หน้าแรก บทความ อรรถสิทธิ์ พา...

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว : ทำอย่างไร? Quick win ไทยสู่จุดสนใจในการค้าโลก

21.11.25 | 22:36 น.

ทำอย่างไร? Quick win ไทยสู่จุดสนใจในการค้าโลก

สองทศวรรษที่ผ่านมา ระบบการค้าโลก (global trade system) อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง การขยายตัวของห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ (global value chains) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การผงาดขึ้นของจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนแรงปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ระหว่างมหาอำนาจ ทำให้การค้าไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุน-ราคา-กำไร-ขาดทุน อีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นสนามแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ประเทศต่าง ๆ ต้องกำหนดบทบาทและยืนตำแหน่งของตนอย่างชัดเจน

คำถามสำคัญในวันนี้สำหรับไทย คือ “เราควรยืนอยู่ตรงไหนในโลกการค้าที่กำลังเปลี่ยน?” และ “กลยุทธ์แบบใดที่ทำให้ไทยจะมีความสามารถในแข่งขันในยุคที่กฎเกมทางการค้าถูกเขียนขึ้นใหม่แทบทุกปีเช่นนี้?”

หากพินิจพิเคราะห์ภาพใหญ่ของระบบการค้าโลก พร้อมระบุตำแหน่งและโอกาสยุทธศาสตร์ของไทยในบริบทใหม่นี้ก็จะพบว่า การค้าโลกเผชิญกับความเสี่ยงใหม่ ๆ เช่น สงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน มาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป การแข่งขันด้านเทคโนโลยีขั้นสูง อย่าง Semiconductor และ AI ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศต่าง ๆ เริ่มลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่กระจายตัวมากเกินไป และหันมาเน้น “friend-shoring” คือการย้ายฐานการผลิตร่วมกับประเทศพันธมิตรที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ผลลัพธ์คือ โลกกำลังก้าวสู่ยุค การค้าแบบแบ่งขั้ว (fragmented globalization) ที่หลายตลาดเริ่มถูกแยกออกจากอิทธิพลของสหรัฐฯ และจีน

และหนึ่งในภูมิภาคที่ถูกจับตาในฐานะตัวแปรของสงครามครั้งนี้ หนีไม่พ้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งในแง่ทรัพยากรและการกำหนดจุดพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์เพราะอยู่คั่นกลางระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง

Advertisement

หันกลับมาดูโครงสร้างเศรษฐกิจไทยภายหลังการประกาศตัวเลขการคาดการณ์ของสภาพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) เผยตัวเลขก็จะพบว่า ประมาณการ GDP ของไทยในปีนี้อยู่ 2.8 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในประเทศอาเซียนเพื่อนบ้านใกล้เคียง สะท้อนสถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศที่กำลังมีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นสัดส่วนสำคัญของ GDP ตลอดจนพึ่งพาการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

ทั้งสองเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจของประเทศที่วันนี้อ่อนแรงไปอย่างมากจากสงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน ที่เกิดขึ้น เราเผชิญกับ reciprocal tariff ที่มีสหรัฐเป็นตลาดส่งออกเบอร์หนึ่งที่เกินดุลตลอดมา เรากำลังเผชิญของโลก decoupling ทางการค้า ที่แบ่งขั้วกันแต่ในทางยุทธศาสตร์ทางการค้าและการทูตกลับแยกกันเดินและไม่ได้ดูสอดคล้องกันเท่าที่ควร เราเสียฐานการลงทุนจากการกระจายฐานการผลิตให้กับเวียดนามทีเป็นดาวรุ่งในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ semiconductor มาเลเซียที่ชำนาญใน advanced electronics และ data centers อินโดนีเซียที่กำลังดึง EV supply chain สิงคโปร์ที่เป็นหลักในประเทศที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรม การเงิน และดาต้า

เมื่อทั้งสองเครื่องยนต์อ่อนกำลังพร้อมกับระเบียบโลกเสรีที่เปราะบาง หันกลับมามองยุทธศาสตร์ที่ที่ที่สุดในทางการค้าของบ้านเราในตอนนี้คือ การหันมาพึ่งพาตนเอง หันมาพึ่งพาตนเองของผมในที่นี้ ไม่ใช่แนวคิดไทยทำ ไทยใช้ โดดเดี่ยวโลกเข้าข้างตัวเองเหมือนสมัยก่อน แต่คือการกลับหันมามองตัวเองว่าเราดีพอที่จะเป็นยุทธศาสตร์ทางการค้าของประเทศอื่นและโลกแล้วหรือยัง ทั้งในแง่ฐานะของการเป็นผู้ส่งและผู้รับประโยชน์ทางการค้า ซึ่งสำหรับผมมองว่าพื้นฐานของไทยยังมีข้อสำคัญที่ต้องแก้และปรับปรุงคือ

ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกและการพัฒนา ผ่านการสนับสนุนการและนวัตกรรม การสนับสนุนสตาร์ทอัพเชิงอุตสาหกรรมและการร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัย-อุตสาหกรรม ตลอดจนการเปลี่ยนระบบภาษีและการบังคับใช้ให้เป็นมิตรกับการลงทุนคุณภาพ และนำเรื่องการสร้างเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน (green transition) เข้ามาปรับใช้เพื่อให้สินค้าไทยเข้ากับมาตรฐานโลกเรื่อง ESG และเข้าถึงตลาด premium ได้

แก้ปัญหาเรื่องการคอร์รัปชันและธุรกิจเงินเทาในประเทศอย่างจริงจัง ประเด็นนี้สำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพราะกำลังบั่นทอนทำลายทั้งความเชื่อมั่นภาพลักษณ์ให้กับนักลงทุนและกำลังทำลายระบบเศรษฐกิจไทย เชื่อไหมครับว่า ข้อมูลจากธนาคารโลกในปี  2024 เปิดเผยว่า ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบ (shadow economy) สูงถึง 48.4% ต่อ GDP อยู่อันดับที่ 14 จาก158 ประเทศทั่วโลก และสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ 32.7 %

เศรษฐกิจนอกระบบนี้หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีจากรัฐ และไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ผลที่ตามมานอกจากภาครัฐจะเก็บภาษีได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วยังหมายรวมถึงเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย ทุนเทาที่นำไปสู่การฟอกเงินและการก่ออาชญากรรม ซึงปัจจุบันคงไม่ต้องพูดถึง ธุรกิจผิดกฎหมาย ทุนเทา เต็มบ้านเต็มเมือง มีผู้อำนาจเข้าไปเกี่ยวข้อง และส่งผลให้เงินจากรายเล็กรายน้อย เงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ออกดอกออกผล ดูตัวอย่างเคสโครงการแจกเงินหมื่น ดิจิทัลวอลเล็ต ที่เงินไปถึงมือแต่กลับไปหวนกลับมาในระบบเศรษฐกิจ

ผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลปราบปรามอย่างจริงจังจะสามารถนำเงินใต้ดินเหล่านี้มาในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น ตลอดจนปการคอร์รัปชันที่ต้องทำ เพราะวันนี้ไม่ใช่เรื่องของโปรเจคภาพสวยอีกต่อไป วันก่อนอาจจะไม่รุนแรเท่าวันนี้ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่ามีคนทำและมีคนมีอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องจริงๆ นี่คืออีกปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในเรา และทำลายความเชื่อมั่น (Ease of Doing of business) ของนักลงทุน ทำลายเครื่องยนต์ทั้งด้านลงทุนและการบริโภคในประเทศของภาครัฐและเอกชน

แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน สิ่งนี้ทำให้รายได้ไม่โต เศรษฐกิจประเทศไม่ฟื้น ปัจจุบันอย่างที่ทราบกัน หนี้ครัวเรือนไทยใน ไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ 87.4% ต่อ GDP ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก และปัจจุบันหากไม่มีการเร่งดำเนินการเรื่องนี้จะทำให้การแข่งขันทางเศรษฐกิจบ้านเราติดหล่มไปอีกนาน ทั้งธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ไปถึงประชาชนทั่วไป

ผมมองว่าปัจจัยภายในที่กล่าวถึงมาทั้งหมด เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดยุทธศาสตร์การค้าบ้านเรา หากเศรษฐกิจภายในเปราะบางเต็มไปด้วยปัญหาและภาพลักษณ์ที่ไม่ดี กระทบทุกด้านเลยครับ ทั้งด้านนักท่องเที่ยว นักลงทุน ตลอดจนไปถึงการส่งออก และการแข่งขันได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก

ยิ่งการพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ บุคลากร และเทคโนโลยีที่เปราะบางอยู่ด้วยแล้ว หากรัฐบาลไม่ปรับปรุง ปรับตัว ในภาวะเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาและพัฒนาตนเองในยามที่ WTO ขาดกำลังต่อสู้ หลักการ MFN (Most-favoured nation) ถูกทอดทิ้ง อยู่เช่นนี้ เราจะติดหล่ม GDP ไม่เกิน 2-3 % ไปอีกนาน