รุ่งเรือง พิทยศิริ : เล่นแต่การเมือง
สัปดาห์นี้ผมอยากแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง ข้อตกลงทางการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐกับไทย ที่มีการเปลี่ยนทิศทางอย่างสิ้นเชิงภายในระหว่างเวลาเพียงสองสัปดาห์ ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้านี้ ที่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า การเซ็นเอ็มโอยูสามฉบับที่เน้นเรื่องการยุติสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ได้มีการพ่วงเอ็มโอยูสองฉบับโดยผลกระทบกับไทยในทางเสียหายมหาศาลนั้น ไปตกอยู่ที่ เอ็มโอยูฉบับนี้ Joint Statement on a Framework for A United-States – Thailand Agreement on Reciprocal Trade ที่รัฐบาลไทยไปเสนอหรือยอมรับข้อเสนอของสหรัฐ มอบสิทธิประโยชน์เหนือสภาพอาณาเขตเศรษฐกิจของไทยมากมาย
ไม่ว่าเรื่องทางการไทยจะตัดมาตรการการปกป้องทางการค้า (ที่ไม่ใช่อัตราภาษี) ที่ปกป้องผู้ประกอบไทยไทย ทางด้านอาหาร สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรม ออกไปให้หมด หรือการต้องไปจำนนกับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของสหรัฐ ไม่เหลือสภาพการควบคุมมาตรฐานของไทยเลย หรือเรื่องการงดใช้มาตรฐานการลงโทษทางด้านศุลกากรของไทยกับสินค้าสหรัฐ หรือเรื่องแนวนโยบายจะไม่มีการเก็บภาษีการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์กับสหรัฐ ฯลฯ อีกหลายอย่าง ทั้งเรื่องข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะต้องไปยอมรับมาตรฐานและการเรียกให้เปิดเผยของผู้ค้าสหรัฐ สามารถนำไปสู่คำถามมากมายว่าจะทำได้หรือภายใต้กฎหมายอื่นๆ ของประเทศไทย
แต่หลังจากที่กัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น รัฐบาลก็ได้พยายามสร้างกระแสทางการเมือง เรื่องรักชาติ ให้เกิดเป็นวงกว้างขึ้นมา ซึ่งผมเองก็รักชาติและเข้าใจอยู่ว่าทหารไทยสูญเสีย เราต้องรักษาอำนาจอธิปไตยของเรา คนของเราให้มีความปลอดภัยพร้อมกับเกียรติภูมิ แต่รัฐบาลไม่ควรสร้างกระแสการรักชาติ ในลักษณะการออกตัวแรงในเวทีการเจรจาระหว่างประเทศ หรือเวทีระหว่างผู้นำประเทศ ควรพิจารณาทางอื่น ไม่ว่าจะให้หน่วยงาน NGO หรือหน่วยงานทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ที่จะออกไปทำงานทางลับแทนรัฐบาล รัฐบาลไม่ควรออกตัวแรง เป็นผู้สร้างกระแสเอง ถึงขนาดโทรศัพท์ไปฟ้องผู้นำสหรัฐ ผู้นำมาเลเซีย ที่เป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงหยุดยิงพร้อมเอ็มโอยูสามฉบับนั้น
ทำไมครับ เพราะการออกตัวแรง สร้างความรักชาติ มันก็ไปเข้าทางสหรัฐ ที่มีกรอบการดำเนินการชัดเจนว่า ใครไม่ทำตามข้อตกลงทางด้านสันติภาพที่สหรัฐออกหน้าว่าเป็นผู้นำผลักดันให้เกิดสันติภาพในพื้นที่ไหน สหรัฐจะหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในการลงโทษทางด้านอื่นๆ โดยเฉพาะมาตรการภาษีต่างตอบแทนที่มีอยู่ นั่นหมายความว่า เมื่ออยู่ในระหว่างการเจรจาข้อตกลงทางการค้าต่างตอบแทนเพื่อปรับปรุงอัตราภาษีศุลกากร เขาก็จะยุติการเจรจาในทันที หรือในบางกรณีเขาก็จะขู่ขึ้นกลับอัตราภาษีศุลกากรที่ได้มีการตกลงไว้ก่อนหน้านี้หรือทำจริง เหมือนอย่างที่ทำกับจีน แคนาดา และประเทศในลาตินอเมริกา
