ปริทรรศน์หนังสือ‘สงครามเศรษฐกิจโลก’
ผมมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจเพื่อสังคมคนหนึ่ง ชื่อ ปรีดา เตียสุวรรณ์ เขาบอกกับผมว่าเขาติดตามหาความรู้เรื่องภูมิรัฐศาสตร์มานานแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะตื่นเต้นมากกับความรอบรู้ในเรื่องนี้ของ อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้เขียนหนังสือชื่อ “สงครามเศรษฐกิจโลก และทางรอดไทยในยุคทรัมป์ 2.0” ปรีดาจึงเชิญเพื่อน ๆ มาคุยกับอาร์ม เพื่อวิเคราะห์วิจารณ์สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งหนังสือของเขาด้วย บังเอิญผมไม่สะดวกที่จะไปร่วมงาน เลยจะขอปริทรรศน์หนังสือเล่มดังกล่าวไว้ในที่นี้ ถ้าถามว่าผมรู้เรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพียงใด ตอบได้ว่ารู้เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับอาร์ม แต่พอมีความสามารถในด้านการย่อความ และในการตั้งคำถามบ้าง จึงขอเริ่มด้วยการย่อความหนังสือ และขอตั้งคำถามบางคำถามในตอนท้ายของบทความ
หนังสือแบ่งเป็นสี่ส่วนคือ 1) ทรัมป์กับสงครามการค้า 2.0; 2) กระดานการเมืองโลกและผลต่อเศรษฐกิจโลก; 3) จีนหลังมรสุมเศรษฐกิจ; 4) ทางรอดไทยในสงครามเศรษฐกิจ อาร์มเรียงความในทำนอง 1) อเมริกากำลังหาทางรอดแต่พอตัว; 2) ชาวโลกจะไม่มีใครไม่เจ็บ; 3) จีนจะสู้อย่างไรให้เจ็บน้อยหน่อย; 4) ไทยจะรุก – จะรับ อย่างไรดี? ในหนังสือเล่มนี้ อาร์มมีข้อมูลเชิงลึกมาแลกเปลี่ยน
กฎพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ข้อหนึ่งคือ “การเลือกทางที่ได้เปรียบ” (comparative advantage) ที่ผ่านมาสหรัฐฯและชาติตะวันตกบอกชาวโลกว่า จงเลือกทางที่ได้เปรียบ จงเปิดตลาดเสรีเพื่อให้เลือกทางได้มากขึ้น เปิดตลาดกว้างขึ้น เราต้องยอมรับการพึ่งพากันแบบโลกาภิวัตน์ ที่ไหนผลิตสินค้าถูกกว่า ก็ซื้อที่นั่น ที่ไหนผลิตสินค้าได้ดีกว่าก็ไปผลิตที่นั่น ที่ไหนมีค่าแรงต่ำ มีวัตถุดิบมาก ก็ไปตั้งโรงงานผลิตที่นั่น ถ้าแรงงานมีคุณภาพ จะเพิ่มผลิตภาพ แม้ต้องจ่ายค่าแรงสูงกว่าก็ยอม การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ย่อมคุ้มค่าในระยะยาว เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนเร็วมาก ต้องเกาะติดตลอดเวลาอย่าให้ตกเทรนด์ ต้องกล้าริเริ่ม มีนวัตกรรม มีแซนด์บ็อกซ์ มีสตาร์ทอัพ ฯลฯ
และแล้วเกมร่วมมือกำลังเปลี่ยนเป็นเกมสงครามเศรษฐกิจ (ชื่อภาษาอังกฤษของหนังสือคือ Global Economic Wargame) ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ 1.0 และ 2.0 กำลังเลิกล้มการค้าเสรี, โลกาภิวัตน์, ตลอดจนการเลือกสถานที่ตั้งโรงงาน/ลงทุนในที่ที่ดูเหมือนได้เปรียบ (offshoring) มาเป็นการบังคับย้ายสถานที่ผลิตกลับมาที่สหรัฐฯ (reshoring) โดยใช้มาตรการหลายประการ โดยเฉพาะการตั้งกำแพงภาษีไม่เลือกหน้า แต่มุ่งเน้นไปยังบางประเทศที่การเจรจาเศรษฐกิจไม่ให้ประโยชน์แก่สหรัฐฯ ตามที่พอใจ อาร์มอธิบายว่าสหรัฐฯต้องการอะไรในการกระทำเช่นนี้
