หน้าแรก บทความ ชุมชนโคกเสม็ด...

ชุมชนโคกเสม็ดชุน…ต่อมา คือ หาดใหญ่

8.12.25 | 12:00 น.

ชุมชนโคกเสม็ดชุน…ต่อมา คือ หาดใหญ่

ชาวจีนอพยพคนนี้คือผู้ออกแบบก่อร่างสร้างเมืองหาดใหญ่ (ข้อมูลบางส่วนจากคุณลักษมี จิระนคร 10 มิถุนายน 2528)

เดิมหาดใหญ่เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่เรียกว่า “โคกเสม็ดชุน” มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรมและการหาของป่า (เอกสารบางสำนักใช้ตัวสะกดว่า โคกเสม็จชุน)

พ.ศ.2458 (ในช่วงในหลวง ร.5) มีการก่อสร้างทางรถไฟสายใต้เพื่อเชื่อมระหว่างสยามกับอาณานิคมมลายู

ชาวจีนอพยพจากแผ่นดินใหญ่ คือขุมกำลังสร้างทางรถไฟ ชายจีนนับหมื่นจากเมืองจีนลงเรือมุ่งหน้าสู่ภาคใต้ของสยาม

Advertisement

พ.ศ.2447 หนุ่มจีนแคะ เจียกีซี อายุ 19 ปี พร้อมทั้งพี่น้องชายหญิงอีก 5 คน ออกจากท่าเรือมณฑลกวางตุ้ง อพยพมาอยู่ที่แผ่นดินสยาม

เจียกีซีเดินทางมากับเรือของบริษัทญี่ปุ่น ขนาดระวาง 1,000 ตันกรอส บรรทุกผู้โดยสาร 500 คน เสียค่าโดยสารคนละ 5 เหรียญ แออัดยัดเยียดรอนแรมในทะเลเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน จึงเข้าเทียบท่าบางกอก

เมื่อถึงแผ่นดินสยามแล้ว เจียกีซีเข้าทำงานที่ร้านจำหน่ายสุราต่างประเทศ (ยี่ห้อเต็กเฮงไท้) ที่บางกอกของนายหย่องเฮี้ยงซิ้ว ผู้เคยเป็นศิษย์ของคุณปู่ เขาทำงานอยู่ที่ร้านจำหน่ายสุราได้ระยะหนึ่งก็ลาออกไปขอเผชิญโชคด้วยตนเอง

พ.ศ.2452 ในหลวง ร.5 มีพระบรมราชโองการให้สร้างทางรถไฟสายเพชรบุรีจรดสุดชายแดนภาคใต้

นายเจียกีซีสมัครเข้ามาทำงานกับบริษัทรับเหมาสร้างทางรถไฟ โดยรับหน้าที่เป็นผู้ตรวจการและดูแลทั่วไป

หนุ่มจีน… คุมคนงานถางป่าให้เป็นแนวกว้างประมาณ 40 เมตร เพื่อเป็นแนวสำหรับวางรางรถไฟ สร้างมาถึงบ้านน้ำน้อย (อยู่ครึ่งทางระหว่าง อ.หาดใหญ่-อ.เมืองสงขลา) ซึ่งมีแร่เหล็กมากจนได้ชื่อว่าชาวน้ำน้อยเป็นช่างเหล็กฝีมือดีแห่งหนึ่งของภาคใต้

คนงานชาวจีนอพยพมาจากหลากหลายถิ่น มีทั้งชาวแต้จิ๋ว ฮากกา (แคะ) ไหหลำ ฮกเกี้ยน และกวางตุ้ง ลักษณะนิสัยของชาวจีนคือ การรวมกลุ่มกันตั้งชมรม สมาคม เพื่อการค้า ดูแลคอยช่วยเหลือกันด้วยความสมัครใจ รวบรวมเงินกันสร้างโรงพยาบาล

จ.สงขลา นับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีสมาคมจีนมากที่สุด ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมหลากหลาย โดยเฉพาะอาหารจีนใน อ.หาดใหญ่