เราคงเห็นแล้วว่าอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทน ที่มหามิตรของสหรัฐยอมรับทำเอ็มโอยูตามข้อเสนอแกมบังคับนั้น ได้ถูกปรับลดลงในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลดลงจากร้อยละ 25 หรือ 15 แต่กลับกันในกรณีไทยแม้ยอมถอยสุดซอยยอมรับทำเอ็มโอยูสองฉบับหนึ่งคือเอ็มโอยูเป็นสหมิตรเรื่องแร่หายาก สองคือเอ็มโอยูปลดเปลืองการปกป้องเอกชนไทยให้สหรัฐ ไทยก็ไม่ได้รับการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรแต่อย่างใด ยังคงอยู่ที่ร้อยละ 19 เหมือนเดิม แม้ว่าตัวเลขร้อยละ 19 ไม่ใช่ตัวเลขที่น่าเกลียดแต่อย่างใด แต่ต้องยอมรับว่าเป็นตัวเลขที่เราได้เท่าๆ กับกัมพูชา เป็นตัวเลขที่เกิดจากการเจรจาของรัฐบาลก่อน เป็นตัวเลขที่ไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ไทยเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับสหรัฐมากกว่ากัมพูชาหลายเท่านัก แต่เราได้เท่ากับกัมพูชา
ทุกอย่างในข้อตกลงทางด้านการค้าต่างตอบแทน มันจึงเป็นเรื่องของการเมือง การเมืองระหว่างประเทศจริงๆ ที่ถ้าประเทศไทยแสดงบทไปซูฮกหรือยอมไปเป็นพวกกับสหรัฐ สหรัฐก็จะมอบข้อตอบแทนทางด้านนี้ มากกว่าเนื้อหาหรือคอนเทนต์ในความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเสียมากกว่า ไทยจึงได้เท่ากับกัมพูชาที่ไปแสดงบทสนับสนุนนโยบายการสร้างสันติภาพส่วนตัวของผู้นำสหรัฐอย่างออกนอกหน้า แต่ไทยเรากลับไปโทรศัพท์หาผู้นำสหรัฐเองแล้วบอกว่า ไม่สามารถดำเนินการตามเอ็มโอยูที่สหรัฐเป็นผู้ผลักดันให้เกิดสันติภาพนี้ได้
ท่านนายกรัฐมนตรีไปทำอย่างนี้ทำไมครับ คิดได้ แต่ไม่ควรทำออกนอกหน้าขนาดนี้ จนได้เจอข้อตอบโต้ของสหรัฐไม้แรก คือขอยุติการเจรจาข้อตกลงทางการค้าต่างตอบแทนเพิ่มเติม ระวังจะเจอไม้สอง คือจะขอขึ้นอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนจากร้อยละ 19 เป็น 25 ระวังให้ดีว่าสถานการณ์ความบานปลายที่อาจเกิดการปะทะตามมาอีก จะสร้างผลกระทบทางด้านอัตราภาษีกลับมาสูงขึ้นได้
ผมได้ไปฟังกองทัพบกต้อนรับคณะนักศึกษา วปอ.68 นำโดยท่านรองผู้บัญชาการกองทัพบกและที่ปรึกษาท่านผู้บัญชาการกองทัพบก อดีตแม่ทัพคนดังแห่งภาคที่สอง เมื่อสองวันก่อน ยิ่งตอกย้ำความกังวลของผม จนต้องมาเขียนบทความฉบับนี้ว่า ท่าทีของกองทัพก็คงจะแข็งกร้าว ซึ่งไม่มีอะไรผิด กองทัพก็ต้องเล่นบทแบบนี้ ทั้งตามหน้าที่ ตามกระแส และตามความคาดหวังว่ารัฐบาลจะต้องยอมกองทัพต่อๆ ไปในการจัดซื้ออาวุธและยุทโธปกรณ์จำนวนมาก อย่างคัดค้านไม่ได้ วินาทีนี้ไม่มีใครกล้าขวางกองทัพ แต่กองทัพก็ไม่ได้มีแผนการพัฒนากองทัพในเชิงการปฏิรูปเลย
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่มีสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา กองทัพอยู่ภายใต้ทิศทางที่ต้องปฏิรูปตนเองเช่นกัน ที่ต้องปฏิรูปเพราะค่าใช้จ่ายของกองทัพทุกเหล่าทัพมันสูงมาก ประเทศเรามีวิกฤตทางด้านการคลังจ่อคอหอยอยู่แล้ว รัฐบาลนอกจากไม่ออกมาทำนโยบายให้ถูกต้อง มีนโยบายแค่หกหน้ากระดาษบอกว่าจะทำโน่นทำนี่ในแง่โครงการ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่เรียกว่านโยบาย แต่เป็นแผนงานโครงการ รัฐบาลนอกจากไม่สะทกสะท้านกับปัญหาทางด้านการคลัง ยังต้องยอมอยู่ภายใต้การขี่ของกองทัพทั้งนี้ก็เกือบทุกรัฐบาลที่ต้องยอมสยบกับกองทัพในการค้ำจุนเสถียรภาพทางการเมือง เพราะการเมืองในรอบสิบปีที่ผ่านมามันเกิดรัฐประหารมา พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยไม่ได้เสียงเด็ดขาด ก็ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้เอง ต้องไปยินยอมกับพรรคการเมืองที่กองทัพชอบ จับมือกันตั้งรัฐบาล จึงจะสำเร็จ