เขาอธิบายว่าสหรัฐฯต้องการเปลี่ยนจากการเป็นประเทศผู้บริโภคมาเป็นประเทศผู้ผลิตมากขึ้น สหรัฐฯต้องการให้อุตสาหกรรมการผลิตของตนฟื้นตัว เพื่อกดจีนให้เติบโตช้า การย้ายโรงงานกลับมาผลิตในสหรัฐฯ มีข้อเสียคือชาวอเมริกันจะซื้อของแพง แต่มีข้อดีคือชนชั้นกลางจะมีงานทำมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น มีกำลังในการบริโภคมากขึ้นหรือซื้อของที่แพงขึ้นได้ เศรษฐกิจที่เคยซบเซาจะฟื้นตัว สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเสนอเป้าหมาย 3-3-3 คือ เศรษฐกิจเติบโต 3% การขาดดุลงบประมาณจะลดลง 3% ของจีดีพี และสหรัฐฯจะทำการขุดน้ำมันได้วันละ 3 ล้านบาร์เรล
อาร์มศึกษาผู้คนที่มีอิทธิพลรอบข้างทรัมป์และสรุปว่า ทีมงานของทรัมป์แบ่งเป็นสามกลุ่ม คือ
1)กลุ่มนักธุรกรรม (Transactional Faction) ซึ่งเน้นการทำธุรกิจและการเจรจาการค้าเป็นหลัก สมาชิกเด่นของกลุ่มนี้ได้แก่รัฐมนตรีคลังเบสเซนต์
2)กลุ่มอเมริกาต้องมาก่อน (America First) ซึ่งสนใจเรื่องต่างประเทศน้อย สนใจเรื่องในประเทศเป็นหลัก มุ่งจัดการกับสงครามวัฒนธรรมภายใน พร้อมรับการโดดเดี่ยวจากโลกของสหรัฐ กลุ่มนี้ต้องการให้อเมริการเข้มแข็ง และเชื่อว่าสันติภาพย่อมมาจากความเข้มแข็งของอเมริการนั่นเอง สมาชิกเด่นของกลุ่มนี้ได้แก่รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์
3)กลุ่มอเมริกาเป็นใหญ่ (America Hegemony) ซึ่งมุ่งให้อเมริกามีอำนาจนำ อำนาจครอบงำ อำนาจเหนือประเทศอื่นๆ ในโลก อเมริกาต้องพร้อมที่ใช้กำลังเพื่อขยายอิทธิพล อย่ายอมให้ปูตินเขมือบยูเครน ไม่ยอมให้กลุ่มฮามาสหรืออิหร่านถล่มอิสราเอล ฯลฯ สมาชิกเด่นของกลุ่มนี้ได้แก่รัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ
เข้าใจว่าทรัมป์รับฟังทั้งสามกลุ่ม แต่จะตัดสินใจอย่างไรขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มไหนจะโน้มน้าวเขาได้ดีกว่ากัน กลุ่มต่าง ๆ เสนอทางเลือกให้เขาหลายทาง เขาจึงดำเนินนโยบายด้วยศิลปะการคาดเดาไม่ได้ (เลือกข้อเสนอที่ดูขัดกันของทีมงาน เลือกแล้วพลิกแพลงก็ได้) เหมือนกับว่าเรากำลังเล่นรถไฟเหาะไปกับเขา วันหนึ่งเขาขึ้นภาษีแรง ต่อมาประกาศว่ายังไม่ใช้ ให้เวลามาเจรจากันก่อน เพื่อให้คู่ค้าที่เกรงขามรีบมาเสนอผลประโยชน์ (ไม่เชิงมาต่อรอง) เพื่อขอลดภาษี ในวันที่เขายอมลดภาษีให้ คู่ค้าได้ลดภาษีพลอยดีใจ ไม่คิดว่าพลาดท่าเสียผลประโยชน์ไปเท่าไร ทรัมป์ยังเล่นมายากลทางการเงิน เพื่อรักษาสถานะของดอลลาร์ไว้อย่างเหนียวแน่น
