หน้าแรก บทความ โคทม อารียา :...

โคทม อารียา : ปัจจัยหนึ่งของความรุนแรงในปัจจุบันมาจากประวัติศาสตร์บาดแผลในอดีต

7.12.25 | 15:01 น.

ประวัติศาสตร์บาดแผล – ผมอยากตั้งคำถามว่าความรุนแรงในโลกของเราเพิ่มขึ้นหรือลดลง นักวิชาการพยายามหาสถิติหรือข้อมูลทางวัตถุวิสัยมายืนยัน ส่วนในทางอัตวิสัย ผมลองถามเพื่อนคนหนึ่งว่าเขาคิดอย่างไร คำตอบของเขาคือ ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย คือคนเราผิดแล้วผิดอีก เพื่อนอีกคนหนึ่งตอบว่า การเปลี่ยนในทางดีจะไม่เกิดขึ้น ตราบใดที่กิเลสซึ่งกำหนดพฤติกรรมยังมีอยู่มากมายเช่นนี้ ส่วนผมมีมุมมองว่า สถานการณ์ความรุนแรงในโลกมีขึ้นมีลงก็จริง แต่โดยรวมแล้วดีขึ้น โดยขออ้างอายุขัยที่เพิ่มขึ้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ตลอดจนการยอมรับสิทธิมนุษยชนและหลักกฎหมายที่มีมากขึ้นด้วย

นักวิชาการที่ขออ้างถึง คือผู้ที่ทำงานในหน่วยงานเฉพาะด้านเรื่องความรุนแรง เช่น Armed Conflict Location and Event Data – ACLED และ Uppsala Conflict Data Program – UCDP ซึ่งจัดทำรายงานความรุนแรงระดับโลก รายงานเหล่านี้ ประจักษ์ ก้องกีรติ นำมาอ้างไว้ในหนังสือ หนา 425 หน้า ชื่อ “ความรุนแรงในสังคมโลกและสังคมไทย : สถานการณ์และสถานภาพองค์ความรู้” หนังสือเล่มนี้ระบุว่า ความรุนแรงทางการเมือง (ภัยจากมนุษย์ที่ไม่รวมภัยพิบัติธรรมชาติ) เพิ่มสูงขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 2018 – 2019 แต่ได้ลดลงในปี ค.ศ. 2020 เนื่องจากมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวในปีนั้นในหลายพื้นที่ แต่คล้อยหลังภัยจากการระบาดของโควิด – 19 ไปแล้ว ความรุนแรงกลับมาเพิ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2021 – 2023

ตัวอย่างเหตุการณ์รุนแรงที่ปะทุขึ้นในช่วงนี้มี อาทิ สงครามกลางเมืองในพม่า (ปี ค.ศ. 2521 – ปัจจุบัน) สงครามในอัฟกานิสถาน (ปี ค.ศ. 2521) สงครามยูเครน (ปี ค.ศ. 2022 – ปัจจุบัน) สงครามกลางเมืองในซูดาน (ปี ค.ศ. 2023 – ปัจจุบัน) สงครามอิสราเอล – ปาเลสไตน์ (ปี ค.ศ. 2523 – ปัจจุบัน) โดยหน่วยงานที่จัดทำรายงานได้ให้สถิติเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองไว้ดังนี้

จำนวนเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองลดลงในปี 2020 เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ดังที่กล่าวมาแล้ว และกลับมาเพิ่มขึ้นในปีถัดไป จนขยับขึ้นสูงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2022 เนื่องด้วยสงครามยูเครน และยังเพิ่มขึ้นอีกในปี ค.ศ. 2023 ด้วยการเกิดสงครามล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์โดยกองทัพอิสราเอล เป็นต้น

Advertisement

ต่อไปจะพิจารณาเฉพาะเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี ค.ศ. 2022 การชุมนุมเช่นนี้แม้จะเริ่มต้นด้วยความไม่พอใจต่อการกระทำบางอย่างของรัฐบาล แต่มักขยายเป้าหมายเป็นการขับไล่รัฐบาล ซึ่งมักใช้กำลังปราบปรามการชุมนุม ขอเรียงลำดับ 5 ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดในการชุมนุม โดยระบุจำนวนครั้งของเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ตามด้วยจำนวนครั้งที่เหตุการณ์ไม่เป็นไปโดยสันติ หรือมีการใช้ความรุนแรง และจำนวนผู้เสียชีวิตในการชุมนุมในปีนั้น ทั้งนี้ เท่าที่มีการรายงาน

