หน้าแรก บทความ รื้อระบบบริหา...

รื้อระบบบริหารจัดการ น้ำท่วม ของไทย ผ่านมุมมองบทเรียนรู้จากเนเธอร์แลนด์

3.12.25 | 09:45 น.

รื้อระบบบริหารจัดการ น้ำท่วมของไทย ผ่านมุมมองบทเรียนรู้จากเนเธอร์แลนด์

ส่วนหนึ่งของความเสียหายทั้งชีวิต บ้านเรือน ทรัพย์สิน และระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองหาดใหญ่ เกิดขึ้นมาจากการคาดการณ์ที่ผิดพลาด แม้จะรับรู้กันทุก ๆ ปีว่า ปรกติน้ำท่วมในฤดูฝนคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นและบอกว่าอยู่ในวิสัยที่กล่าวได้ว่า “เอาอยู่”

แต่สำหรับบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ปีนี้ ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นเหตุการณ์ที่คาดการณ์ผิดพลาด เมื่อเจอฝนหนักสุดในรอบ 300 ปี ปริมาณน้ำฝนรวมกว่า 630 มิลลิเมตร ภายใน 72 ชั่วโมง ส่งผลให้ระบบระบายน้ำคลองเดิม ไม่สามารถรองรับน้ำได้ทัน ระบบการจัดการน้ำแบบเดิมไร้ประสิทธิภาพ ทั้งการรับมือกับปริมาณน้ำ ระบบระบายน้ำ ระบบการคาดการณ์น้ำกับสิ่งที่เกดขึ้น ในการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

จึงทำให้เห็นว่า สังคมไทย รัฐบาลไทย และภาคส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ กำลังจะไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ โดยเฉพาระบบการบริหารจัดการน้ำที่จะทำให้ประชาชนคลายความกังวล ทั้งความคิดใหม่ทั้งระบบในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการคาดการณ์ นโยบายและมาตรการที่ทำให้มั่นใจต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น มิใช่จะคิดกระทำกันแค่ช่วงเยียวยา ฟื้นฟู แบบให้มันพ้น ๆ ไปในแต่ละปี ข้อเสนอก็คือ ต้องสรุปบทเรียนอย่างจริงจัง มีวาระยุทธศาสตร์แผนงานในอนาคต ผมจึงขอเสนอบทเรียนการบริหารจัดการน้ำของประเทศเนเธอร์แลนด์มาให้พิจารณา

ผมได้มีโอกาสได้ไปดูงานที่ Dalta Work ที่ Rotterdam และไปที่ Institute for Housing and Urban Development Studies (IHS) Erasmus University Netherland ซึ่งมีการศึกษาวิจัยการบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างเครื่องมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเมืองต่างๆ โดยการเน้นการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ผมได้ฟังบรรยายจาก Dr. Ogenis Brilhante ได้อธิบายถึงสภาพภูมิอากาศ โลกปัจจุบันทำให้ฝนตกในปริมาณที่ มากกว่าที่คำนวณไว้ ซึ่งในอดีตจะสร้างพื้นที่รับน้ำไว้ เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ซึ่งต้องใช้พื้นที่ และงบประมาณจำนวนมาก แต่ควรจะหาวิธีการอื่นๆ เพื่อสร้างระบบระบายน้ำให้รอบด้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่รับน้ำ ทางน้ำ ระบบผังเมือง และการเพาะปลูก การเกษตร และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุม

Advertisement

Dr. Ogenis Brilhante อธิบายเสนอให้เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองเพื่อให้เป็นพื้นที่อุ้ม น้ำมากขึ้น (Green Infrastructure) ซึ่งส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศ และรักษาสภาพแวดล้อม เช่น อาคารหนึ่งมีทั้งสวนบนอาคาร และระบบระบายน้ำฝน การทำสวนผัก และดอกไม้ไว้บนอาคาร

ในระดับชุมชนจะต้องคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะให้มีสภาพตามธรรมชาติให้มากที่สุด นอกจากนั้นการสร้างระบบพื้นฐาน เช่น การสร้างทางเท้าให้มีทางระบายน้ำ และสวน ดอกไม้ไปพร้อมๆ กัน การปรับระบบสาธารณูปโภคให้มีความหลากหลายมากขึ้น ปรับพื้นที่ สวนสาธารณะเป็นพื้นที่รับน้ำได้ สร้างสนามฟุตบอลสามารถแปลงเป็นสภาพอ่างเก็บน้ำได้ สร้างถนนหรือทางเดินให้น้ำสามารถซึมผ่านได้ (ใช้ระบบการก่ออิฐให้มีระยะห่าง) การสร้าง สวนสำหรับน้ำฝนภายในบ้าน และการปลูกพืชและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองโดยเน้นพืช พื้นเมือง

