หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : จูบ ใครคิดว่าไม่สำคัญ!

24.11.25 | 11:32 น.
(ภาพ-Pixabay)

สะพานแห่งกาลเวลา : จูบ ใครคิดว่าไม่สำคัญ!

ผลงานการศึกษาวิจัยชิ้นใหม่ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ วิวัฒนาการและพฤติกรรมมนุษย์ (the journal Evolution and Human Behavior) เมื่อ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า การจูบนั้นเกิดขึ้นเมื่อราว 21 ล้านปีมาแล้ว เนิ่นนานก่อนที่บรรพชนของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน (โฮโมเซเปียน) จะถือกำเนิดขึ้นมา เมื่อราว 300,000 ปีก่อนหน้านี้เสียด้วยซ้ำไป

ทีมวิจัยนานาชาติที่นำโดย มาทิลดา บรินเดิล นักชีววิทยาวิวัฒนาการ ประจำมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระบุว่า การศึกษาวิจัยนี้นับเป็นครั้งแรกที่เป็นการศึกษาวิจัยการจูบภายใต้บริบทของการวิวัฒนาการอันยาวนาน ผลลัพธ์ที่ได้ยิ่งเป็นการเน้นให้เห็นถึงความหลากหลายในแง่ของพฤติกรรมทางเพศ ที่แสดงออกมาโดยสิ่งมีชีวิตที่เป็นรากเหง้าของมนุษย์ในทุกวันนี้

การศึกษาวิจัยดังกล่าวเริ่มต้นโดยการให้คำนิยามการจูบเอาไว้ว่า คือ “การสัมผัสปากต่อปาก ที่ไม่ได้เป็นการป้อนอาหาร หรือ แสดงออกถึงความก้าวร้าว” การให้คำจำกัดความดังกล่าวนี้เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากในธรรมชาติมีการสัมผัสปากต่อปากที่มองดูเหมือนการจูบ แต่เป็นการกระทำเพื่อวัตถุประสงค์อื่น อย่างเช่น แม่อุรังอุตัง ใช้ปากป้อนอาหารที่เคี้ยวละเอียดป้อนให้กับลูกในวัยทารก หรือในกรณีของสัตว์บางชนิด อาทิ ปลากัด ที่ใช้ปากเพื่อการต่อสู้ปกป้องอาณาเขต เป็นต้น

จากการสังเกตการณ์ตามคำจำกัดความดังกล่าว ทีมวิจัยพบว่า สัตว์ในตระกูลไพรเมทในทุกวันนี้ ซึ่งรวมทั้ง ลิงบาโนโบส, ชิมแปนซี, อุรังอุตัง, มากาคิว, และ บาบูน ล้วนแสดงพฤติกรรมการจูบที่ว่านี้ให้เห็น หลังจากนั้น ทีมวิจัยใช้กรรมวิธีสร้างแบบจำลองเชิงสถิติ ที่เรียกกันว่า “แบบจำลองแบบเบส์” (Bayesian modeling) ช่วยในการสร้างประวัติศาสตร์ของอุปนิสัยการจูบในเชิงชีววิทยาขึ้นมา และลงมือทดสอบหาความเป็นไปได้หลายวิธีเพื่อดูว่ามีแนวโน้มเพียงใดที่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะมีพฤติกรรมการจูบ พวกเขาจำลองแบบทดลองดังกล่าวในคอมพิวเตอร์มากถึง 10 ล้านครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ที่ได้แน่นหนาและน่าเชื่อถือ

Advertisement

ทีมวิจัยได้ข้อสรุปในที่สุดว่า การจูบนั้นเกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิตในตระกูล ลิงใหญ่ (large apes – Hominidae) ณ จุดใดจุดหนึ่งในช่วงเวลาระหว่าง 21.5 ล้านปีก่อนเรื่อยมาจนถึงเมื่อ 16.9 ล้านปีก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยไม่พบว่ามีการจูบในสิ่งมีชีวิตในกลุ่ม มากาชินา และ ปาปิโอนินา (กลุ่มเดียวกับพวกลิงมากาคิวและบาบูน) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตในกลุ่มนี้มีวิวัฒนาการของการจูบแยกต่างหากออกไปจากกลุ่มแรก

แม้จะยอมรับว่า ยังจำเป็นต้องมีการแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติม แต่ทีมวิจัยก็สันนิษฐานไว้ว่า การจูบ อาจมีวิวัฒนาการมาจากพฤติกรรมการเคี้ยวอาหารและป้อนอาหารที่เคี้ยวละเอียดแล้วนั้นให้กับลูกๆ ที่ยังอยู่ในวัยทารก โดยพฤติกรรมการแบ่งปันอาหารเช่นนี้ถูกปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไปให้กลายเป็นสิ่งซึ่งรู้จักกันในปัจจุบันว่าคือ การจูบ

