หน้าแรก บทความ สงสัยใคร่รู้เ...

สงสัยใคร่รู้เรื่องจิตสำนึก

30.11.25 | 12:00 น.

สงสัยใคร่รู้เรื่องจิตสำนึก

ขอแปลคำว่า consciousness ว่าจิตสำนึก นิยามและความหมายของคำคำนี้เป็นที่ถกเถียงกัน ทั้งในแวดวงปรัชญา ศาสนา และในระยะหลัง ในแวดวงวิทยาศาสตร์ แต่ดูเหมือนว่ามีงานทฤษฎี หรือข้อคิดที่เป็นเหมือนแบบฝึกหัดทางปัญญาอยู่มาก แต่ยังไม่มีข้อสรุปเชิงประจักษ์อันเป็นที่ยอมรับ มีการเสนอทฤษฎีใหม่หลายทฤษฎีซึ่งมีความซับซ้อนยิ่ง ๆ ขึ้นจนคนธรรมดาที่ไม่ได้เล่าเรียนมาในด้านนี้ จะเข้าใจได้ยาก แต่ผมมีความอยากรู้ จึงพยายามสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตมาแบ่งปัน โดยเลือกส่วนที่พอจับความได้ ส่วนที่อ้างอิงศาสตร์สาขาใหม่ ๆ อย่างซับซ้อนก็ข้ามไปบ้าง เพราะไม่สามารถเสนออะไรที่ลึกซึ้งตามทฤษฎีใหม่ ๆ เหล่านั้นได้

การศึกษาเรื่องจิตสำนึกนั้นสำคัญไฉน? มีคำอธิบายว่า เราควรสนใจเรื่องนี้เพราะ

1)จิตสำนึกอยู่ที่ใจกลางของการอยู่รอดของสายพันธุ์มนุษย์ ความเข้าใจในเรื่องนี้สอดคล้องกับการแสวงหาอายุที่ยืนยาว และการรับมือกับความทุกข์ โดยจิตสำนึกเป็นพื้นฐานของชีวิต ของจริยธรรม ของปัญญาประดิษฐ์ ฯลฯ

2)การศึกษาสำรวจจิตสำนึกมีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต การลงลึกถึงธรรมชาติของจิตสำนึกอาจช่วยให้เรารักษาความผิดปกติทางจิตวิทยาได้

Advertisement

3)การใคร่ครวญถึงธรรมชาติของจิตสำนึกจะช่วยให้เราคำนึงถึงประสบการณ์และมุมมองของผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น หรือแม้แต่ของสัตว์ต่าง ๆ และอาจนำไปสู่สังคมที่มีความเมตตากรุณามากขึ้น หรือเป็นสังคมที่ให้คุณค่าแก่ชีวิตด้านในของแต่ละบุคคลมากขึ้นด้วย

4)การศึกษาสำรวจจิตสำนึกอาจช่วยให้เรามีการตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวเราที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งนำไปสู่การมีชีวิตที่เต็มเปี่ยมและมีความหมาย

จะขอเริ่มโดยการนำเสนอเรื่องจิตสำนึกในมุมมองของพุทธศาสนามหายาน เพราะคิดว่าชาวพุทธมีพื้นฐานในเรื่องนี้อยู่แล้ว และมุมมองทางศาสนาพุทธก็เข้าใจได้พอสมควร ในเรื่องนี้ มีบทความน่าสนใจของหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ บทหนึ่งที่ขออนุญาตนำมาสนอในที่นี้โดยสังเขป

หลวงปู่จำแนกจิตสำนึกออกเป็นสี่ชั้นคือ ชั้นนึกคิด (mind consciousness), ชั้นรู้สึก (sense consciousness), ชั้นเก็บสะสม (store consciousness), และชั้นมนัส นอกจากนี้ ท่านยังกล่าวถึงจิตสำนึกของบุคคลและของส่วนรวม (collective consciousness) ด้วย

เมื่อกล่าวถึงชั้นความคิดหรือจิตนึกคิด เราก็กำลังพูดถึงกายนึกคิด (body consciousness) ด้วย เพราะจิตนึกคิดไม่อาจมีได้ถ้าไม่มีสมอง กายและจิตนึกคิดเป็นเพียงสองแง่มุมของสิ่งเดียวกัน กายที่ปราศจากจิตสำนึกไม่มีจริง และจิตสำนึกไม่อาจปรากฏขึ้นโดยปราศจากกาย