ที่สำคัญได้ไปฟัง Dr. George G. Vander Meulen ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ได้เปรียบเทียบการบริหารจัดการน้ำระหว่างประเทศไทยกับประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้ เพราะประเทศเนเธอร์แลนด์เคยประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อ ค.ศ. 1953 (2496) ทำ ให้ประชาชนต้องประสบภัย และล้มตายเป็นจำนวนมาก (85,000 คน) นับตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลเริ่มวางแผน และเริ่มบริหารจัดการน้ำในเวลาต่อมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ น้ำไม่ท่วมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งทำให้เห็นแง่คิดในการเปรียบเทียบกับประเทศไทยมากมาย จึงขอให้ลองพิจารณาข้อเปรียบเทียบ ดังนี้

  1. ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบในประเทศเป็น แผนระยะยาว โดยมองไปข้างหน้าเป็น 50 – 100 ปี ในขณะที่ประเทศไทยมักจะมีการวางแผนในระยะสั้น และไม่ประติดประต่อ ไม่ต่อเนื่อง ไม่มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร ใคร รับผิดชอบ ที่สำคัญการวางแผนขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมือง รัฐบาล ที่มักมีความคิดแบบ การเมือง
  2. ประเทศเนเธอร์แลนด์ เน้นการวางแผนจัดการน้ำเชิงรุก และพัฒนาพื้นที่เป็น น้ำฝนภายในบ้าน แต่ประเทศไทยกลับวางแผนการจัดการน้ำในเชิงตั้งรับจะเร่งดำเนินการก็ ระบบไม่ว่าจะเป็นการให้พื้นที่เป็นพื้นที่อุ้มน้ำ (Green Infrastructure) การสร้างสวนรับ ต่อเมื่อเกิดปัญหาเฉพาะหน้าขึ้นมาเท่านั้น
  3. ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีส่วนราชการในการรับผิดชอบจัดการน้ำที่เป็นเอกภาพ มีผู้รับผิดชอบชัดเจน จำนวนหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ไม่มากนัก ขณะที่ประเทศไทยมีส่วน สำคัญมักชอบเน้นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำการแก้ไขปัญหาน้ำ ซึ่งคณะกรรมการก็ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่รับผิดชอบในการจัดการน้ำมีจำนวนมาก และมีความซ้ำซ้อน ที่ ราชการ มักจะทำงานเป็นไปด้วยความอืดอาดไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง
  4. ประเทศเนเธอร์แลนด์ ออกกฎหมายบังคับใช้การจัดการน้ำ โดยมองไปข้างหน้า หรืออนาคตในระยะเวลาประมาณ 100 ปี มีการบังคับการใช้ระบบเก็บภาษีเกี่ยวกับการจัดการน้ำที่เข้มแข็ง ในขณะที่ประเทศไทยมีระบบการจัดเก็บภาษีที่หละหลวม มีช่องโหว่ และหลีกเลี่ยงภาษีกันมาก กฎหมายในการจัดการน้ำก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการทาง การเมืองมิค่อยเป็นไปตามตรรกะ และเหตุผล
  5. การใช้ประโยชน์ในที่ดิน และผังเมือง ประเทศเนเธอร์แลนด์มีการปรับปรุง กฎหมายการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้ทันสมัยอยู่เสมอ ขณะที่ประเทศไทย การใช้กฎหมาย เกี่ยวกับที่ดินมีมานาน แต่ไม่ปรับให้ทันกับสภาพปัญหาบ้านเมือง และสภาพแวดล้อมที่ เปลี่ยนไป การใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศไทยใช้ผังเมืองรวม และขาดประสิทธิภาพ ขณะที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เน้นการใช้ประโยชน์ในที่ดินเฉพาะเรื่องเพื่อให้ตรงกับศักยภาพ ของที่ดิน

เมื่อได้เห็นข้อเปรียบเทียบดังกล่าว ทำให้เกิดข้อคิดว่า การบริหารจัดการน้ำในสังคมไทยต้องคำนึงถึงหลายประเด็นที่เป็นปัญหาอุปสรรค ไม่ว่าเป็นเรื่องของหน่วยงาน รับผิดชอบที่ต่างคนต่างทำ หรือแยกส่วนกันทำขาดเอกภาพ การปฏิรูปกฎหมาย และการใช้ ประโยชน์ในที่ดิน และผังเมืองก็ยังเป็นจุดอ่อน การใช้เทคโนโลยี (AI) ในการเข้ามาบริหารจัดการน้ำ รัฐบาลในฐานะผู้วางนโยบายต้องปรับรื้อโครงสร้างระบบ และระบบบริหารจัดการน้ำใหม่ทั้งระบบ การคาดการณ์ ป้องกันความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ข้อพึงระวัง อย่าทำให้ประชาชนเห็นว่าการบริหารจัดการน้ำ ก็มักจะบริหารในลักษณะตรรกะผลประโยชน์ทางการเมือง มากกว่าผลประโยชน์ที่จะคำนึงถึงการวางแผน จัดการน้ำในเชิงรุก และเพื่ออนาคตในระยะยาว