อาร์มจบการศึกษาปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แล้วจึงจบปริญญาโทด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และปริญญาเอกด้านเดียวกันจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เขาจึงมีเพื่อนและรู้จักความคิดของผู้นำทั้งจากสหรัฐฯและจีนอย่างดี เขาคิดว่าสำหรับจีนแล้ว เรื่องที่ยอมไม่ได้ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ คือความมั่นคงเหนือดินแดนของทิเบต ซินเกียง และมองโกเลียใน อีกเรื่องหนึ่งที่จีนยอมไม่ได้คือให้ไต้หวันประกาศอิรภาพ จีนตั้งใจจะรวมไต้หวันกับแผ่นดินใหญ่ให้ได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
อาร์มคาดว่าจีนกำลังใช้ศาสตร์สุมาอี้ ที่หวังชัยชนะในระยะยาว ดังนี้
1)นิ่งเพื่อรุก รอเพื่อชนะ
2)ซ่อนคมในฝัก
3)สร้างเครือข่ายอำนาจอยู่เบื้องหลัง
4)ใช้จิตวิทยาและการวางหมากลึก
5)ไม่จำเป็นต้องชนะในทุกสมรภูมิ เพียงแต่ชนะในสงครามใหญ่ก็พอ
มีบางคนวิเคราะห์ว่าจีนมุ่งหวังโจมตีดอลลาร์ด้วยการสะสมทองคำ ทำให้ราคาทองคำในตลาดพุ่งสูงขึ้น แต่อาร์มไม่คิดเช่นนั้น เพราะจำนวนทองคำของจีนยังน้อย จะไล่กวดสหรัฐฯได้ต้องอีกนาน แต่เขาสรุปแผนการของจีนในสงครามเศรษฐกิจไว้ดังนี้
1)ย้ายทุนที่จมในภาคอสังหาริมทรัพย์ มาที่พลังงานสะอาด ซึ่งจีนมีข้อได้เปรียบหรือความก้าวหน้า เช่นในเรื่อง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่รถยนต์หรือแบตเตอรี่ขนาดยักษ์ แผงเซลล์แสงอาทิตย์
2)บุกตลาดประเทศกำลังพัฒนา
3)ใช้กลไกตลาดกดดันให้ประเทศตะวันตกยอมเปิดทางให้สินค้าจีน
4)พัฒนาหุ่นยนต์เลียนมนุษย์ (humanoid) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบเปิดเผยรหัส (open source AI) คอมพิวเตอร์ควอนตัม ฯลฯ รวมเรียกว่าเทคโนโลยีใหม่
5)พัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ (biotech) โดยเฉพาะเรื่องยา จีนกำลังประยุกต์ปัญญาประดิษฐ์กับการสังเคราะห์ยาใหม่ๆ และกำลังทำการทดลองยาใหม่ในจำนวนที่ไม่น้อยไปกว่าสหรัฐฯ
6)พัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ เช่น เกมซุนหงอคง และพยายามโยงสถานที่จริงเข้ากับสถานที่ตามท้องเรื่อง ทั้งนี้ เพื่อชักชวนให้คนติดเกมอยากมาท่องเที่ยวเมืองที่ซุนหงอคงมีบทบาทอยู่ในเกม เป็นต้น
อาร์มตั้งข้อสังเกตว่า ผู้นำคนสำคัญของจีนเล่าเรียนมาทางวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนของสหรัฐฯมักมีภูมิหลังทางกฎหมาย ถ้าผู้นำจีนหันมามีทัศนคติแบบนักกฎหมายมากขึ้น ส่วนสหรัฐฯให้ความสำคัญแก่วิศวกรมากขึ้น ต่อไปอาจคุยกันลงตัวมากขึ้นก็เป็นได้
ในส่วนที่สี่ของหนังสือ “สงครามเศรษฐกิจโลก” อาร์มกล่าวถึงประเทศอื่นรวมทั้งไทย เริ่มด้วยข้อสังเกต 3 บีบ 3 คลายดังนี้
โลกรวมทั้งไทยกำลังเผชิญกับแรงบีบ 3 แรงคือ
1)สหรัฐฯบีบให้โรงงานย้ายฐานการผลิตมาที่สหรัฐฯ ถ้าไม่ต้องการเสียภาษีนำเข้าในอัตราสูง
2)จีนจะเน้นตลาดภายใน ประเทศอื่นรวมทั้งไทยจะแบ่งตลาดจากจีนคงไม่ง่าย