สมองมีน้ำหนักเพียง 2% ของน้ำหนักกาย แต่ใช้พลังงานกายถึง 20% การใช้จิตสำนึกชั้นนึกคิด (mind) ไม่ว่าจะเป็นการคิด, การกังวลใจ, และการวางแผน ล้วนสิ้นเปลืองพลังงานมาก การมีสติช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบัน, ช่วยให้จิตนึกคิดผ่อนคลายและปล่อยวาง ไม่ต้องเปลืองพลังงานไปกับการคิดกังวลถึงอดีตหรือการคิดทำนายอนาคต

จิตสำนึกชั้นรู้สึกประกอบด้วยอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) และอายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)

จิตสำนึกชั้นเก็บสะสมอยู่ลึกที่สุด และตรงกับภาษาสันสกฤตว่า อาลยวิญญาณ ทำหน้าที่เป็น “คลังแห่งเมล็ดพันธุ์” ถ้าใช้คำบาลี จะตรงกับ “คลังแห่งพีช (bija)” พุทธศาสนาเถรวาทใช้คำภาษาบาลีว่า “ภวังค์” ซึ่งหมายความว่าเลื่อนไหลดุจสายน้ำ ถ้าคุณต้องการประหยัดพลังงาน อย่าคิด, อย่าวางแผน, อย่ากังวล จนเกินไป ปล่อยให้จิตสำนึกชั้นเก็บสะสมทำการประมวลผลข่าวสาร โดยคุณไม่ต้องทำอะไรมาก จิตสำนึกชั้นนี้ทำงานโดยไม่เกี่ยวข้องกับชั้นนึกคิด และทำงานได้มากเสียด้วย ทำการวางแผน ทำการตัดสินใจ โดยคุณไม่รู้ตัว

จิตสำนึกชั้นเก็บสะสมสั่งให้เราทำหลาย ๆ อย่าง โดยผ่านการได้รับ, การโอบรับ, การรักษาไว้, และการตัดสินใจในหลายเรื่องที่จิตนึกคิดไม่มีส่วนร่วม แต่ถ้าเราเข้าใจวิธีการเช่นนี้ เราอาจโน้มน้าวจิตสำนึกชั้นเก็บสะสมได้ เราอาจช่วยให้ชั้นเก็บสะสมเก็บและประมวลผลข่าวสารในลักษณะที่นำไปสู่การตัดสินใจที่ดีกว่าได้ จิตสำนึกชั้นเก็บสะสมเป็นเหมือนสวน ชั้นนึกคิดเป็นเหมือนชาวสวน เราหวังพึ่งแต่ชาวสวนไม่ได้ ต้องพึ่งเมล็ดพันธุ์ดี ๆ ที่หว่าน หรือที่ปลูกไว้ในสวนด้วย

เมื่อคุณอยู่กับผู้คนกลุ่มหนึ่ง แม้ว่าคุณต้องการเป็นตัวของตนเอง แต่คุณกำลังเปิดรับวิถีของพวกเขา เปิดรับจิตสำนึกชั้นเก็บสะสมของพวกเขา จิตสำนึกของผู้อื่นไหลมาสู่จิตสำนึกเรา วิถีการตัดสินใจ การชอบหรือไม่ชอบสิ่งใดของเรา ขึ้นอยู่กับวิถีการมองสิ่งต่าง ๆ ของส่วนรวม จิตสำนึกส่วนบุคคลประกอบไปด้วยจิตสำนึกส่วนรวม

จิตสำนึกชั้นเก็บสะสมยังเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นกรรมวัตถุของการยึดมั่นถือมั่น คือไม่เป็นอิสระ หากประกอบด้วยอวิชชา, ความหลง, ความโกรธ, ความกลัว ส่วนประกอบเช่นนี้เป็นพลังแรงแห่งการยึดติด ที่ต้องการเป็นเจ้าของ ส่วนประกอบยึดติดเช่นนี้คือชั้นที่สี่ของจิตสำนึก ที่เรียกว่า “มนัส” นั่นเอง

หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ แปลความหมายของมนัสว่าเป็นจิตคิดลึก (cogitation) รากฐานของมนัสคือความเชื่อว่ามีตัวตนอยู่ต่างหาก (separate self) จิตสำนึกนี้ ตลอดจนความรู้สึกและสัญชาตญาณที่เรียกว่า “ฉันเป็น” นี้ ฝังอยู่ลึกมากในจิตสำนึกชั้นเก็บสะสม นี่ไม่ใช่ทัศนะที่จิตนึกคิดหยิบยกขึ้นมา หากฝังอยู่ลึกในส่วนลึกของจิตชั้นเก็บสะสม นี้คือความคิดว่ามีตัวว่าตนที่แยกอยู่ต่างหากจากส่วนประกอบที่ไม่ใช่ตัวตน หน้าที่ของมนัสคือการยึดมั่นกับจิตชั้นเก็บสะสมในฐานะที่เป็นตัวตนแยกต่างหาก ความเชื่อในตัวตนเช่นนี้ถือเป็นความหลงผิดที่อยู่ลึกในจิตชั้นเก็บสะสม อันเป็นผลจากอวิชชาและความกลัว ความเชื่อนี้เป็นบ่อเกิดของพลังงานที่หมุนกลับมาโอบรับจิตชั้นเก็บสะสม และทำให้จิตชั้นนี้กลายเป็นสิ่งที่มันหลงรักเพียงสิ่งเดียว

มีความหลงผิดว่าจิตชั้นเก็บสะสมคือ “ฉัน” คือที่รักของฉัน ฉันไม่อาจปล่อยวางมันได้ ความลับนี้มีอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ความลับนี้คือจิตคิดลึกว่านี่คือตัวกู ของกู และฉันต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อไขว่คว้า ปกป้อง และทำให้มันเป็นของฉัน มนัสเกิดขึ้น หยั่งราก และเติบโตขึ้นมาจิตชั้นเก็บสะสม หน้าที่ของมนัสคือการยึดครองจิตชั้นนี้ว่าเป็นของตน

จิตชั้นเก็บสะสมเป็นกระบวนการที่ไหลเนื่องตลอดเวลา มีอยู่เสมอในปัจจุบัน ไม่เคยขาดตอน แต่จิตชั้นนึกคิดอาจขาดตอนได้ เช่น เมื่อเราหลับโดยไม่ฝัน จิตชั้นนึกคิดหยุดทำงาน นักประสาทวิทยาศาสตร์บางคนใช้คำว่า “จิตสำนึกพื้นหลัง” เพื่อพรรณนาถึงจิตชั้นเก็บสะสม และเรียกจิตชั้นนึกคิดว่า จิตสำนึกธรรมดา บางครั้ง จิตชั้นรู้สึกทำงานร่วมกับจิตชั้นเก็บสะสมโดยไม่ผ่านจิตชั้นนึกคิด เช่น เวลาคุณขับรถ คุณสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ แม้ว่าจิตชั้นนึกคิดกำลังคิดถึงสิ่งอื่น เราอาจทำสิ่งต่าง ๆ หลายสิ่งได้โดยไม่ใช้จิตชั้นนึกคิด

แต่เมื่อจิตชั้นนึกคิดทำงาน เราอาจรับรู้ทันทีถึง “จิตสังขาร” (mental formation หรือ การก่อตัวของจิต) ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ภูเขา และแม่น้ำ เหล่านี้ล้วนเป็น “สังขาร” ซึ่งเป็นการมาประกอบกันของหลาย ๆ ปัจจัยเพื่อให้สิ่งนั้น ๆ ปรากฏขึ้น โดยปราศจากการมีแกนของการดำรงอยู่ที่แยกต่างหากอยู่ในสิ่งนั้น ขณะที่ดวงตาของคุณแรกมองไปยังวัตถุชิ้นหนึ่ง หรือขณะที่คุณแรกรู้สึกถึงลมที่ลูบไล้ผิวหนัง การสัมผัสเช่นนี้ทำให้เกิดการสั่นไหวในระดับของจิตชั้นเก็บสะสม แม้ว่ากระแสต่อเนื่องของชีวิตจะสั่นไหว แต่อาจไม่มีการตระหนักรู้ในจิตชั้นนึกคิด ถ้ากระแสนั้นอ่อนเกินไป จิตสังขารมีอยู่สี่สิบเก้า หรือห้าสิบ หรือห้าสิบเอ็ดชนิด (แล้วแต่ว่าเป็นจิตวิทยาของสำนักพุทธสำนักใด) การกระทบกันระหว่างอายตนะภายนอกกับภายในเรียกว่า สัมผัสหรือผัสสะ ในบรรดาจิตสังขาร สัมผัสถือเป็นสังขารแรก ตามด้วยความตั้งใจ ความรู้สึก การรับรู้ และเจตจำนง ฯลฯ