ถ้าพิจารณาตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั่วโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 ถึง 2023 พบว่าจำนวนจะขึ้น – ลงโดยตลอด ส่วนใหญ่เป็นการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับรัฐ มากกว่าระหว่างกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ ยกเว้นการปะทุสูงสุดที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1994 จากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา ที่มีผู้เสียชีวิตหลายแสนคน (ระหว่าง 5 ถึง 8 แสนคน) ระหว่างปี ค.ศ. 2001 ถึงปี ค.ศ. 2011 ผู้เสียชีวิตอยู่ในระดับต่ำโดยเปรียบเทียบ คือต่ำกว่าห้าหมื่นคน หลังจากนั้น เกิดการสู้รบที่มีการสูญเสียมาก ระหว่างรัฐบาลเอธิโอเปียกับแนวร่วมปลดปล่อยประชาชนทิเกรย์ทางภาคเหนือ และระหว่างรัฐบาลซีเรียและอิรักกับกลุ่มรัฐอิสามในอิรักและซีเรีย (Islamic State in Iraq and Syria – ISIS) พอเหตุการณ์ทั้งสองยุติลง จำนวนผู้เสียชีวิตที่ขึ้นสูงถึง 150,000 รายในปี ค.ศ. 2014 ก็ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งในปี ค.ศ. 2019 หลังจากนั้น มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจนกว่า 220,000 ราย โดยเฉพาะจากการใช้อาวุธร้ายแรงของรัฐ เช่น โดรนสังหาร

ปัจจุบัน สมรภูมิหลักในโลกมี 10 สมรภูมิ คือ 1) สงครามรัสเซีย – ยูเครน 2) การสู้รบในเอธิโอเปีย 3) การปะทะระหว่างรัฐบาลไนจีเรียกับกลุ่มรัฐอิสลาม 4) สงครามในเยเมน 5) สงครามกลางเมืองในเมียนมา 6) การสู้รบระหว่างรัฐบาลโซมาเลียกับกลุ่มอัล – ชาบับ 7) ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลมาลีกับชาวบูรกีนา – ฟาโซ 8) ความรุนแรงในแอฟริกาตะวันตก และในภาคตะวันออกประเทศคองโก 9) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาโดยรัฐบาลอิสราเอล 10) การสู้รบระหว่างกองทัพกับกองกำลังเคลื่อนที่เร็วในซูดาน ความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้ความสูญเสียมาก อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สรุปได้ว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในช่วง 35 ปีที่ผ่านมานั้นขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความรุนแรงอยู่ในช่วงขาขึ้น จากสมรภูมิที่ยืดเยื้อหลาย ๆ แห่งในโลก

เพื่อนผมคนหนึ่งเล่าว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน เขาเคยทำงานอยู่ที่คานาดา และได้รู้จักกับนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งที่อยากรู้ว่า ทำไมความขัดแย้งบางทีถึงรุนแรง บางทีไม่รุนแรง จึงรวบรวมข่าวจากหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรง แล้วนำมาจดบันทึกแยกแยะไว้ด้วยความเพียร ในสมัยนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์หรือ AI ช่วยผ่อนแรง หลักจากวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บสะสมไว้ เขาได้ค้นพบว่า กรณีที่คู่ขัดแย้งสามารถพูดคุยและรับฟังกันได้ โอกาสที่จะไม่เกิดเหตุรุนแรงมีมากกว่า กรณีมีฝ่ายที่คับข้องใจ และไม่สามารถสื่อสารความต้องการพื้นฐานของตนให้อีกฝ่ายรับฟัง ก็มักใช้ความรุนแรงทางกาย เพราะเหลือแต่ช่องทางนี้ในการแสดงออก เมื่อช่องทางอื่นถูกปิดกั้นลง หากข้อสรุปของนักหนังสือพิมพ์รุ่นเก๋าคนนี้ถูกต้อง วิธีแก้ปัญหาความรุนแรงวิธีหนึ่ง คือ การสื่อสารสองทางแบบถ้อยทีถ้อยรับฟัง หรือจะเรียกว่ามีการสานเสวนา (dialogue) กัน หรือจะเรียกว่าใช้การทูตนำการทหาร ก็ได้