ไชน่าทาวน์ในอเมริกาก็มีจุดกำเนิดคล้ายๆ กัน

ช่วงปี พ.ศ.2408-พ.ศ.2412 (ช่วงปลายรัชสมัยในหลวง ร.4) ชาวจีนไปเป็นกรรมการสร้างทางรถไฟในอเมริกา ชื่อ The Central Pacific Railroad (CPRR) เป็นทางรถไฟข้ามทวีปจากตะวันออกไปฝั่งตะวันตกราว 15,000 คน ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 90 ของแรงงานทั้งหมด ชาวจีนเสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างประมาณ 1,200 คน ร่างของพวกเขาจำนวนมากถูกส่งกลับประเทศจีน

ชาวจีนรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งท่ามกลางความชิงชังของอเมริกันเจ้าถิ่นในหลายเมืองในอเมริกา จนกลายเป็นไชน่าทาวน์ในอเมริกา

ขอย้อนกลับมาในสยามครับ

เจียกีซีควบคุมงานการก่อสร้างรางรถไฟอย่างมีประสิทธิภาพ งานสร้างทางรถไฟสายใต้มีระยะทางนับร้อยกิโลเมตรจึงต้องแบ่งงานออกเป็นช่วงๆ ช่วงละ 30 กิโลเมตร แต่ละช่วงมีโรงงานขนาดใหญ่กว่า 10 แห่ง มีคนงานช่วงละ 200 คน มีนายช่างอิตาลีเป็นผู้ดำเนินการทางเทคนิค พร้อมผู้ช่วยชาวเอเชียอีก 2 คน

คนงานชาวจีนมาจากมณฑลต่างๆ พูดกันหลายภาษา ต้องแบ่งหน้าที่การงานโดยให้ชาวจีนแคะทำหน้าที่บุกเบิกถางป่า ชาวจีนแต้จิ๋วทำหน้าที่โกยดินถมทางให้สูงประมาณ 4.5 เมตร ชาวจีนกวางตุ้งทำหน้าที่โรยหินบนดินที่ถมไว้เพื่อเป็นแนวทางรถไฟ

รัฐบาลในหลวง ร.5 ต้องกู้เงินจากอังกฤษ วัสดุก่อสร้างต่างๆ กระทำสำเร็จรูปมาจากอังกฤษ การสร้างสะพานก็ต้องส่งปูนซีเมนต์มาก่อเป็นคอสะพานแล้วจึงส่งสะพานสำเร็จรูปซึ่งทำจากอังกฤษมาวางให้พอดี ขนาดของสะพานเหล็กนี้มีตั้งแต่ 30-80 ตัน

ลำเลียงปูนซีเมนต์และรางเหล็กลงจากเรือเดินสมุทร ต้องขนส่งทางน้ำและทางบกเป็นทอดๆ ไปจนถึงอำเภอและจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้

อยู่มาวันหนึ่ง…เจียกีซีขอลาออกจากหน้าที่โดยไม่ทราบสาเหตุ

เขาเดินทางไปหา นายชี จื้อ ถิ่น ที่ จ.ตรัง ซึ่งเป็นผู้รับเหมาสร้างทางรถไฟสายนั้นอยู่ และมอบหมายงานจากนายชี จื้อ ถิ่น ให้เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างทางรถไฟสายทุ่งสงเป็นเวลา 1 ปี

พ.ศ.2453 เจียกีซีได้แต่งงานกับคุณเลี่ยน แซ่ฮิว ซึ่งเป็นคนร่อนพิบูลย์ ชาวนครศรีธรรมราช ได้กำเนิดบุตรชาย 2 คน หญิง 1 คน ต่อมาย้ายมาอยู่ที่หาดใหญ่และได้ให้กำเนิดบุตรชายหญิงอีก 7 คน เป็น 10 คน (พ.ศ.2457 ภรรยาคนที่อยู่ในเมืองจีนตามมาอยู่ที่บ้านหาดใหญ่ พ.ศ.2459 จึงได้ให้กำเนิดบุตรชายกับนางจุงซ้อนยินอีก 1 คน คือ นายกี่) เบ็ดเสร็จรวมเป็น 11 คน

เจียกีซีกลับมาทำงานควบคุมรับเหมาก่อสร้างทางรถไฟอีกครั้ง ผลงานที่โดดเด่นคือ ขุดอุโมงค์ “ชุมทางเขาชุมทอง สำเร็จตามสัญญา” หลังจากนั้น…จึงเข้าควบคุมเส้นทางรถไฟสายฉวาง-ทุ่งสงต่ออีก 2 ปี