หลวงปู่กล่าวว่า “ฝนตก และ ฝนนั้นเหมือนกัน ถ้าฝนไม่ตกลงมาเองก็ไม่ใช่ฝน” การก่อรูปของฝูงนกที่บินไปด้วยกัน กับนกนั้นเหมือนกัน คือไม่มี “ตัวตน” ไม่มีผู้สั่งการ ไม่ใครทำให้ฝนตก ไม่ใครสั่งให้นกก่อรูปแบบใดเวลาบินไปเป็นฝูงด้วยกัน ในทำนองเดียวกัน เราไม่ต้องมีองค์ประธาน (subject) ในการผลิตความคิด เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะคิดโดยปราศจากผู้คิด การคิดคือคิดเกี่ยวกับบางสิ่ง การรับรู้คือรับรู้บางสิ่ง ผู้รับรู้กับสิ่งที่ถูกรับรู้เป็นหนึ่งเดียวกัน

เรอเน เดส์การ์ต สรุปความคิดของเขาในวลีสำคัญว่า “ฉันคิด ดังนั้นฉันจึงมีอยู่” (cogito ergo sum) หลวงปู่อยากถามเดส์การ์ตว่า “คุณครับ ที่คุณกล่าวว่า ‘คุณคิด ดังนั้นคุณจึงมีอยู่’ ขอถามว่า อะไรคือคุณ? คุณคือการคิดของคุณ มีการคิดก็พอแล้ว การคิดปรากฏขึ้นโดยปราศจากความจำเป็นที่จะมีตัวตนอยู่เบื้องหลัง” จิตสังขารทั้งปวงมีอยู่และปรากฏขึ้นโดยปราศจากตัวตนเบื้องหลังที่จัดการให้สังขารนั้นปรากฏออกมา อย่างไรก็ดี จิตชั้นนึกคิดของเรามีนิสัยที่จะวางจิตไว้บนฐานความคิดเกี่ยวกับตัวตน หรือบนมนัส แต่เราสามารถทำสมาธิภาวนาเพื่อที่จะตระหนักรู้เกี่ยวกับจิตชั้นเก็บสะสมและมนัสให้มากขึ้น

เมื่อใดที่เกิดทัศนะความไม่มีตัวตนขึ้น เมื่อนั้น “มนัส” หรือข้อคิดอันหลีกลี้ของ “ฉันเป็น” ก็จะจางคลาย แล้วขณะนั้นเอง เราจะเพลิดเพลินอยู่กับเสรีภาพและความสุข

ขอจบคำสอนของหลวงปู่ไว้ ณ ที่นี้

คราวนี้มาถึงเรื่องที่ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด นักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะนักประสาทวิทยาศาสตร์ ได้ทำการศึกษาวิจัยในเรื่องจิตสำนึกอย่างเข้มข้นและหลากหลาย ซึ่งย่อมเกินสติปัญญาของผมไปมาก ในอันที่จะเข้าใจและรายงานผลการศึกษาวิจัยได้ดีพอ กระนั้น จะขอเสนอข้อค้นพบบางประการไว้พอสังเขป

นักปราสาทวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า กิจกรรมทางประสาทอาจเกิดขึ้นก่อนการรับรู้ถึงภารกิจที่ดูเหมือนว่าเราตัดสินใจที่จะทำ และความจำอาจถูกกระตุ้นก่อนที่เราจะตระหนักรู้ถึงความคิดที่กำลังจะเกิดขึ้นแก่เรา จึงทำให้สงสัยในหลักของเหตุและผล ว่าอะไรเกิดก่อนอะไร และสงสัยถึงการมีอยู่ของ “เรา” ในฐานะผู้ตัดสินใจ

มีข้อค้นพบข้อหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อว่า “วงรอบประหลาด” (strange loop) ที่เกิดขึ้นเมื่อมีลำดับชั้นที่พัวพัน (tangled hierarchy)

สมองไม่ได้เกิดมาพร้อม “ฉัน” หมายความว่า ความรู้สึกถึงตัวตน (ego) ค่อย ๆ ผุดบังเกิดขึ้น ขณะที่ประสบการณ์จัดสัณฐานของโยงใยสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในสมอง ให้เป็นแบบแผนอันรุ่มรวยและซับซ้อนพอที่มันจะบิดกลับเข้าสู่ตนเอง ในแง่จิตวิทยา “ฉัน” คือเรื่องเล่าที่เป็นนิยายเรื่องหนึ่ง เป็นบางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นจากข้อมูลเชิงสัญลักษณ์ และจากความสามารถของสมองที่จะผลิตเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวมันเองจากข้อมูลที่มี โดยผลลัพธ์คือแผนแบบของกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในสมองที่ไม่ซ้ำแบบใคร แผนแบบนี้ก่อให้เกิดอัตลักษณ์, อัตวิสัย, และอาจทำสำเนาขึ้นได้ในสมองของผู้อื่น “การพลิกกลับของหลักเหตุและผล” เช่นนี้ ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในจิตที่มีจิตสำนึกถึงตนเอง จิตที่รับรู้ตนเองในฐานะเหตุแห่งความรู้สึกบางประการ นี่เป็นความย้อนแย้งของวงรอบประหลาด ซึ่งมีความย้อนแย้งของ “ไก่กับไข่” เป็นตัวอย่างหนึ่ง

ในเรื่องระดับของจิตสำนึกที่กล่าวว่าสามารถบิดกลับมา ณ จุดเริ่มต้นได้นั้น มีข้อเสนอที่คล้ายกับการจำแนกชนิดของหลวงปู่ทิช นัท ฮันห์ ซึ่งจำแนกเป็น 4 ชั้น แต่ในที่นี้ ระบุว่าจิตสำนึกมี 4 ระดับ ดังนี้

1)ระดับ “แก่ฉัน” ที่เป็นจิตสำนึกผู้ถูกกระทำ หรือชีวิตเกิดแก่ฉัน

2)ระดับ “โดยฉัน” ที่เป็นจิตสำนึกผู้รับผิดชอบ หรือฉันร่วมประกอบสร้างชีวิต

3)ระดับ “ผ่านฉัน” ที่เป็นจิตสำนึกผู้ศิโรราบต่อปัจจุบันขณะ โดยฉันเหมือนเป็นเพียงภาชนะที่เอกภพนำแสดง

4)ระดับ “ในฐานะที่เป็นฉัน” คือจิตสำนึกว่าฉันคือชีวิต เป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ การจำแนกระหว่างตัวตนส่วนบุคคลและการเชื่อมโยงกับความเป็นหนึ่งเดียวเริ่มจางคลาย ในสถานะนี้ เราบ่มเพาะความรักอันไม่มีประมาณ

มีความพยายามที่จะโยงจิตสำนึกไปถึงจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ นับตั้งแต่เป็นเซลล์เดี่ยวถึงร่างกายมนุษย์ที่มีเซลล์จำนวน 30 ถึง 40 ล้านล้านเซลล์ นักทฤษฎีเสนอว่า สายใยที่เชื่อมโยงสิ่งมีชีวิต ที่มีวิวัฒนาการอันยาวนานนี้ คือ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการอยู่รอดของชีวิต ทฤษฎีนี้พยายามอธิบายว่า ความเป็นจิตวิสัย รวมทั้งจิตสำนึกเกิดขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่ใช่จิตได้อย่างไร สมมุติฐานคือ เซลล์เดี่ยวมีการสื่อสารกับสิ่งแวดล้อม และทำให้เกิดข่าวสาร จิตสำนึกของเซลล์เดี่ยว ของเครือข่ายเส้นประสาท ของสมองมนุษย์ ล้วนมีความลึกลับเดียวร่วมกัน นั่นคือ จิตสำนึกเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในความว่างได้อย่างไร หรือจิตสำนึกเป็นสิ่งที่มีอยู่และไม่มีอยู่ในขณะเดียวกันได้อย่างไร