แต่นั่นหมายถึงลดทอนเหตุคับข้องใจปัจจุบัน หลวงปู่ทิช นัท ฮันส์สอนว่า จิตสำนึกของคนเราแบ่งเป็น 4 ชั้นคือ ชั้นจิตนึกคิด (mind consciousness) ชั้นจิตรู้สึก (sense consciousness) ชั้นจิตเก็บสะสม (store consciousness) และชั้นมนัส โดยมนัสเป็นที่มาของการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ยูเนสโกบอกว่า “ในเมื่อสงครามเริ่มจากจิตนึกคิดของผู้คน ในจิตของพวกเขานั่นแหละที่เราจะต้องสร้างสันติภาพ” แต่อันที่จริง เราต้องบรรเทาความคับข้องใจที่เก็บสะสมไว้แต่อดีตในจิตชั้นเก็บสะสม นั่นคือต้องเยียวบาดแผลทางใจ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์บาดแผล (historical trauma) อันเนื่องมาแต่เหตุการณ์สะเทือนใจทางการเมืองในประวัติศาสตร์ด้วย

บาดแผลทางใจ คือ ประสบการณ์ที่รุนแรงจนทำให้เกิดความตื่นตระหนก หรือกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก จนบุคคลผู้นั้นไม่สามารถรับมือได้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ ความคิด และพฤติกรรมในระยะยาว อาจเกิดจากเหตุการณ์เดียว หรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น อุบัติเหตุร้ายแรง, การถูกทำร้าย, ความสูญเสียใหญ่หลวง ภัยพิบัติ หรือการสู้รบ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (Post-traumatic stress disorder – PTSD) ได้

ส่วนวิกิพีเดียให้นิยามว่า ประวัติศาสตร์บาดแผล หรือ บาดแผลทางใจของกลุ่มชน (collective trauma) หมายถึงแผลทางอารมณ์ที่บาดลึกและสะสมไว้ ของบุคคลหรือคนในรุ่นวัยหนึ่ง ที่มีเหตุมาจากประสบการณ์หรือเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างแรง บุคคลอาจตอบสนองต่อบาดแผลเช่นนี้โดยใช้สารเสพติด หรือมีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง เกิดภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความโกรธ หรือการใช้ความรุนแรง ส่วนในระดับกลุ่มชน อาจมีการถ่ายทอดประวัติศาสตร์บาดแผลสู่รุ่นวัยถัดไป ทำให้เชื้อแห่งความรุนแรงสืบทอดไปยาวนาน

ต่อไป ขอยกตัวอย่างประวัติศาสตร์บาดแผลในสังคมการเมืองไทย ในความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน และบาดแผลทางใจระหว่างเพื่อนบ้านด้วยกัน สักสองสามตัวอย่าง ทั้งนี้ เพื่อยืนยันประเด็นที่ว่า “บาดแผลร้าวลึกของผู้คน ไม่จบลงพร้อมเสียงปืน” จากนั้นจะนำเสนอแนวทางการเยียวยาโดยสังเขป

บาดแผลการเมืองอันเนื่องมาแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้ทิ้งบาดแผลและความขัดแย้งทางการเมือง ที่ยังส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และสะท้อนให้เห็นความตึงเครียดระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายคณะราษฎร ซึ่งมีมุมมองต่อการปกครองและโครงสร้างอำนาจที่แตกต่างกัน

ตั้งแต่ต้น มีความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์และทางอำนาจระหว่างคณะราษฎรกับและคณะเจ้า การเปลี่ยนแปลงการปกครองสร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มชนชั้นนำเดิมและพระบรมวงศานุวงศ์ ทำให้เกิดความขัดแย้งและการต่อต้านเรื่อยมา ได้มีการรัฐประหารหลายครั้ง ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของฝ่ายอนุรักษนิยมในการแย่งชิงอำนาจกลับคืน การรัฐประหารได้บั่นทอนเสถียรภาพทางการเมืองและขัดขวางพัฒนาการของประชาธิปไตย มีความพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์และลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ พ.ศ. 2475 โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคณะราษฎร เช่น การทำลายอนุสาวรีย์บางแห่งที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ การหายไปของหมุดคณะราษฎร การให้ความหมายใหม่แก่การทำรัฐประหารที่ไม่สำเร็จของพระองค์เจ้าบวรเดช การเผยแพร่ความเห็นที่ว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นก่อนเวลาอันควร และไม่ได้นำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