ผลงานดีเด่นจึงได้งานรับเหมาสร้างทางรถไฟสายใต้ช่วงต่อไป กระทั่งมาถึงสถานีอู่ตะเภา ซึ่งตั้งอยู่แถบคลองอู่ตะเภา ห่างจากที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ประมาณ 1.5 กิโลเมตร

ได้งานรับเหมางานสร้างทางรถไฟช่วงต่อไปอีกถึง อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี รับงานซ่อมทางรถไฟสายอู่ตะเภา-สงขลา ซึ่งถูกน้ำท่วมทางขาด ระหว่างการซ่อมทางรถไฟ ท่านต้องไป-มาระหว่าง ต.น้ำน้อย-อู่ตะเภา

ยามว่างจากงานท่านก็ออกสำรวจหาแหล่งแร่ดีบุก วุลแฟรม ที่เขาวังพา ต.ทุ่งตำเสา และ ต.ท่าช้าง ซึ่งเป็นป่าทึบอยู่ในเขต อ.หาดใหญ่ รอนแรมค้างคืนในป่าเพื่อการค้นหาแหล่งแร่เกือบจะตลอดชีวิต

เจียกีซีได้มาพักอาศัยอยู่ที่ริมคลองอู่ตะเภา ข้างที่ว่าการ อ.หาดใหญ่ สภาพพื้นที่แถวสถานีรถไฟอู่ตะเภานี้มีสภาพเป็นลุ่ม “น้ำท่วม” เป็นประจำ จึงได้ออกสำรวจหาแหล่งพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกบ้านเรือนอยู่อย่างถาวร

ไปพบ “ป่าเสม็ด” แห่งหนึ่งมีผู้อาศัยอยู่บ้างประปราย เรียกว่า บ้านโคกเสม็ดชุน อยู่ห่างจากที่ตั้งสถานีรถไฟ
อู่ตะเภาประมาณ 3 กม.

ซื้อขายป่าต้นเสม็ดแปลงแรกเป็นจำนวน 50 ไร่ เป็นเงิน 175 บาท จากชาวบ้านผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณนั้น “บ้านโคกเสม็ดชุน” มีบ้านอยู่ 10 หลังคาเรือน และ “บ้านหาดใหญ่” มีอยู่ 4 หลังคาเรือน อยู่ในความปกครองของอำเภอหลวงรักษาพลสยาม สังกัดเมืองสงขลา

พ.ศ.2458 ทางราชการได้ติดต่อขอซื้อที่ดินส่วนหนึ่งต่อจากท่านเพื่อทำเป็นพื้นที่ใช้ราชการของรถไฟ

พ.ศ.2459 ท่านโค่นต้นเสม็ดเพื่อปรับพื้นที่ให้กว้างใหญ่ไว้สร้างห้องแถวให้กับครอบครัวท่านพร้อมเพื่อนบ้าน เริ่มด้วยการสร้างห้องแถวหลังคามุงจาก จำนวน 5 ห้อง ต่อจากเขตย่านรถไฟ (ปัจจุบันคือที่ตั้งของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด)

ก่อนจะทำการสร้างห้องแถว ท่านออกแบบ-วางผังเมืองไว้อย่างมีระเบียบ โดยการตัดถนนดินแดงขึ้นสายแรกอยู่ด้านหลังของสถานีรถไฟ ถนนสายนี้เรียกว่า “ถนนเจียกีซี” พร้อมกันนั้นท่านก็ได้ตัดถนนขึ้นอีก 3 สาย คือ ถนนเจียกีซี 1-2-3 มีลักษณะเป็นตารางหมากรุก

ต่อมา ถนนเจียกีซีได้เปลี่ยนเป็นถนนธรรมนูญวิถี ถนนเจียกีซี 1 ถนนเจียกีซี 2 และถนนเจียกีซี 3 ได้เปลี่ยนเป็นถนนนิพัทธ์อุทิศ 1 ถนนนิพัทธ์อุทิศ 2 ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ท่านได้แนวคิดการวางผังเมืองจากเมืองสุไหงปัตตานี ประเทศมลายู เนื่องจากสภาพเมืองสุไหงปัตตานีมีลักษณะคล้ายกับสภาพพื้นที่ที่ท่านได้จับจองไว้