3)ตลาดที่เหลือหดตัวลง ประเทศอื่น ๆ รวมทั้งไทย มีโอกาสเจ็บตัวกันเป็นแถว
ในการคลายแรงบีบดังกล่าว ไทยควรพิจารณาดำเนินการโดย
1)ต่อรองผลประโยชน์แลกผลประโยชน์กับสหรัฐฯ
2)เจรจากับจีนในหลักการของการค้าเท่าเทียม และไทยต้องป้องกันมิให้เกิดกระแสคล้อยตามตะวันตก ที่จะกีดกันสินค้าจีนในไทย
3)บุกตลาดประเทศขนาดกลาง เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา ไทยต้องเพิ่มพลังบริโภค ยกระดับผลิตภาพ เพิ่มรายได้ของแรงงานในประเทศ
นอกจาก 3 คลายดังกล่าวแล้ว ไทยยังต้องพยายามอีกมาก เช่น
1)พยายามบังคับใช้และพัฒนากฎเกณฑ์การค้าให้มีประสิทธิภาพ โดยต้องบังคับใช้แก่ทุกชาติเสมอกัน
2)กำหนดนโยบายที่นำด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยต้องระวังข่าวลือที่อาจมาจากตะวันตก ที่ทำให้ระแวงสินค้าที่จะทะลักเข้ามาจากจีน
3)ใช้แพลตฟอร์มจีนเพื่อรุกกลับเข้าไปในตลาดจีน
4)เจรจากับจีนเพื่อขอให้ช่วยส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนในไทย
ไทยควรมียุทธศาสตร์เรื่องสเกลด้วย ไทยมีประชากรประมาณ 70 คน น้อยกว่าเวียดนามที่มีประชากรประมาณ 100 ล้านคน และอินโดนีเซียที่มีประมาณ 280 ล้านคน อีกทั้งสังคมไทยมีคนหนุ่มสาวที่เป็นเรี่ยวแรงน้อยลง คนแก่มากขึ้นจนเป็นสังคมคนชรา เราจึงต้องนึกถึงการประหยัดจากขนาด (economies of scale) ด้วย ในเรื่องสเกล ไทยควรผนึกกำลังกับประเทศอาเซียนภาคพื้นทวีป ได้แก่ กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย เมียนมา ไทยไม่ควรมองเวียดนามเป็นคู่แข่ง หากควรมองว่าเป็นคู่ค้า เป็นสมาชิกตลาดร่วมภาคพื้นทวีปเดียวกัน (หมายเหตุ:อาร์มไม่ได้พูดถึงการมองกัมพูชาของไทยในขณะนี้ โดยอาจหวังเหมือนผมว่า พอพ้นการเลือกตั้งทั่วไปสมัยหน้า ผู้นำไทยจะมีสติและปรับท่าทีให้เป็นมิตรกับชาวเขมรมากขึ้น)
อาร์มเล่าว่าเขาเคยไปฟังผู้นำของไทยคนหนึ่งที่ไปพูดที่เวทีระหว่างประเทศ ผู้นำคนนั้นถนัดการโฆษณา จึงพยายามจูงใจว่าน่ามาลงทุนในไทย เพราะเรามีศักยภาพที่แข็งแกร่ง น่าท่องเที่ยว ฯลฯ ส่วนผู้นำสิงค์โปร์ที่ขึ้นพูดในเวทีเดียวกัน เขาพูดถึงภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย โดยเชิญชวนสหรัฐฯให้เข้ามาเชื่อมโยงกับภูมิภาคนี้ให้มากขึ้น โดยสิงค์โปร์พร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยง แสดงว่าสิงค์โปร์เป็นประเทศเล็กที่เข้าใจยุทธศาสตร์สเกล จึงเสนอตนเป็นผู้เชื่อมโยงของภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก
อาร์มให้ข้อสังเกตว่า สหรัฐฯเก่งในเรื่องพื้นฐานและประดิษฐ์กรรมใหม่ ญี่ปุ่นเก่งในการปรับปรุงประดิษฐ์กรรมให้ดีเลิศ อิตาลีเก่งในการดีไซน์ให้สวยงาม มีรสนิยม และมีสไตล์ จีนเก่งในการสร้างซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำ แล้วไทยถนัดอะไร? ต้องการอะไร? มีอำนาจต่อรองหรือมีจุดแข็งอะไร?