นอกจากนี้ ยังเกิดความแตกแยกในหมู่คณะราษฎร เช่น กรณีแผนเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ที่ถูกตีความว่าเป็นแผนเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คณะผู้ก่อการฝ่ายทหารได้กลับคืนสู่อำนาจ ผ่านการรัฐประหารที่ขับไล่คณะผู้ก่อการฝ่ายพลเรือน

ในปี พ.ศ. 2553 เยาวชนกลุ่มหนึ่งได้เรียกกลุ่มของตัวเองว่า “คณะราษฎร 2553” ทำให้กลุ่มนี้ถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพ่งเล็ง และส่วนหนึ่งถูกจัดการด้วยมาตรการทางกฎหมาย

ประวัติศาสตร์บาดแผลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.)

ประวัติศาสตร์บาดแผลใน จชต. เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีการส่งกองกำลังไปสู้รบและได้รับชัยชนะเหนือผู้ปกครองในพื้นที่ เมื่อเกิดความพยายามสร้างรัฐชาติที่ต้องการอาณาเขตที่ชัดเจน จึงเกิดสนธิสัญญากรุงเทพฯ ระหว่างสยามกับอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1909 ทำให้มีการกำหนดเส้นพรมแดนที่ตัดแบ่งดินแดนที่มีชาวมลายูอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ ตามเส้นพรมแดนไทย – มาเลเซียในปัจจุบัน ยังความคับข้องใจแก่ชาวมลายูใน จชต. ที่ตกอยู่ในการปกครองของรัฐสยามและรัฐไทยจนถึงปัจจุบัน

ความไม่สงบได้ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2547 อันเป็นผลมาจากการปกครองที่ขาดความเข้าใจต่อ วัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนาของประชาขนส่วนใหญ่ใน จชต. ซ้ำร้าย ยังไม่คัดสรรข้าราชการที่ดีพอ ที่มีความรู้ความสามารถไปประจำใน จชต. ทำให้ปัญหาที่สะสมอยู่ กลับทวีมากขึ้น ปัญหาเก่าที่เป็น “บาดแผลทางประวัติศาสตร์” รวมถึงการอุ้มหายหะยีสุหลง ผู้นำศาสนาของปัตตานี ถูกหยิบยกนำกลับมารวมกับปัญหาใหม่ เช่น การคอร์รัปชัน การขาดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง ความไม่ยุติธรรม ฯลฯ จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง และบาดแผลใหม่จากเหตุการณ์ตากใบ นับจากปี พ.ศ. 2547 ถึงปัจจุบัน ก็กว่ายี่สิบปี และมีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงประมาณ 7,000 รายแล้ว

การพูดคุยสันติภาพที่มีรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ได้เริ่มในปี พ.ศ. 2556 และถ่วงเวลากันเรื่อยมา โดยไร้ผลรูปธรรมใด ๆ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะจริงใจในการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไป โดยเลิกตื่นตระหนกและหวาดกลัวกับ “ปีศาจแห่งการแบ่งแยกดินแดน” (ที่เราสร้างกันขึ้นมาเอง) จนเกินไป รัฐบาลต้องเชื่อในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ยอมรับว่าการทหาร และให้ทหารเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยไม่เป็นผล และรัฐบาลต้องเชื่อเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่รัฐธรรมนูญเปิดทางไว้ และเป็นเรื่องปกติในบริบทปัจจุบันของโลก

บาดแผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

จนบัดนี้ รัฐบาลไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่มีการยอมรับว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีการเยียวยาต่อบุคคลหรือต่อสังคม ไม่มีการขอโทษ ฯลฯ หากผู้นำทางการเมืองเลือกที่จะปิดหู ปิดตา แต่ก็น่าจะทราบว่าบาดแผลจะเสียดแทงใจไปเรื่อย ๆ ความยุติธรรมที่ไม่ได้รับจะทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เรียกร้องไปเรื่อย ๆ ถึงแม้จะให้อภัย แต่เรื่องเช่นนี้จะให้ลืมได้อย่างไร ถ้าไม่หาข้อยุติที่เป็นธรรม การกล่าวโทษอาจตีความไปต่าง ๆ นานา จึงขอร้องให้ผู้นำทางการเมืองทั้งหลาย โปรดเปิดหูเปิดตา กรุณาอ่านบทสรุปสั้น ๆ ของวิกิพีเดียดังต่อไปนี้ ก็ยังดี

ความบาดหมางระหว่างเขมรกับกรุงอยุธยา

ระหว่างวันที่ 24 ถึง 28 กรกฎาคม 2568 เกิดการสู้รบอย่างดุเดือดตามชายแดน ไทย – กัมพูชา ที่อยู่ทางใต้ของประเทศไทย ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติการทางบกและอากาศที่เรียกว่า “ยุทธการยุทธบดินทร์” มีการสูญเสียชีวิตของทหารและพลเรือนทั้งสองฝ่าย มีการอพยพพลเรือนออกจากบริเวณชายแดน แรงงานกัมพูชากลับสู่ประเทศของตนจำนวนมาก เศรษฐกิจชายแดนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะจากการปิดด่าน

สาเหตุความขัดแย้งมีมายาวนาน เช่น เรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร การโต้แย้งเรื่องเส้นเขตแดน แต่ถ้าจะสืบสาวถึงประวัติศาสตร์บาดแผล ก็จะขอเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับเขมรในสมัยอยุธยา ดังนี้ เมื่อ พ.ศ. 1974  กองทัพอยุธยาภายใต้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ยกทัพเข้ายึดเมืองพระนคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางอาณาจักรเขมร การยึดครองครั้งนี้ทำให้ประชากรเขมรส่วนหนึ่งถูกกวาดต้อนไปยังอยุธยา และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กษัตริย์เขมรตัดสินใจย้ายราชธานีหนีไปทางใต้ ต่อมาในระหว่าง พ.ศ. 2134 ถึง 2137 สมเด็จพระนเรศวรยกทัพเข้าล้อมและยึดเมืองละแวกซึ่งเป็นเมืองหลวงของกัมพูชาในขณะนั้น หลังจากกัมพูชาไม่ยอมรับอำนาจของอยุธยา การรุกรานครั้งนี้ถือเป็นบทสุดท้ายของสงคราม และทำให้กัมพูชาเข้าสู่ยุคมืดจากการถูกทำลายอำนาจลง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของสงคราม คือการเสื่อมเสียเกียรติ การสูญเสียประชากรและทรัพยากรที่สำคัญของฝ่ายเขมร และทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมขาดความต่อเนื่อง

ประวัติศาสตร์บาดแผลสยาม-พม่า

คราวนี้บาดแผลตกแก่ฝ่ายสยาม ที่ต้องเสียกรุงถึงสองครั้ง สยามเสื่อมเสียเกียรติ สูญเสียประชากร ทรัพย์สินเงินทอง และวัดวาอารามที่ถูกเผา ประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยพม่าย่อมทำให้พม่าดูดี และให้ความสำคัญแก่การเสียกรุงศรีอยุธยาน้อยกว่าที่เขียนโดยฝ่ายสยาม ซึ่งบางครั้งประวัติศาสตร์อาจเขียนไม่ตรงกัน ด้วยต่างก็มีวัตถุประสงค์ของตน เช่น ประวัติศาสตร์ศึกเมืองเชียงกราน ซึ่งเป็นหัวเมืองชายแดนทางด่านพระเจดีย์สามองค์ โดยพลเมืองเป็นมอญ ไทย และสยามถือเป็นเมืองขึ้นมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย ศึกนี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2081 ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้าของสยาม และพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ของพม่า นักประวัติศาสตร์ฝ่ายสยามถือว่านี่เป็นสงครามครั้งแรกระหว่างอยุธยากับพม่า โดยพม่าเป็นฝ่ายบุกรุก แต่เมื่อเทียบกับเอกสารประวัติศาสตร์พม่าฉบับอูลากา ปรากฏว่าไม่ได้กล่าวถึงสงครามเมืองเชียงกรานเลย จึงเชื่อได้ว่า ศึกเชียงกรานเป็นศึกที่ฝ่ายสยามรุกรบเข้าไปในเขตหัวเมืองมอญมากกว่าจะเป็นเรื่องที่พม่ารุกรานเข้ามา

