หน้าแรก บทความ แนวคิด G2 ของ...

แนวคิด G2 ของทรัมป์ โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

2.12.25 | 12:58 น.

ข้อเสนอ G2 ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ดูผิวเผินเหมือนเป็นการยอมรับต่อการผงาดขึ้นของจีน แต่แท้จริงแล้ว คือ “ผลิตภัณฑ์” ของการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ อันเนื่องจากภาวะชะงักงันของสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความปั่นป่วนในตะวันออกกลาง เป็นเหตุให้สหรัฐตระหนักถึงปฏิบัติการในหลายสมรภูมิพร้อมกัน ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับความแตกแยกจากวิกฤตพลังงานและความขัดแย้งด้านการค้า จึงไม่น่าจะเป็นพันธมิตรที่พึ่งพาได้อีกต่อไป และน่าจะเป็นสาเหตุที่โดนัลด์ ทรัมป์วางแผน “เลี้ยว”

อนึ่ง อำนาจและพลังอาวุธนิวเคลียร์ตลอดจนพลานุภาพในสมรภูมิของรัสเซีย กดดันให้สหรัฐต้องแสวงหาจุดสมดุลใหม่ “ร่วมมือกับจีนเพื่อต้านรัสเซีย” เป็นกลยุทธ์ที่พยายามดึงจีนเข้ามาเป็นพันธมิตร เพื่อลดอิทธิพลภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซีย อันอาจเป็นผลกระทบถึงสหภาพยุโรปต้องโดดเดี่ยว ในทำนองเดียวกันก็เป็นการรักษาความเป็นผู้นำทางอำนาจในเชิงวาทกรรมของสหรัฐในเวทีโลก

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่สหรัฐแสดงท่าทีว่า “ปัญหาไต้หวันมิใช่ประเด็นที่จะทำให้สหรัฐกับจีนต้องทำสงครามกัน” โดยพยายามคลี่คลายความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน เพื่อแลกกับความร่วมมือกับจีนในด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ แต่สำหรับจีน ถือว่าเป็นทั้งโอกาสและกับดัก

เป้าหมายที่แท้จริงของจีนมิใช่การทำสงครามกับสหรัฐ หากเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแผนพัฒนา 5 ปีครั้งที่ 15 ซึ่งพอสรุปได้ว่า ภายในปี 2030 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องอยู่ในระดับเฉลี่ยร้อยละ 5 รายได้ประชาชาติต้องไปถึง 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาภายใน เป็นต้นว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างชุมชนเมืองกับชนบทวิกฤตผู้สูงวัย ระบบนิเวศ การพัฒนาดังกล่าวของจีนย่อมถือได้ว่ามีสาระสำคัญและมีความหมายดีกว่าตำแหน่งในเชิงสัญลักษณ์แบบ G2 ของทรัมป์

นอกจากนี้ การขจัดความยากจนในปี 2020 ที่ทำให้คนจีนราว 800 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาระบบบริหารภายในที่มั่นคงคือรากฐานที่แท้จริง

Advertisement

แนวคิด G2 มิใช่เรื่องใหม่ เมื่อปี 2009 นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ Niall Ferguson ได้เสนอแนวคิด Chimerica (การร่วมปกครองโลกของจีน-สหรัฐ) โดยเห็นว่าจีนและสหรัฐได้มีความสัมพันธ์และพึ่งพาซึ่งกันทางด้านเศรษฐกิจอยู่แล้ว จึงควรร่วมกันกำหนดทิศทางของกิจการโลก ต่อมาสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้นำแนวคิดดังกล่าวเข้าสู่ขบวนการเจรจา แต่ก็ต้องล้มเหลวด้วยเหตุผลบางประการ

ขีดความสามารถในการแข่งขันของจีนผูกพันอยู่กับมาตรการระยะยาวและการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมาจีนมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทั้งด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการของรัฐ โดยทะลุเป้าหมายในหลายสาขา บางประเภทได้ล้ำหน้าสหรัฐไปแล้ว

จึงไม่แปลกที่ “ทรัมป์” หันมาใช้แนวทาง “ความร่วมมือ” ตามนิสัยพลิกพลิ้วชิวหาของเขา

ส่วนกองทัพนั้น จีนมีความทันสมัยอย่างก้าวกระโดด อาทิ เรือบรรทุกเครื่องบินระบบส่งคลื่นด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า มีสมรรถนะเหนือกว่าเรือบรรทุกเครื่องบินฟอร์ดของสหรัฐที่ยังต้องใช้ระบบไอน้ำ

นอกจากนี้ จีนยังรักษาสัดส่วนแร่หายากไว้ราวร้อยละ 70 ของอุปทานโลก แร่หายากเป็นวัสดุสำคัญต่อเซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และยุทโธปกรณ์ อีกทั้งเป็นประเทศที่ซื้อถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ จึงมีแต้มต่อในเวทีเจรจาการค้า ความเป็น G2 อาจเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ อันเป็นกลลวงเพื่อให้จีนประเมินสถานการณ์ผิด และรับภาระความเป็นผู้นำระดับโลกเร็วเกินไป ความเสื่อมอาจมาเยือน

และต้องไม่ลืมว่า อำนาจผู้นำของสหรัฐยังตั้งอยู่บนฐานทัพทหารทั่วโลกกว่า 800 แห่ง อิทธิพลของดอลลาร์สหรัฐยังครองสัดส่วนโลกราวร้อยละ 60 ของการชำระเงินระหว่างประเทศ แม้ว่าจีนจะมีโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ที่ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศก็ตาม แต่ปริมาณการใช้เงินหยวนในระบบชำระระหว่างประเทศยังอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.17 ซึ่งยังห่างไกลจากการทดแทนดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น การที่โดนัลด์ ทรัมป์จะให้สหรัฐ-จีนอยู่ในระดับ “เสมอกัน” จึงยังไม่สมมาตร และไม่อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้

แนวคิด G2 ของทรัมป์ไม่ต่างไปจาก “ลูกกวาดเคลือบกระสุน”