หน้าแรก บทความ ซาบริน่า กอนซ...

ซาบริน่า กอนซาเลซ ปาสเตอร์สกี : สาวน้อยมหัศจรรย์ในโลกแห่งวิชาฟิสิกส์

3.12.25 | 11:05 น.

ซาบริน่า กอนซาเลซ ปาสเตอร์สกี : สาวน้อยมหัศจรรย์ในโลกแห่งวิชาฟิสิกส์

ในบรรดาผู้คนทั้งหลายที่ดำรงชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 นี้ โลกของเรามีโฉมหน้าประหลาดอย่างหนึ่ง คือผู้คนจำนวนมากคล้ายจะยิ่งพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น แต่กลับมีผู้สร้างเทคโนโลยีน้อยลงทุกที คนส่วนใหญ่ซื้อโทรศัพท์ แต่มีน้อยคนที่สร้างชิป หรือมีปัญญาประดิษฐ์ แต่มีน้อยคนที่เข้าใจคณิตศาสตร์อยู่เบื้องหลังมัน ถึงกระนั้น โลกก็ยังมีเคราะห์ดีอยู่บ้างที่ยังมีเด็กสาวคนหนึ่งชื่อ “ซาบริน่า กอนซาเลซ ปาสเตอร์สกี” ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นประเภทนางฟ้าเดินดินที่ถือสมการอยู่ในมือ เป็นของหายากในโลกยุคนี้

เอาเข้าจริง หากท่านผู้อ่านได้เห็นรูปซาบริน่าเป็นครั้งแรก จะรู้สึกได้ทันทีว่าเด็กคนนี้ไม่ได้มีวี่แววของอัจฉริยะขี้อวดอย่างที่เราเห็นกันในภาพยนตร์ฝรั่ง เธอพูดน้อย เรียบร้อย ใส่เสื้อยืดธรรมดา ผมยาวเหยียดตรง ไม่มีแม้แต่ความต้องการจะเป็นคนดังแบบดาราในอินเตอร์เน็ต สไตล์เธอไม่ใช่สไตล์คนอัจฉริยะที่ต้องการสปอตไลต์ แต่เป็นสไตล์ของนักปราชญ์ในชุดนักศึกษา ที่นั่งพิจารณาสมการเหมือนพระในป่าพิจารณาธรรม ทั้งเรียบง่าย และลึกซึ้ง

ซาบริน่าเกิดใน พ.ศ.2536 ที่นครชิคาโก ครอบครัวเป็นชาวคิวบาอพยพ ผู้คนในบ้านไม่ใช่นักฟิสิกส์ เรียกว่าไม่ได้มี DNA แห่งไอน์สไตน์ติดมาด้วย แต่กลับเป็นเด็กหญิงที่สนใจสร้างเครื่องบินเองตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เธอเดินไปที่สนามบินเล็กๆ ดูเครื่องบินขึ้นลง แล้วกลับมาบ้านวาดแบบเครื่องบินด้วยดินสอธรรมดา จากนั้นก็ประกอบชิ้นส่วนด้วยมือเด็กๆ นั่นแหละ

อายุ 14 ปี เธอประกอบเครื่องบินขนาดเล็กที่สามารถบินได้จริง และเมื่ออายุ 16 ปี ก็ขับเครื่องบินที่ตัวเองสร้างขึ้นขึ้นฟ้า สหรัฐอเมริกันนั้นเป็นประเทศที่มีความฝันใหญ่โต และอนุญาตให้เด็กที่มีความฝันได้ทดลองทำจริงๆ เด็กที่เมืองไทยอาจแค่ประกอบโครงไม้ไผ่เป็นว่าว แต่เด็กที่ชิคาโกประกอบเครื่องบินทั้งลำ

Advertisement

ในตอนนั้นเธอยังไม่ได้เข้าเรียน MIT ด้วยซ้ำ แต่บรรดาอาจารย์และวิศวกรที่เห็นผลงานถึงกับกล่าวว่า “เด็กคนนี้มีหัวสมองแบบนอกโลก” เมื่อถูกถามว่าเธออยากทำอะไรต่อไป ซาบริน่าตอบเพียงว่า “อยากเข้าใจจักรวาล” เมื่อซาบริน่าเข้าเรียน MIT เธอไม่ได้เป็น “เด็กมหัศจรรย์” ในแง่ที่ได้คะแนนเต็มทุกวิชาเฉยๆ แต่เป็นเด็กที่เข้าใจสิ่งที่เรียนจนถึงระดับหัวใจของวิชา ฟิสิกส์ทฤษฎีเป็นศาสตร์ที่ต้องเข้าใจทั้งการคำนวณและความคิดปรัชญาในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่แค่แก้โจทย์ แต่ต้องเข้าใจ “ความหมาย” ของสิ่งที่แก้

อาจารย์ที่ MIT ท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า “ซาบริน่าเป็นคนที่เรียนฟิสิกส์เหมือนพระเรียนธรรม เห็นโครงสร้างจักรวาลเป็นระเบียบเดียวกับกฎศีลธรรม” เป็นคำชมที่ฟังแล้วชวนให้นึกถึงนักปราชญ์สมัยโบราณที่เรียนทั้งธรรมะและวิทยาศาสตร์โดยไม่เห็นว่าจะขัดกันตรงไหน