ในสายวิวัฒนาการของมนุษย์นั้น ทีมวิจัยคาดว่า การจูบน่าจะเกิดขึ้นในกลุ่มมนุษย์ นีแอนเดอร์ทัล ที่น่าสนใจก็คือ นีแอนเดอร์ทัล ไม่ได้เพียงแค่จูบซึ่งกันและกันเท่านั้น แต่ยังจูบกับ โฮโมเซเปียน มนุษย์กลุ่มที่วิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์เราในยุคปัจจุบันนี้ด้วยอีกต่างหาก นำไปสู่การผสมพันธุ์ซึ่งกันและกันในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เอพริล โนเวลล์ นักบรรพชีวินวิทยา และศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยวิคตอเรีย ในบริติช โคลัมเบีย ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัย ชี้ว่า ข้อเท็จจริงที่ว่านีแอนเดอร์ทัล แสดงพฤติกรรมการจูบและผสมพันธุ์กับโฮโทเซเปียนนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นองค์ความรู้ที่เป็นที่รับรู้กันอยู่แต่เดิมแล้ว ซึ่งทำให้งานวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยแต่เดิมอย่างน่าสนใจ

ศาสตราจารย์โนเวลล์ เปิดเผยว่า ในปี 2017 ทีมวิจัยทีมหนึ่งพบหลักฐานที่น่าทึ่ง เมื่อนำเอาจุลชีพที่พบบนเคลือบฟันของ นีแอนเดอร์ทัล ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อ 48,000 ปีมาแล้ว มาเปรียบเทียบ และพบว่าบางส่วนมีลักษณะเหมือนกับแบคทีเรียที่พบในช่องปากของมนุษย์ปัจจุบัน นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ทั้งนีแอนเดอร์ทัลและโฮโมเซเปียน อาจจูบซึ่งกันและกัน หรือไม่ก็อาจแบ่งปันอาหารและน้ำซึ่งกันและกัน จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้น

นอกจากนั้น เรายังรู้ด้วยว่า โฮโมเซเปียน กับ นีแอนเดอร์ทัล ผสมพันธุ์กันในช่วงราวๆ 7,000 ปีก่อนหน้า และเป็นไปได้ว่าการจูบซึ่งกันและกันอาจเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการดังกล่าว ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า พฤติกรรมการผสมพันธุ์ดังกล่าวนั้นคล้ายคลึงหรือเหมือนกับที่มนุษย์แสดงออกในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทีมวิจัยครั้งใหม่นี้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนก็คือว่า การจูบที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นแพร่หลายออกไปมากน้อยแค่ไหน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การจูบ ไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่เป็นสากล แม้แต่ในหมู่มนุษย์ในปัจจุบันนี้ก็ตาม วัฒนธรรมที่มีการจูบปรากฏอยู่ในทุกวันนี้ก็มีเพียงครึ่งหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยของมนุษย์เท่านั้นเอง ซึ่งโนเวลล์เชื่อว่า ในอดีตที่ผ่านมาก็คงปรากฏในรูปแบบเดียวกัน นั่นคือ การที่นีแอนเดอร์ทัลจูบ ไม่ได้หมายความว่า นีแอนเดอร์ทัล ทุกคนจะแสดงพฤติกรรมการจูบตามไปด้วย หลายคนอาจไม่จูบเลยด้วยซ้ำไป

เช่นเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ไม่แน่ใจนักว่า เพราะเหตุใดการจูบถึงได้ปรากฏอยู่ในสิ่งมีชีวิตหลายสปีชีส์ ทั้งๆ ที่การจูบอาจก่อให้เกิดอันตรายขึ้นตามมา อย่างเช่น เป็นตัวการแพร่เชื้อโรค ข้อสันนิษฐานประการหนึ่งก็คือ การจูบ ช่วยให้โอกาสที่จะสืบพันธุ์ได้สำเร็จมีสูงขึ้น การจูบอาจช่วยให้แต่ละฝ่ายสามารถวัดระดับความเข้ากันได้ในเชิงพันธุกรรม รวมไปถึงการล่วงรู้ถึงระบบภูมิคุ้มกันหรือสุขภาพโดยรวมซึ่งกันและกันผ่านการแลกเปลี่ยนเชิงเคมีในช่องปาก นอกเหนือจากเป็นการสร้างความผูกพันทางสังคมให้แน่นแฟ้นมากขึ้นแล้วนั่นเอง

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์