การ‘เปิดกว้าง’และ‘ปิดกั้น’ตัวกำหนดอนาคตจีน-สหรัฐ
เส้นทางพัฒนาของจีนและสหรัฐกำลังสลับทิศทาง สหรัฐมีแนวโน้มปิดกั้นมากขึ้น ขณะที่จีนเปิดกว้างมากขึ้น เป็นการส่งผลให้อนาคตของจีน-สหรัฐเปลี่ยนแปลงไป และอาจพลิกโครงสร้างของโลกทั้งระบบ พลิกที่จีนกำลังกลายเป็นผู้กำหนดกติกาของโลกที่เปิดกว้าง ดูประหนึ่งว่าสหรัฐกำลังถูกผลักดันให้อยู่ชายขอบ
ต้องยอมรับว่า แนวทาง “เอกภาคีนิยม” และ “ลัทธิคุ้มครองการค้า” ของสหรัฐ ไม่เพียงให้โทษต่อประเทศอื่น หากยังทำลายผลประโยชน์ และรากฐานของสหรัฐในทางเศรษฐกิจที่สั่งสมมาเป็นเวลายาวนาน
ในทางตรงกันข้าม จีนกำลังเดินหน้าเปิดกว้างมากขึ้น โดยการแสวงหาการบูรณาการเข้ากับประชาคมโลก เพื่อผลักดันแนวคิด “ประชาคมร่วมแห่งอนาคตมนุษยชาติ” และ “การบริการจัดการแบบมีส่วนร่วม” เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของมหาอำนาจที่มีความเชื่อถือ เพื่อมิให้เกิดสุญญากาศแห่งอำนาจที่เกิดจากสหรัฐ
จึงไม่แปลกที่นิวยอร์กไทม์ระบุว่า “นโยบายโดนัลด์ ทรัมป์ คือพฤติกรรมฆ่าตัวตายของมหาอำนาจ” ขณะที่ The Economist พาดหัวข่าวว่า “สงครามการค้านั้น สหรัฐกำลังพ่ายแพ้”
ปฏิเสธมิได้ว่า ความแตกต่างระหว่าง “การเปิดกว้าง” กับ “การปิดกั้น” มิได้จำกัดอยู่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือการทูตเท่านั้น หากยังเข้าถึงวัฒนธรรม ค่านิยม และโครงสร้างทางสังคม เพราะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงเส้นทางการพัฒนาของจีนและสหรัฐในอนาคต
แนวคิดหลักของทรัมป์ที่เป็นตัวกำหนดนโยบายสหรัฐ Make America Great Again นั้น นอกจากไม่สามารถฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของอเมริกา กลับนำพาสหรัฐเข้าสู่เส้นทาง “ปิดกั้น”
การทำสงครามการค้าที่ทรัมป์หลงใหลได้ปลื้ม เชื่อว่าภาษีการค้าสามารถลดการขาดดุลและคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ แต่ไม่บรรลุเป้าหมาย หากยังสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ
การประเมินผลของบริษัท Goldman Sachs สหรัฐแจ้งว่า สงครามการค้า เป็นเหตุให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจสหรัฐต้องแบกรับต้นทุนมากกว่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การส่งออกสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างรุนแรง ส่วนกลยุทธ์ทางเทคโนโลยี หาได้หยุดยั้งความก้าวหน้าของจีนไม่ กลับเป็นแรงผลักดันให้จีนเร่งพัฒนาสิ่งแปลกใหม่มากขึ้น เช่น DeepSeek ที่ใช้แนวทางเปิดกว้างให้ผู้พัฒนาทั่วโลก
เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมการแบ่งปันความรู้และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งตรงกันข้ามกับ ChatGPT ของสหรัฐ กลับมาใช้ระบบปิด อันอาจบั่นทอนความเจริญเติบโตสิ่งแปลกใหม่ของสหรัฐ
จึงเป็นการสมควรที่นิวยอร์กไทม์เขียนในบทบรรณาธิการว่า “นโยบายของทรัมป์กำลังทำลายรากฐานกว่า 200 ปีของสหรัฐ” เพราะแนวทาง “แยกตัวโดดเดี่ยว” ไม่เพียงตัดขาดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ หากยังทำให้สหรัฐต้องสูญเสียความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีที่เคยนำหน้ามาโดยตลอด
ในมิติการทูต ลัทธิเอกภาคีนิยมของทรัมป์ทำให้สหรัฐอเมริกาตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยว เป็นต้นว่า การถอนตัวออกจาก “ข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และ “องค์การอนามัยโลก” ตลอดจนองค์กรพหุภาคีอื่น ล้วนลดทอนบทบาทความเป็นผู้นำของสหรัฐในเวทีการบริหารจัดการโลกอย่างมีนัยสำคัญ
การประชุมสุดยอด “โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง” เมื่อปลายเดือนตุลาคม ณ ประเทศเกาหลีใต้ แม้ถูกมองว่า เป็นโอกาสในการฟื้นฟูเสถียรภาพความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ แต่นิวยอร์กไทม์เตือนว่า “สไตล์การทูตที่เอาแต่ใจและเน้นการแสดงออกของทรัมป์” อาจเป็นการเร่งให้บทบาทอิทธิพลสหรัฐในเวทีโลกเสื่อมถอยเร็วขึ้น
ความเชื่อมั่นของพันธมิตรที่เคยมีต่อสหรัฐลดลงต่อเนื่อง หลายประเทศมุ่งสู่แนวทาง “ความร่วมมือแบบหลายขั้ว” และกระแสการลดการพึ่งพาสหรัฐกำลังกลายเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากนโยบายของทรัมป์ ในขณะที่จีนได้แสดงให้เห็นถึง “คำมั่นต่อประชาคมร่วมแห่งอนาคตของมนุษยชาติ” ผ่านการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การแบ่งปันเทคโนโลยี และการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ลักษณะการเปิดกว้าง ไม่เพียงเป็นที่ยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ หากยังเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงต่อการพัฒนาในอนาคตอีกด้วย
นอกจากนี้ จีนยังได้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากระบบที่พึ่งพาการส่งออก ให้เป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศ ความก้าวหน้าในด้านรถยนต์พลังงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนคอมพิวเตอร์ควอนตัม ทำให้สถานะจีนในด้านห่วงโซ่อุปทานโลกแข็งแกร่งและมั่นคงขึ้น
ชนชาติจีนทั้ง 56 เผ่าพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ก็เพราะความเปิดกว้างและการยอมรับทางวัฒนธรรมของประชาชนจีน โดยการขจัดปัญหาความแตกแยกทางเชื้อชาติและความขัดแย้งทางสังคม