ห้องแถว 5 ห้องแรกของขุนนิพัทธ์ฯ สร้างด้วยเสาไม้กลมตัวบ้านเป็นฝาขัดแตะ หลังคามุงจาก ห้องแถวหลังแรกและหลังที่สองเพื่อนของท่านได้เช่าทำโรงแรม มีชื่อว่า โรงแรมเคี่ยนไท้ และโรงแรมหยี่กี่

ส่วน 3 ห้องสุดท้ายนั้นท่านใช้เป็นที่พักอาศัย ร้านขายของชำ

ขุนนิพัทธ์ฯและครอบครัวพร้อมทั้งเพื่อนบ้านได้ย้ายมาอยู่ที่ห้องแถวสร้างใหม่ ท่านยังคงมีการติดต่อทางจดหมายกับเพื่อนชาวมลายูเสมอ แต่บริเวณที่ท่านพักอาศัยนี้เคยเป็นป่าต้นเสม็ด ไม่มีชื่อเรียกเป็นทางการ เพื่อเป็นการสะดวกในการติดต่อจดหมายกับชาวต่างประเทศ ท่านได้ใช้ชื่อ “บ้านหาดใหญ่” ซึ่งเป็นชื่อของละแวกบ้านใกล้เคียง เป็นสถานที่ติดต่อส่งจดหมายมายังจุดหมายปลายทาง
ก็ปรากฏว่าส่งได้ถูกต้อง

อีก 3 ปีต่อมามีการประชุมของทางราชการ …เห็นชอบให้เปลี่ยนป้ายสถานีโคกเสม็ดชุน มาเป็น “สถานีรถไฟหาดใหญ่”

ตลาดหาดใหญ่ได้เริ่มขึ้นจากห้องแถว 5 ห้องริมถนนเจียกีซี ถนนสายแรกหลังสถานีรถไฟหาดใหญ่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของขุนนิพัทธ์ฯ

ปี พ.ศ.2463 ขุนนิพัทธ์ฯได้สร้างห้องแถวหลังคามุงจากเพิ่มขึ้นอีกหลายห้อง โดยได้สร้างต่อจากห้องแถวห้องที่ห้า

ในช่วงของการขยายตัวของตลาดหาดใหญ่นี้ คุณพระเสน่หามนตรี พระยาอรรถกระวีสุนทร และคุณชีกิมหยงต่างก็มีที่ดินว่างเปล่ามากมาย ท่านเหล่านี้ได้ช่วยกันสร้างสรรค์ความเจริญให้กับท้องถิ่น โดยการสร้างบ้านเรือนเพิ่มขึ้นและตัดถนนอีกหลายสาย

ภายหลังต่อมา คุณชีกิมหยงยังได้อุทิศที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนศรีนคร และตัดถนนสายต่างๆ เช่น ถนนละม้ายประดิษฐ์ ถนนชีวานุสรณ์ ถนนฉัยยากุล เป็นต้น รวมทั้งได้สร้างตลาดชีกิมหยง และยังอุทิศที่ดินหลายแห่งในการสร้างวัดจีน สุเหร่า โรงเจ และโรงพยาบาลมิชชั่นด้วย

พ.ศ.2467 ได้มีการทำพิธีฉลองเปิดสถานีหาดใหญ่และตลาดหาดใหญ่ที่ขุนนิพัทธ์ฯเป็นผู้เริ่มก่อตั้งและวางผังเมืองเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีบ้านเรือนในตลาดหาดใหญ่กว่า 100 หลังคาเรือนแล้ว

ตลาดหาดใหญ่ได้เริ่มกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ มีการทำการค้ากับชาวมลายูมากขึ้น

25 กรกฎาคม พ.ศ.2471 ท้องที่ตลาดหาดใหญ่ได้ถูกยกฐานะให้เป็นสุขาภิบาล ขุนนิพัทธ์ฯได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสุขาภิบาลด้วย