การมีขึ้นของข่าวสารต้องเป็นผลจากอ้างอิงเชิงนามธรรมกับข่าวสารเอง มิฉะนั้น จะไม่แตกต่างจากสมบัติทางกายภาพของสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ความร้อน การเกิดข่าวสารที่อ้างอิงกับตัวมันเองผ่านระดับความซับซ้อนนั้น อาจถือเป็นเรื่องนามธรรม ข่าวสารระดับสูงอาจเกิดขึ้นโดยอาศัยวงรอบประหลาด สิ่งมีชีวิตอาจใช้นามธรรมที่มาจากการอ้างอิงตนเองเช่นนี้ในฐานะรูปแบบของจิตวิสัย เราสามารถพรรณนานามธรรมที่ไม่มีอยู่ในทางกายภาพโดยอาศัยคณิตศาสตร์ เราสามารถวัดองค์ประกอบทางฟิสิกส์และปฏิสัมพันธ์ที่นำไปสู่ความเป็นนามธรรม รวมทั้งกิจกรรมของกลุ่มเส้นประสาทได้ เช่น ใช้เทคนิคการสร้างภาพทางไฟฟ้าจากการทำงานของเส้นประสาทสมอง กระนั้น การมีขึ้นของข่าวสารไม่อาจวัดได้โดยตรง เพราะเป็นรูปแบบหนึ่งของความว่าง

อุปมาอุปไมยในเรื่องนี้คือ “ทุน” ซึ่งผุดบังเกิดขึ้นจากความว่าง ทุนเป็นแนวคิดอันเป็นที่ยอมรับในวงการเศรษฐศาสตร์ ทุนเป็นเรื่องนามธรรม เป็นผลจากวิภาษวิธีระหว่างบริษัทกับตลาด ทุนอาจเป็นตัวแปรในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ โดยมีทั้งฐานทางกายภาพ เช่น อสังหาริมทรัพย์ และทางข่าวสาร เช่น ความชำนาญของกำลังแรงงาน ทุนทางสังคม ฯลฯ ทุนอาจถูกมองได้ว่าคือเงิน ซึ่งเงินเองก็เป็นแนวคิด เป็นมูลค่า เป็นสัญญาว่าจะจ่ายแก่ผู้ถือ ฯลฯ ดังนั้น เราอาจมองว่าจิตสำนึกเป็นนามธรรมซึ่งมาจากความซับซ้อนของข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการอยู่รอดของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิต โดยมีตัวอย่างอื่นที่มาจากเรื่องเล่าเชิงนิยายนามธรรม ซึ่งมีบางลักษณะที่คล้ายจิตสำนึกประกอบ

มีทฤษฎีใหม่ทฤษฎีหนึ่งที่ชื่อว่า ทฤษฎีสนามจิตสำนึก (Consciousness Field Theory (CFT)) ทฤษฎีนี้นิยามจิตสำนึกว่ามีฐานะเป็นฐานสากลที่รองรับสิ่งมีชีวิต (as a universal substrate) ฐานรองรับนี้คือโครงสร้างที่สั่นไหวที่ความถี่ต่าง ๆ และเป็นแหล่งที่คลี่คลายความหมายของทุกระดับการดำรงอยู่ออกมา จิตสำนึกยังมีฐานะเป็นสนามความถี่ที่มีหลายชั้น และเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลที่เป็นการกรองความถี่ของสนามรวมออกมา ณ จุดใดจุดหนึ่งในพื้นที่