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญยิ่งต่อฝ่ายสยาม คือการสูญเสียกรุงครั้งที่สอง โดยมีบันทึกพระราชสาส์น ของพระเจ้าอลองพญาถึงพระเจ้าเอกทัศน์ก่อนจะเข้าตีกรุงศรีอยุธยาความว่า “เราธรรมราชาโพธิสัตว์ กรีธาทัพมาครั้งนี้ปรารถนาจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในแว่นแคว้นอยุธยาซึ่งยังไม่บริสุทธิ์ผ่องแผ้วให้บริสุทธิ์ … พระมหากษัตริย์อยุธยาก็หาได้ยกออกมารับทัพเพื่อหยั่งสรรพกำลังแห่งเรา ทั้งยังไม่ยอมศิโรราบส่งช้าง ม้า ราชโอรส ธิดาออกถวายเรา เราธรรมราชาโพธิสัตว์ผู้มีปณิธานจะมุ่งเป็นพระพุทธเจ้า ขอแสดงน้ำพระทัยปลดปล่อยเจ้าเมืองสุพรรณบุรีอำมาตย์ใหญ่ ผู้ตกเป็นเชลยแห่งเราคืนให้พระองค์”

พระเจ้าเอกทัศน์ได้มีพระราชสาส์นตอบไปว่า “พระพุทธเจ้าถือกำเนิดได้เพียง 5 พระองค์ … ฉะนั้น ผู้ที่อ้างตนเป็นพระโพธิสัตว์ … จะเป็นเท็จ พระพุทธเจ้าจะถือกำเนิดก็แต่เพียง 5 พระองค์ จะเพิ่มมาเป็น 6 พระองค์เห็นไม่สม…” ดูเหมือนว่าการสื่อสารสวนทางกันเช่นนี้ น่าจะเป็นเหตุหนึ่งที่จะรบพุ่งกัน

หญิงบำเรอ : ประวัติศาสตร์บาดแผลระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น

หญิงบำเรอ (comfort women) คือคำเรียกอย่างสุภาพที่ใช้เรียกผู้หญิงที่ถูกใช้บำเรอหรือปรนนิบัติทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้หญิงเหล่านี้มาจากดินแดนที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครอง นับตั้งแต่ช่วงเริ่มขยายจักรวรรดิจนถึงช่วงสงครามโลก (1905-1945) ด้วยวิธีการฉุดคร่า และอาศัยสภาวะข้าวยากหมากแพงอันเกิดจากสงครามเพื่อหลอกลวงผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะยากจนที่จำเป็นต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัว ว่าจะช่วยเหลือให้ได้ทำงานในโรงงาน โรงพยาบาล รวมทั้งเพิ่มทักษะในการหารายได้ แต่สุดท้ายก็จะถูกส่งตัวเข้าไปใน ‘สถานบำเรอ’ ที่ทางกองทัพญี่ปุ่นได้ตั้งขึ้นในประเทศอาณานิคม โดยเฉพาะในแถบเอเชียแปซิฟิก เพื่อเป็นแหล่งให้ความสำราญแก่ทหารญี่ปุ่นในพื้นที่

จำนวนของผู้หญิงในสถานบำเรอมีประมาณ 200,000 คน โดยมาจากเกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และพื้นที่อื่น ๆ ที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครอง ทว่าร้อยละ 80 ของผู้หญิงกลุ่มนี้ เป็นชาวเกาหลีซึ่งตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศเกาหลีใต้จึงเรียกร้องให้ญี่ปุ่นรับผิดชอบต่อกรณีหญิงบำเรอ