7 ธันวาคม 2478 ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลหาดใหญ่

16 มีนาคม 2492 ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองหาดใหญ่ ก่อนที่จะถูกยกเป็นเทศบาลนครหาดใหญ่

พ.ศ.2470 ขุนนิพัทธ์ฯได้ย้ายครอบครัวจากห้องแถวริมถนนเจียกีซี หรือถนนธรรมนูญวิถีในปัจจุบันไปอยู่ที่ฝั่งถนนเพชรเกษม

พ.ศ.2480 ที่ท่านได้สร้างและขายห้องแถวเหล่านั้นในราคาต่ำกว่าต้นทุน เพื่อเป็นการชักจูงให้ผู้คนขยายแหล่งทำกินออกไปให้กว้างขวางขึ้นอีก ตั้งตลาดเจียกีซี สร้างโรงภาพยนตร์เฉลิมยนต์ และตึก 3 ชั้นได้เช่าให้กับธนาคารเอเซีย จำกัด

ขุนนิพัทธ์จีนนครบริจาคที่ดินสร้างสนามกีฬาจิระนคร บริจาคเงินสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย

ขุนนิพัทธ์ฯได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยจากกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2482

27 พฤศจิกายน 2484 ท่านได้รับอนุญาตให้ใช้ราชทินนามเป็นชื่อตัวคือ “นิพัทธ์” จากกระทรวงมหาดไทย และได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนนามสกุล “จิระนคร” จากกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2487 ตามลำดับ

ท่านได้ช่วยให้รัฐบาลได้รับชำระ “เงินอากรรังนก” ที่นายลิ่มยิ่นค้อค้างชำระเป็นเงินสามถึงสี่แสนบาท ซึ่งในสมัยนั้นยังมองไม่เห็นลู่ทางว่าจะได้รับเงินชำระจากนายลิ่มยิ่นค้ออย่างไร

8 กรกฎาคม 2498 ท่านได้อุทิศที่ดินทำถนน 22 สาย ยาว 8.650 กิโลเมตร พร้อมทั้งค่าก่อสร้างถนนเป็นเงินทั้งสิ้น 619,570 บาท ก่อนมอบให้เทศบาลเมืองหาดใหญ่ดำเนินการต่อไป

ชีวประวัติขุนนิพัทธ์จีนนคร เคยได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือ “The Succesful Men of Southeast Asia” เป็นหนังสือที่เขียนเฉพาะชีวประวัติบุคคลในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ที่ประสบความสำเร็จในด้านการทำงาน ทำประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

สมัยสงครามเอเชีย ราวปี พ.ศ.2486 น้ำมันขาดแคลนเนื่องจากภาวะสงคราม ท่านเริ่มทดลองกลั่นน้ำมันจากยางพาราทันที ได้ใช้เวลาทดลองอยู่ประมาณ 6 เดือนก็นำสินค้าออกสู่ตลาด แต่คุณภาพยังไม่อยู่ในเกณฑ์ดีเท่าที่ควร ท่านก็มิได้ย่อท้อ ยังคงทดลองเพื่อปรับคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นอีก จนในที่สุดสามารถกลั่นจากยางพารา ซึ่งมีคุณภาพระดับมาตรฐานได้ประมาณเดือนละ 70,280 ปี๊บ อุปโภคกันทั่วทั้งหาดใหญ่-สงขลา รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน 4 รัฐมาเลเซีย เช่น รัฐเปอร์ลิส รัฐเคดาห์ รัฐตรังกานูและรัฐกลันตัน แห่งประเทศมลายู ก็ยังสั่งซื้อน้ำมันจากท่านเช่นกัน

10 ธันวาคม 2515 เมื่ออายุ 87 ปี ท่านได้ถึงแก่กรรมที่บ้านเลขที่ 428 ถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ ได้รับพระราชทานเครื่องขอขมาในการฝังศพ ณ สุสานจิระนคร ภายในสวนขุนนิพัทธ์ฯ อยู่ด้านหลังของสถานีรถไฟน้ำน้อย ต.น้ำน้อย (ครึ่งทางระหว่างหาดใหญ่-สงขลา)

ท่านขุนนิพัทธ์จีนนคร (เจียกีซี) คือต้นตระกูลจิระนคร…