รัฐบาลไม่เคยนำเสนอนโยบายการคลังให้รัฐสภาหรือสังคมรับทราบ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าหนี้สาธารณะกำลังจะทะลุเพดาน เป็นโจทย์ก้อนใหญ่ของรัฐบาลต่อไป ตอนนี้รัฐบาลไปสร้างปมใหม่เรื่องภาษีต่างตอบแทนกับสหรัฐ มันก็อาจจะกระทบกับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในอนาคต ทำไมท่านผู้นำรัฐบาลไทย ไม่ไปเล่นบทปากหวานกับผู้นำสหรัฐแต่ปล่อยให้หน่วยงานอื่นๆ ไปสร้างความรักชาติแทนท่าน ทำไมท่านปล่อยให้ NGO ไปสนับสนุนงบประมาณให้กองทัพภาคที่สอง เพื่อสร้างความรักชาติ ได้ ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายเอกชนไทย ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยุทโธปกรณ์ซึ่งเป็นสินค้าความมั่นคงได้เลย มีการทะเลาะกันเสียงดังในคณะกรรมาธิการการทหาร ที่เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ NGO เหล่านี้ควรจะไปทำงานเรื่องการสร้างจิตสำนึกในการรักชาติมากกว่า
ผมเขียนบทความนี้เพราะผมรักชาติเช่นกัน ไม่อยากให้เอาการเมืองจากสงครามมาเล่นสร้างกระแสความรักชาติ เพื่อกลบกระแสลบที่กำลังถาโถมรัฐบาลอยู่ขณะนี้ โดยเฉพาะเรื่องสีเทา เรื่องสแกมเมอร์ นี่หากเป็นรัฐบาลปกติ ไม่ใช่ชั่วคราว การตั้งรัฐมนตรีที่มีปัญหาทางด้านคุณสมบัติ คงโดนคนร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตัดสินคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีแล้วว่าปฏิบัติหน้าที่ขัดกับรัฐธรรมนูญไปแล้ว ท่านเอาการสร้างกระแสมาทำให้นโยบายทางด้านการค้ากลับทิศกลับทางไปหมด ตอนนี้เราก็คงงงว่า เมื่อสองสัปดาห์เรายอมสหรัฐจนเรียกว่าเสียสิทธิสภาพในอาณาเขตแล้ว ตอนนี้เราโดนยุติการคุยเพื่อตกลงภาษีศุลกากรต่างตอบแทนใหม่ ภายใต้ข้อตกลงที่ยอมสหรัฐยังคงอยู่บนโต๊ะเหมือนเดิม ไม่ได้ถูกยกเลิกไปแต่อย่างใด กลายเป็นยอมเขาแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย เนื่องด้วยการโทรศัพท์ไปฟ้องผู้นำสหรัฐของท่านนายกรัฐมนตรี
เมื่อเดือนแรกที่รัฐบาลนี้เข้ามา เรียกว่าสร้างกระแสความพอใจจากการมีโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ ใช้เงินประมาณแสนล้าน เพราะคนไม่พอใจการแก้ปัญหาความมั่นคงของรัฐบาลก่อน แม้จะใช้เงินแจกสองแสนกว่าล้าน แจกมากกว่าคนละครึ่งเยอะก็ไม่สามารถสร้างกระแสอะไรได้ เพราะไม่จบในคราวเดียว ทำทีละขยัก และแต่ละขยักรอนานเกิน กระแสรัฐบาลชั่วคราวจึงออกมาดูดีมากช่วงแรก ทั้งๆ ที่ตามเนื้อหาการเงินจากโครงการจริงๆ มันไม่ได้มีอะไรช่วยเศรษฐกิจได้มากเลย เป็นการกระตุ้นแบบสิวๆ เท่านั้น แต่แล้วเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ทุกอย่างเลยจืดจางลง มาพร้อมกับข่าวการมีสีเทามากมายเกิดขึ้นในรัฐบาล กระแสกำลังตกหนัก จึงเป็นที่มาของการสร้างกระแสความรักชาติขึ้นมาในครานี้ แลกด้วยการเสียทางในระหว่างการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ซึ่งไม่รู้ว่าทราบมาก่อนว่าจะเจอแบบนี้ หรือไม่ทราบเลย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศไม่เตือนเลย หรือทราบแต่ไม่สนใจ เพราะคิดว่าไม่กระทบอะไร
ผมว่านะครับ เศรษฐกิจไทย มันไม่ได้ดีอะไรขึ้นมาเลย จากการกระตุ้นด้วยเงินคนละครึ่งนี้ ตอนหลังๆ ภาคเศรษฐกิจด้านการบริโภคภายในเริ่มมาติดลบ จากที่ไม่เคยติดลบเลย เพราะเศรษฐกิจมันแย่ลงสุดๆ แล้ว แม้ว่ากระตุ้นแล้วจะทำให้โตขึ้นได้ร้อยละศูนย์จุดเท่าไหร่ มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากเลยจริงๆ ถ้าไม่ปฏิรูปโครงสร้างการคลังเพื่อหาเงินเข้ามาให้ได้ และใช้กระตุ้นในรูปแบบใหม่ที่ใหญ่และมีประสิทธิภาพจริงๆ อนิจจาเป็นไปด้วยประการเช่นนี้ครับ