การนำรูปปั้นหญิงบำเรอมาเป็นสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากญี่ปุ่น ถือว่าเป็นวิธีการที่เรียกความสนใจจากสาธารณชนและนานาประเทศได้เป็นอย่างดี ภาคประชาสังคมเกาหลีใต้ทั้งในและต่างประเทศมักจะเลือกสถานที่ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายในการตั้งรูปปั้น อาทิ สวนสาธารณะ หน้าสถานทูตญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2011 หน้าสถานกงสุลญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2015 และล่าสุด ที่บริเวณศาลเจ้าชินโต ซึ่งญี่ปุ่นสร้างขึ้นในช่วงที่เกาหลีอยู่ใต้การปกครองที่นัมซันในปี ค.ศ. 2019 การกระทำของภาคประชาสังคมเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการสร้างความอับอายให้แก่ญี่ปุ่น เพื่อให้ญี่ปุ่นรู้สึกกดดันและเร่งแสดงความรับผิดชอบต่ออดีตหญิงบำเรอ

แนวทางการเยียวยาบาดแผลทางใจ

การเยียวยาในกรณีต่างกัน ย่อมไม่เหมือนกัน และอาจจำแนกเป็นการเยียวยาโดยตรงต่อเหยื่อความรุนแรงหรือต่อญาติ และการเยียวยาต่อสังคม โดยผู้กระทำแสดงความรับผิดชอบ ยอมรับ และขอโทษต่อสาธารณชน ในที่นี้ จะขอกล่าวเพียงกว้าง ๆ เพื่อแสดงเป็นแนวทางดังนี้

การบำบัด: การบำบัดรายบุคคลหรือรายครอบครัวสามารถช่วยให้บุคคลและครอบครัวเข้าใจผลกระทบของบาดแผลทางใจ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างกัน

การดูแลตนเอง: การฝึกสติ การออกกำลังกาย และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยเยียวยาจิตใจ สามารถช่วยให้บุคคลรับมือกับผลกระทบของบาดแผลทางใจได้
• การเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์: การศึกษาประวัติศาสตร์ส่วนตัวหรือประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของตนเอง ที่อาจช่วยให้เข้าใจที่มาของบาดแผลได้

การบำบัดร่วมกัน: การบำบัดแบบกลุ่มหรือที่จัดขึ้นในชุมชน สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการจัดการกับบาดแผลร่วมกันในระดับชุมชนได้

การยอมรับและพูดคุย: การยอมรับและโอบกอดความเจ็บปวดเป็นสิ่งสำคัญกว่าการพึ่งพาเวลาเพียงอย่างเดียว การพูดคุยถึงผลกระทบของบาดแผลอย่างเปิดเผยในครอบครัวหรือกับผู้ที่เคยมีประสบการณ์ใกล้เคียงกัน สามารถช่วยทำลายวงจรของความเงียบและการปฏิเสธได้

ประโยชน์ของการเยียวยา

ทำลายวงจร: การเยียวยาบาดแผลทางใจที่ส่งต่อจากรุ่นวัยหนึ่งสู่อีกรุ่นวัยหนึ่ง จะช่วยทำลายวงจรแห่งความเจ็บปวด เพื่อให้คนรุ่นหลังสามารถเติบโตได้โดยปราศจากภาระจากอดีต

เสริมสร้างความเข้มแข็ง: การเยียวยาช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นของบุคคลและชุมชน ทำให้เกิดการเติบโต ความเข้าใจ และความเห็นอกเห็นใจ

ฟื้นฟูความสัมพันธ์: การพูดคุยและเยียวยาบาดแผลทางใจในครอบครัวหรือชุมชนจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

กล่าวโดยสรุป โลกเราหนีความรุนแรงและความโหดร้ายไปไม่พ้น โดยคร่าว ๆ เรามีสองวิธีที่จะรับมือกับความรุนแรง วิธีแรกคือการพูดคุยอย่างถ้อยทีถ้อยรับฟัง อย่าด่วนปฏิเสธ หรือด่วนสรุปว่าอีกฝ่ายเป็นมาร ไว้ใจไม่ได้ หรือมีเจตนาร้ายที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง วิธีที่สองที่ควรทำการเยียวยาอดีต เพื่อเยียวยาบาดแผลทางใจ ที่เป็นเหมือนพันธนาการที่ทำให้เราไม่สามารถจินตนาการถึงอนาคตอันดีงามระหว่างกันได้

หมายเหตุ : ข้อมูลในบทความนี้ส่วนใหญ่ มาจากการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ต ผู้อ่านสามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้ไม่ยากนัก ในยุคแห่ง AI

โคทม อารียา