10 ปีที่มหาดไทยอ่อนแรง และวันที่มันระเบิดกลางน้ำท่วมหาดใหญ่
สิบปีเต็ม ที่โครงสร้างอำนาจในกระทรวงมหาดไทยถูกบั่นทอนอย่างเงียบๆ จนกลไกส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาคอ่อนแรงพร้อมกันทั้งกระดาน และวันนี้มันปะทุขึ้นกลางวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่แบบไม่มีอะไรซ่อนอยู่ได้อีกต่อไป
ระบบราชการติดหล่ม เพราะ “กุนซือ” ผู้คุมกระทรวงมหาดไทยมัวมุ่งเดินตาม มากกว่านำทาง และที่หนักกว่านั้นคือ ไม่มีกึ๋นในการสั่งการเชิงระบบ ขณะที่ภาพความสับสนของการจัดการสาธารณภัยในภาคใต้สะท้อนชัดถึง “Connection Base” ที่แข็งแรงกว่า “Performance Base” คนทำงานจริงถูกเบียดให้ไร้พื้นที่ยืน ส่วนกลางอ่อนแรง ท้องถิ่นไร้อำนาจ และประชาชนคือผู้รับเคราะห์
น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ นอกจากบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนทั้งอำเภอที่ถูกท่วมแล้วนั้น ยังท่วมทะลักเข้ากลไกไส้ในของระบบราชการไทยจนเผยให้เห็นทุกความเปราะบางที่ถูกสะสมมานาน
มหาดไทย : หัวใจภูมิภาคที่กำลังอ่อนแรงเพราะ Connection Base ครอบงำ
กระทรวงที่เคยเป็น “กระดูกสันหลัง” ของการบริหารภายในประเทศ กลับค่อยๆ ถอยหลังเข้าคลองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายอุปถัมภ์ คนเก่ง/คนทำงานจริงถูกกันออกจากโครงสร้าง ส่วนคนที่มีสายสัมพันธ์กลับขึ้นมานั่งกำหนดทิศทางได้ง่ายกว่าคนที่ทำงานได้จริง
ผลคือเกิดช่องว่างมหาศาลระหว่าง “ความคาดหวัง” กับ “ขีดความสามารถจริงของระบบ”
แม้ประเทศไทยจะมีระบบบริหารจัดการภัยพิบัติที่ออกแบบตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การแบ่งระดับสถานการณ์ไปจนถึงคู่มือปฏิบัติ Incident Command System (ICS) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้งานจริง เรากลับพบว่าระบบเหล่านั้นเป็นเพียง “ของที่มี” แต่ยังไม่ใช่ “ของที่ใช้เป็น” เรือท้องแบน เครื่องสูบน้ำ หรือแม้แต่ระบบเตือนภัยถูกจัดเตรียมไว้อย่างครบถ้วน หากขาดผู้ปฏิบัติที่มีทักษะและความเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ควรถูกนำมาใช้ เมื่อไร อย่างไร และในลำดับใดจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด แผนรับมือภัยพิบัติที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เต็มไปหมด แต่ยามเกิดเหตุร้ายแรง เรากลับเห็นการทำงานที่ไม่เป็นระบบ กระจัดกระจาย และมักตามหลังสถานการณ์เสมอ
ไม่ต่างจากระบบโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่อยู่ใต้ความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการและผังเมืองปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง แต่อยู่ที่สิ่งปลูกสร้างเหล่านั้น “ไม่ทันโลก” เขื่อนคันดินหรือระบบป้องกันน้ำจำนวนมากออกแบบตามสภาพแวดล้อมในอดีต ขณะที่ทุกวันนี้เมืองขยายตัวรวดเร็ว นิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น แต่โครงข่ายระบายน้ำกลับยังอยู่ในรูปแบบเดิม ผังเมืองไม่เคยก้าวทันภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป จึงไม่น่าแปลกที่วิกฤตน้ำท่วมจะวนกลับมาทุกปี ราวกับเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นผลของการบริหารที่ไม่สอดรับกับยุคสมัย
อีกหนึ่งปัญหาที่ซ่อนอยู่ลึกกว่าโครงสร้างพื้นฐาน คือ “โครงสร้างคน” พื้นที่เมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะเขตเทศบาลเมืองและเทศบาลนคร ไม่มีตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมาย ทำให้เมื่อเกิดภัยพิบัติ การบัญชาการระดับพื้นที่ขาดเจ้าภาพที่ชัดเจน นายอำเภอจึงเหมือนหัวใจที่ไร้เส้นเลือดฝอย ไม่มีเครือข่ายเชื่อมโยงลงถึงชุมชนอย่างแท้จริง นี่คือสาเหตุที่การแจ้งเตือน การอพยพ หรือการระดมทรัพยากรในหลายเมืองมักเกิดความล่าช้า และยิ่งยุ่งเหยิงเมื่อสถานการณ์ทวีความรุนแรง