เธอได้เกรด 5.0 เต็มทุกวิชา ซึ่ง MIT แทบไม่เคยให้เกรดเต็มแบบนี้ เกรดเต็มของ MIT นั้นเหมือนได้อภัยโทษจากพระเจ้าต้องผ่านการสอบสวนสวรรค์ก่อนจึงจะได้ แต่เด็กคนนี้ทำได้โดยไม่เหนื่อยล้า นอกจากนั้น เธอยังทำวิจัยตั้งแต่ปีหนึ่ง เขียนงานทางฟิสิกส์ที่อ่านไม่ออกสำหรับมนุษย์ทั่วไป งานของเธอเกี่ยวข้องกับแรงโน้มถ่วงควอนตัม (Quantum Gravity), ทฤษฎีสตริง, โครงสร้างสมมาตรของอนุภาค และวิชาอีกหลายอย่างที่ฟังเหมือนชื่อตำราเวทมนตร์ในหนังสือแฮร์รี พอตเตอร์ มากกว่าจะเป็นความจริงของจักรวาล

เมื่ออายุเพียง 20 ต้นๆ เธอก็ได้รับคำเชิญให้ทำงานร่วมกับนักฟิสิกส์ระดับตำนาน ศาสตราจารย์สตีเฟน ฮอว์คิง, ฟรีแมน ไดสัน, และเหล่าบรมครูแห่งวงการฟิสิกส์ดาราศาสตร์ เรียกได้ว่า คณาจารย์ระดับเทพเจ้าฟิสิกส์ทั้งหลายล้วนชี้มือมาที่เด็กสาวคนนี้ ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของซาบริน่าก็คือ เธอไม่เหมือนอัจฉริยะที่โลกชอบปั้นแต่ง ไม่ได้ทำตัวเหมือนอัจฉริยะ ไม่อวดไม่อ้าง ไม่แต่งตัวประหลาด ไม่วิ่งไปหากล้องโทรทัศน์ ไม่แสดงตนว่าโลกต้องยอมรับฉัน เธอเพียงทำงาน อ่านหนังสือ นั่งเงียบๆ เขียนสมการไว้ในสมุดอย่างพินิจพิเคราะห์ มีตอนหนึ่งคนถามว่าเธออยากมีแฟนไหม เธอตอบแบบตลกแต่จริงใจว่า “ยังไม่เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนั้นเลยค่ะ งานวิจัยก็เปรียบเสมือนคู่ชีวิตอยู่แล้ว” คำตอบนี้ทำให้สังคมทั้งหัวเราะ ทั้งเอ็นดู และทั้งยอมรับ

มนุษย์เราในสมัยนี้รักเสียงดัง โพสต์รูป กินข้าวยังต้องถ่ายรูปส่งโลกออนไลน์ แต่ซาบริน่าอ่านหนังสือ 20 ชั่วโมงต่อวัน เหมือนพระวัดป่าอยู่ในห้องแล็บ ความสงบเย็นในตัวเธอจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า อัจฉริยะไม่จำเป็นต้องเสียงดัง และอิทธิพลไม่จำเป็นต้องประกาศ เธอยังมีนิสัยไม่ใช้โซเชียลมีเดียเลย ความเงียบของเธอเป็นความเงียบแบบนักปราชญ์ ไม่ใช่ความเงียบแบบคนไม่มีอะไรจะพูด

ซาบริน่ากลายเป็นขวัญใจของรัฐบาลอเมริกันหลายชุด ไม่ว่าจะเป็นสมัยโอบามา หรือสมัยทรัมป์ เพราะเธอเป็นภาพตัวแทนของความฝันแบบอเมริกัน ซึ่งในสำนวนไทยว่า “บุญของชาติ” เนื่องจากในอดีตประเทศหนึ่งจะรุ่งเรืองได้ก็เพราะมีบุญของชาติอยู่สองอย่าง คือ 1.มีประชาชนที่ทำมาหากินสุจริต และ 2.มีคนฉลาดสักกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นอนาคต อเมริกาสมัยใหม่ก็มีบุญเช่นนั้น โดยมีเด็กหญิงคนนี้เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เพราะเธอสวยหรือดัง แต่เพราะเธอเป็นเครื่องยืนยันว่า สังคมใดที่เปิดโอกาสให้เด็กจากครอบครัวธรรมดาสามารถสร้างเครื่องบินเองตั้งแต่อายุ 15 ปี และต่อมาอ่านทฤษฎีแรงโน้มถ่วงควอนตัมจนล้ำหน้าผู้ใหญ่ทั้งหลาย สังคมนั้นย่อมมีอนาคตไกล

มีนักข่าวถามซาบริน่าว่า ทำไมถึงเลือกทำฟิสิกส์ ไม่เลือกทำอย่างอื่น เธอตอบว่า “เพราะฟิสิกส์เป็นภาษาที่จักรวาลใช้พูดกับเรา” คำพูดนี้ทำให้นึกถึงอาจารย์ไทยหลายท่านในยุคก่อน ที่เวลาเห็นธรรมชาติ ก็เห็นธรรมะไปด้วย เมฆลอยก็เป็นอนิจจัง น้ำไหลก็เป็นอนัตตา เธอมองฟิสิกส์ในทำนองเดียวกัน แต่ต่างจากโยคีที่เห็นธรรมะในสายลม เพราะเธอเห็นสมการในอนุภาคยิ่งเล็กกว่านั้น เล็กกว่าฝุ่น เป็นระดับควอนตัม เป็นธรรมชาติแห่งทุกสิ่งที่ไม่มีใครเคยแตะต้องแต่เธอเข้าใจได้ ฟิสิกส์ของเธอไม่ใช่เพียงโลกแห่งตัวเลข แต่เป็นโลกแห่งความหวังของมนุษย์ว่าเราจะเข้าใจจักรวาลมากขึ้น และเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย เพราะมนุษย์นั้น แม้จะเป็นสัตว์ที่มีความฝันใหญ่โต แต่ก็มีความกลัวอยู่ในใจลึกๆ ว่าเราจะถูกจักรวาลทอดทิ้งเอาไว้ อย่างน้อยฟิสิกส์ก็เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคำถามของมนุษย์กับคำตอบของธรรมชาติ

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์