอน แต่ในช่วงที่เริ่มเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบปอเนาะบางแห่งถูกพบว่ามีความเชื่อมโยงกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

Advertisement

ในปี พ.ศ.2547 กระทรวงศึกษาธิการจึงส่งเสริมปอเนาะให้จดทะเบียนเป็น “สถาบันศึกษาปอเนาะ” เป็นสถาบันสังคมเพื่อการสอนตามหลักศาสนาอิสลามให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตตามวัฒนธรรมอิสลามและความต้องการของชุมชนในการศึกษาอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างให้สมาชิกในชุมชนมีความรู้และความประพฤติที่ดีงามในการดำรงชีพอย่างสันติสุขและมีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ โดยรัฐบาลให้การอุดหนุนในระยะแรกเป็นงบประมาณเพื่อทำเสาธงและทำป้ายของสถาบันให้ชัดเจน และในระยะต่อมาได้อุดหนุนการพัฒนากายภาพเพื่อสร้างอาคารเรียนและที่พักสำหรับผู้เรียน ปัจจุบันรัฐได้จ่ายค่าตอบแทนให้กับโต๊ะครูและผู้ช่วยโต๊ะครู รวมทั้งค่าบริหารจัดการเป็นรายเดือนอีกด้วย โดยผ่านสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดในฐานะนายทะเบียน และได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. (ปัจจุบันคือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ – สกร.) ส่งครูอาสาสมัครประจำสถาบันศึกษาปอเนาะเข้าไปจัดการเรียนการสอนแห่งละ 1 คน เพื่อช่วยสอนวิชาสามัญและวิชาอาชีพ ตลอดจนช่วยทำงานธุรการอื่นๆ หลังจากนั้น ได้มีการตั้งสถาบันศึกษาปอเนาะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

จำนวนสถาบันศึกษาปอเนาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปีการศึกษา 2567 มีทั้งสิ้น 463 แห่ง ไม่นับรวมปอเนาะที่จดทะเบียนไว้เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามมาตรา 15 (2) และที่เปิดสอนโดยไม่จดทะเบียนอีกจำนวนหนึ่ง จังหวัดปัตตานีมีสถาบันศึกษาปอเนาะมากที่สุดถึงร้อยละ 56.8 ของสถาบันศึกษาปอเนาะทั้งหมด รองลงมาเป็นจังหวัดยะลา ร้อยละ 27.2 และจังหวัดนราธิวาส ร้อยละ 16

ผู้เรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปีการศึกษา 2567 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 35,029 คน สถาบันศึกษาปอเนาะส่วนใหญ่ไม่มีเกณฑ์ในการรับผู้เรียน บางแห่งกำหนดรับเฉพาะผู้เรียนชาย ส่วนเรื่องอายุไม่กำหนดแน่นอน สถาบันศึกษาปอเนาะบางแห่งรับเด็กที่จบ ป.6 เข้าเรียนโดยความเข้าใจว่าจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว และเด็กที่เข้าเรียนปอเนาะส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน

ปัญหาความยากจน เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในรายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ปี 2565 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อจำนวนประชากรอยู่ในอันดับท้ายๆ ของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาสอยู่ในอันดับต่ำสุดต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี

ขณะเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติและองค์การยูนิเซฟ ได้ทำโครงการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีทั่วประเทศไทย 2565 ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ภาคใต้ยังมีสัดส่วนของเด็กที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสูงที่สุดของประเทศไทย โดยมีเด็กวัยมัธยมศึกษาตอนปลายถึงร้อยละ 21 ในจังหวัดนราธิวาส และร้อยละ 20 ในจังหวัดปัตตานี ที่ไม่ได้เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ร้อยละ 15 ดังนั้น จึงเป็นโจทย์สำคัญของหน่วยงานทางการศึกษาที่ต้องติดตามให้ได้ว่าเด็กที่ออกกลางคันหรือหลุดจากระบบการศึกษาเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน และจะส่งเสริมให้กลับเข้าสู่ระบบได้อย่างไร