จึงเกิดคำถามใหม่ที่สังคมควรพูดกันอย่างจริงจังว่า เราควรมี “กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน” ในเขตเทศบาลนครหรือไม่ และควรปรับเป็นระบบเลือกตั้งทุก 4 ปีเพื่อตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้นหรือไม่
ปัญหาใหญ่ที่สุด…มหาดไทย “ดีไซน์ระบบไม่เป็น แต่เปลี่ยนคนเก่งมาก”
แม้จะเปลี่ยนผู้ว่าฯ เปลี่ยนนายอำเภอ เปลี่ยนรัฐมนตรี แต่ถ้าโครงสร้างยังเป็น Connection Base ประเทศไทยจะแพ้น้ำท่วมทุกปี
วันนี้เราจึงเห็นภาพซ้ำเดิม
– ส่วนกลางไร้เอกภาพ
– จังหวัดไม่กล้าตัดสินใจ
– ท้องถิ่นล้มเหลวหน้างาน
– หน่วยงานเทคนิคถูกการเมืองครอบ
– มหาดไทยไม่มีกุนซือที่มีวิสัยทัศน์
ก่อนเกิดภัย “การเมืองท้องถิ่น-เครือข่ายอุปถัมภ์” ทรงพลังยิ่งกว่าคนทำงานเป็น Performance Person จึงไม่สามารถขึ้นมาขับเคลื่อนระบบได้เลย และเมื่ออยู่ในระหว่างภัย “คนทำงานเป็น” อาจเข้ามาช่วยได้ไม่ทันแล้ว
ดังนั้นข้อเสนอเชิงระบบที่มหาดไทยควรทำคือ ถ้าไม่เปลี่ยนโครงสร้าง น้ำท่วมจะหนักขึ้นทุกปี
ยกเครื่องการบริหารทรัพยากรน้ำแบบรวมศูนย์ มหาดไทยรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน
ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในภาคใต้ไม่ใช่เรื่องของฝนตกหนักเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ระบบราชการไทยมีเครื่องมือ มีงบประมาณ และมีหน่วยงานรับผิดชอบหลายระดับ แต่หลายครั้งกลับขาดความเชื่อมโยงและผู้เชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือเหล่านั้น
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือการยกเครื่องระบบบริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกัน ประเทศไทยมีข้อมูลน้ำมากมายกระจัดกระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ อปท. และระบบเตือนภัยของ ปภ. แต่ไม่มี “ที่เดียว” ที่รวบรวม วิเคราะห์ และสั่งการบนฐานข้อมูลเดียวกัน ความสูญเสียจำนวนมากในแต่ละปีเกิดจากความล่าช้าและความไม่เชื่อมโยงนี้เอง เราจึงต้องรวมศูนย์ข้อมูลน้ำ รวมแผนงาน รวมงบประมาณให้อยู่ในกรอบเดียว เพื่อให้ทุกหน่วยงานเห็นภาพเดียวกันและตัดสินใจร่วมกันได้อย่างทันท่วงที และบทบาทของปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ต้องชัดเจนขึ้นในฐานะ “ผู้นำเชิงเทคนิค” ไม่ใช่เพียงผู้บริหารตามฝ่ายการเมือง แต่ต้องเป็นผู้ที่กล้ารับผิดชอบทิศทางในสถานการณ์จริง
ข้อเสนอถัดไป คือ ฟื้นบทบาทกระทรวงมหาดไทยในฐานะศูนย์บัญชาการกลาง เพื่อให้การสั่งการและประสานงานข้ามกรมและจังหวัดเป็นไปอย่างชัดเจน ผู้บริหารต้องรู้ลึกงานทุกกรม ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่กล้าคิดและลงมือแก้ปัญหา
ข้อเสนอสุดท้าย คือ แผนก่อนเกิดภัย ระหว่างภัย และหลังภัย ต้องใช้ได้จริง และมีคนที่รู้วิธีใช้และเชื่อมโยงทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่ภาคใต้กำลังเผชิญ ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลใดผิด แต่บอกว่า “ดีไซน์ระบบ” ของเราอ่อนแอเพียงใด
วันนี้ประเทศไทยมีหน่วยงาน งบประมาณ เครื่องมือ โครงสร้าง และอำนาจตามกฎหมาย แต่ขาดคนที่ใช้เป็นและขาดระบบที่เปิดพื้นที่ให้ “คนเก่ง คนทำงานจริง” ได้ขึ้นมามีบทบาท
หากเรายังปล่อยให้ Connection Base กำหนดอนาคตน้ำของประเทศ อีก 10 ปีต่อจากนี้ ภาคใต้จะยังท่วมและอาจรุนแรงกว่าที่เคย
นอกจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและปัญหาโลกร้อนที่ทำให้ภัยพิบัติรุนแรงขึ้นแล้ว หากระบบราชการยังยืนผิดตำแหน่ง และผู้นำไร้ทิศทาง จะไม่มีทางรับมือสาธารณภัยรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงหลักอย่างมหาดไทยต้องออกแบบระบบใหม่ ให้ Performance เป็นตัวนำ เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้ไกลกว่านี้ ไม่ใช่ถอยหลังเหมือน 10 ปีที่ผ่านมา
สิงห์คลองหลอด