คำตอบอาจอยู่ในสายลม อย่างไรก็ดี อาร์มมีข้อเสนอแนะกว้าง ๆ ว่าจุดแข็งของไทยอาจอยู่ที่
1)พลังนุ่มนวล (soft power) และทุนทางวัฒนธรรม
2)การมีผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และบรรยากาศที่ดีพอจะดึงดูดชาวต่างประเทศที่มีความสามารถพิเศษ (talent) ให้มาช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรม (เช่น อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศที่อาจารย์ต่างชาติซึ่งทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดลมาช่วยออกแบบ และจีนรับจะไปติดตั้งกับยานสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ 7)
3)พัฒนาบุคลากรที่สามารถเรียนรู้ (รวมทั้งเลียนรู้) เชื่อมโยง ต่อยอด
4)พัฒนาแรงงานที่มีทักษะสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีใหม่
5)การเกาะติดกับซัพพลายเชนของจีน สหรัฐฯ และชาติตะวันตกให้ได้ด้วย
ไทยคงต้องมองหาทางลัด “สู่ดวงจันทร์” โดยทางลัดอาจมีดังนี้
1)เกาะติดไปกับซัพพลายเชนของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทั้งของจีนและสหรัฐฯ
2)พัฒนา know – how หรือความได้เปรียบบางอย่างที่จีนและสหรัฐฯบังเอิญไม่มี โดยสร้างนวัตกรรมที่ต่างจากนวัตกรรมของคนอื่น (สร้าง niche ของตน)
3)เสาะหา เชิญชวน ต้อนรับ ผู้มีความสามารถพิเศษ (talent) ให้เข้ามาช่วยในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของเทคโนโลยีใหม่
ผมคล้อยตามอาร์มเป็นส่วนใหญ่ แต่อดมีข้อสงสัยและคำถามอยู่บ้าง เช่น
1)เรายอมแพ้ และยอมเข้าสู่ยุคกีดกันสินค้าสไตล์ทรัมป์แล้วหรือ หรือว่าควรเชื่อเรื่อง “การเลือกทางที่ได้เปรียบ” (comparative advantage) อยู่บ้าง เช่น เรื่อง nearshoring หรือการพัฒนาตลาดร่วมภาคพื้นทวีปของอาเซียน
2)รัฐบาลอเมริกาสมัยประธานาธิบดีไบเดนมีนโยบาย DEI (Diversity Equity Inclusion) นโยบายนี้ถูกทรัมป์โยนลงตะกร้า พร้อมทั้งรังแกเจ้าหน้าที่ที่เคยทำงานด้านนี้ในรัฐบาลก่อน ไทยควรยืนยันตามไบเดน หรือคล้อยตามทรัมป์ หรือมีนโยบายเชิงจริยธรรมของเราเองอย่างไร
3)ไทยได้ทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจประมาณ 15 ฉบับ และกำลังเจรจาเพิ่มเติมกับอีกหลายประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจ เช่น สหภาพยุโรป (EU) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เกาหลีใต้ ภูฏาน และปากีสถาน เราควรมีนโยบายการค้าเสรีและโลกาภิวัตน์ต่อไปมากน้อยเพียงใด หรือจะหันมา “คุ้มครองการค้า” (protectionist) ตามแนวโน้มของสหรัฐฯ
4)อาร์มชี้ว่าเราควรระบุและพัฒนาต่อไปในเรื่องที่ควรเป็นจุดแข็งของเรา ขณะเดียวกัน ขอถามว่าอะไรเป็นจุดอ่อนที่เราควรใส่ใจแก้ไข เพื่อไม่ให้เป็นตัวหน่วงเหนี่ยว ฉุดรั้งให้เราติดกับการเป็นประเทศระดับกลาง บางเรื่องอาจแก้ไขยาก เช่น คอร์รัปชัน, การเมืองที่เน้นเส้นสาย (connection) และการใช้เงิน, รัฐพันลึก, ความบาดหมางกับเยาวชนที่สนใจประชาธิปไตย ฯลฯ แต่คงมีบางอย่างที่ควรพยายามทำใช่หรือไม่
5)การศึกษา ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ผ่านมา ยังไม่เน้นเรื่อง STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) มากนัก R&D ที่ทำมักผิวเผิน มองผลระยะสั้น ไม่ค่อยนำไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมหรือประดิษฐ์กรรม R&D ที่ต้องใช้เวลาและหวังผลระยะยาวจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ระหว่างรัฐกับเอกชน ใครควรเป็นผู้ลงทุนหลักในเรื่องนี้
เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังผ่านโซนที่ดินฟ้าอากาศแปรปรวน เศรษฐกิจไทยควรต้องตื่นตัวมากกว่านี้ และรับมืออย่างรู้เท่าทันและมีสติ พร้อมทั้งมีความอดทนโดยไม่หวังผลฉาบฉวย ถ้าผู้นำทางการเมืองและทางธุรกิจ ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนำไปคิดต่ออย่างรอบคอบและมีโยนิโสมนสิการ ก็จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนต่อไป
โคทม อารียา