จากการสัมมนาเรื่องผลการจัดการศึกษาชายแดนใต้ จัดโดยมูลนิธิสุข-แก้ว แก้วแดง โดยการสนับสนุนของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้บริหารการศึกษา ครู และนักวิชาการในพื้นที่ พบข้อมูลว่า

1.มีปอเนาะที่ยังไม่ลงทะเบียนอีกเป็นจำนวนมาก อาจใกล้เคียงกับจำนวนที่ลงทะเบียนแล้ว และเด็กที่มาเรียนปอเนาะอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ผู้เรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะคือส่วนหนึ่งของผู้ที่หลุดออกจากระบบโรงเรียน เป็นเด็กจากครอบครัวที่ยากจน เป็นกลุ่มเสี่ยงยาเสพติด และผลสัมฤทธิ์ต่ำ จึงมาเรียนศาสนาที่ปอเนาะเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ขาดความรู้และทักษะด้านอาชีพ

2.เด็กปอเนาะที่อยู่ในวัยเรียนต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมีสิทธิเรียนฟรีการศึกษาขั้นพื้นฐานถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 ซึ่งผู้เรียนทุกคนจะได้รับเงินอุดหนุนรายหัวตามระดับชั้น เป็นค่าเล่าเรียน ค่าเครื่องแต่งกาย ค่าหนังสือแบบเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ากิจกรรมผู้เรียน แต่ผู้เรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะยังไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว

3.การให้ครูของกรมส่งเสริมการเรียนรู้เข้าไปสอนวิชาสามัญ นับว่าได้ช่วยโต๊ะครูหลายอย่าง ทั้งเรื่องเอกสาร การประสานงานกับหน่วยราชการ เดิมครู 1 คนสอนในสถาบันศึกษาปอเนาะ 1 แห่ง แต่ต่อมามีการกำหนดตำแหน่งครู สกร. ลดลง จึงเกิดปัญหาขาดแคลนผู้สอน เป็นเหตุให้ครู 1 คน ต้องสอนในสถาบันศึกษาปอเนาะหลายแห่ง ทำให้การเรียนการสอนมีปัญหาเชิงคุณภาพ แม้สถาบันศึกษาปอเนาะจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) แต่ สช.จังหวัดมีอัตรากำลังไม่เพียงพอ ไม่มีแม้แต่ศึกษานิเทศก์ที่จะเข้าไปนิเทศหรือช่วยพัฒนาการเรียนการสอนของสถานศึกษาในสังกัด

ปัญหาของผู้เรียนสถาบันศึกษาปอเนาะ จึงมีทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในการได้รับการศึกษาและเรื่องคุณภาพการศึกษา ผู้เรียนจำนวนหนึ่งอยู่ในวัยที่ต้องรับการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ได้รับสิทธิต่ำกว่าโรงเรียนที่สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วไป

ดังนั้น รัฐบาลต้องปรับนโยบายมาให้ความสำคัญกับบทบาทของสถาบันศึกษาปอเนาะมากขึ้น โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับสิทธิประโยชน์ในการรับการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เขาพึงได้รับเช่นเดียวกับเด็กในสถานศึกษาปกติที่ได้รับเงินอุดหนุนรายหัว และต้องส่งเสริมเจ้าของสถาบันศึกษาปอเนาะให้ได้รับการพัฒนาเช่นเดียวกับสถานศึกษาทั่วไป

การพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะ นอกจากจะแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ให้มีโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมแล้ว ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชายแดนภาคใต้ให้หลุดพ้นจากวิกฤตความยากจน ซึ่งมีแต่การศึกษาเท่านั้นที่จะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะการศึกษาพัฒนาคน คนพัฒนาชาติ

ดร. รุ่ง แก้วแดง
ประธานมูลนิธิสุข-แก้ว แก้วแดง