มีการพัฒนารูปแบบจิตวิญญาณรูปแบบหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “รูปแบบเชิงภาษาที่มุ่งเป้าของจิต” (Goal – Oriented Linguistic Model of Mind – (GOLEM)) ข้อคิดเห็นหลักของทฤษฎีนี้คือ คอมพิวเตอร์ชีวภาพทุกชนิดเป็นแบบมุ่งเป้า (ใช้ภาษาเชิงประกาศ – declarative) ส่วนคอมพิวเตอร์ที่เป็นผลิตภัณฑ์จะใช้อัลกอริทึม (ใช้ภาษาเชิงกระบวนการ) ทฤษฎีนี้ระบุว่าความคิดของเราสร้างขึ้นด้วยสองกระบวนการ กระบวนการหนึ่งคือเจตจำนง (volition) อีกกระบวนการคือจิตสำนึก (การตระหนักรู้) โดยที่ทั้งสองกระบวนการเป็นอิสระต่อกัน

ศาสตร์ที่ใช้ศึกษาจิตสำนึกประกอบด้วยสามศาสตร์ด้วยกันคือ 1) ไซเบอร์เนติกส์ หรือการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างระบบควบคุมของสมองและระบบประสาท กับระบบควบคุมด้วยกลไกและกระแสไฟฟ้า 2) ศาสตร์ว่าด้วยความหมายของคำ (semantics) ในที่นี้หมายถึงการศึกษา “ฟองจิตสำนึก” ที่เป็นการควบคุมอุปกรณ์การคำนวณของจิต และ 3) สภาพการเล่าเรื่อง (narrativity)

รูปแบบของจิตที่ได้จากการใช้ศาสตร์ทั้งสามคือ ควอเลีย (qualia) หรือสมบัติเชิงอัตวิสัยของประสบการณ์ทางจิตสำนึกที่ไม่ใช่สมบัติทางกายภาพ (ตัวอย่างของควอเลียมี อาทิ รสชาติ ความเจ็บปวด การรับรู้สีแดงของกุหลาบ) ควอเลียเป็นเหมือนอะตอมของความหมายของคำ (semantic atoms) และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรับรู้ว่าความเป็นจริงประกอบด้วยอะตอมของความหมาย เมื่อเราใช้ภาษา อะตอมเหล่านี้คือคำ เมื่อเราจัดแจงภาพที่เห็น อะตอมเหล่านี้คือสิ่งของ ไซเบอร์เนติกส์การเล่าเรื่องโดยอาศัยความหมายของคำ (narrative – semantic cybernetics) นำไปสู่การทำนายว่า จิตสำนึกมีเพียงแบบชนิดเดียว

นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีที่แปลกใหม่อีกหลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีควอนตัมของจิตสำนึก ที่เสนอว่าจิตสำนึกเป็นผลมาจากปรากฏการณ์กลศาสตร์ควอนตัม ที่เกิดขึ้นในโครงสร้างของสมอง เช่น ในไมโครทูบูลภายในเส้นประสาท ซึ่งมีบทบาทสำคัญในความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์จิตวิสัย

ส่วนทฤษฎีที่ไปไกลมากคือการทำนายว่าจิตสำนึกมาจากเอกภพ ในรูปของอนุภาคที่เรียกว่า psychion ที่ทำให้เกิดแรงที่ห้า (นอกเหนือจากแรงทั้งสี่ของธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์ยอมรับ คือแรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน) แต่เรื่องนี้ต้องใช้จินตนาการอย่างมาก

ปรัชญาและศาสนาต่าง ๆ พยายามอธิบายจิตสำนึกตามแต่ตรรกะ คำสอน และความเชื่อของตน ส่วนวิทยาศาสตร์ได้อาศัยการศึกษาระบบประสาท ระบบภาษา ฯลฯ เพื่อหาคำตอบว่า จิตสำนึกผุดบังเกิดอย่างเป็นนามธรรมจากฐานรองรับที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร ในศตวรรษนี้ ได้มีความพยายามอย่างมากในอันที่จะเข้าใจจิตสำนึกให้ลึกซึ้งลงไปอีก แม้จะยังไม่มีคำตอบสุดท้าย แต่มีหลายคนเชื่อว่า คำตอบแม้เพียงบางส่วนจะมีประโยชน์แก่ความผาสุกและต่อการดำรงอยู่ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิต

โคทม อารียา