หน้าแรก บทความ โทรศัพท์การทู...

โทรศัพท์การทูตจีน-สหรัฐ-ญี่ปุ่น

9.12.25 | 12:33 น.

การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โทรศัพท์ถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนนั้น ประเด็นสำคัญเพื่อดับ “วิกฤตทาคาอิชิ” ที่กำลังทวีความร้อนแรงในญี่ปุ่น และอาจดึงสหรัฐและจีนไปสู่หุบเหวพร้อมกัน นอกจากนี้ ประมุขทั้งสองได้เห็นพ้องต้องกันให้มีกำหนดการเยือนจีนและสหรัฐ โดยทรัมป์จะเยือนปักกิ่งในเดือนเมษายนปีหน้า ส่วนสี จิ้นผิง จะเยือนวอชิงตันปลายปีหน้า

สี จิ้นผิง กล่าวต่อทรัมป์ว่า จีนและสหรัฐต้องยึดมั่นในฉันทามติทางประวัติศาสตร์อันว่าด้วย “ผลแห่งชัยชนะของสงครามโลกครั้งที่สอง” ซึ่งมิอาจยอมให้ผู้ใดลบล้างได้ และไม่ยอมให้นักการเมืองฝ่ายขวาของญี่ปุ่นฉุดเอาเอเชีย-แปซิฟิกกลับเข้าสู่สงครามอีกครั้ง ส่วนทรัมป์ยืนยันให้ความสำคัญต่อประเด็นไต้หวัน ต่อมาทรัมป์ได้แจ้งเตือนทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีป้ายแดงญี่ปุ่น ไม่ให้ก่อปัญหาเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการตอกย้ำถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวในประเด็นไต้หวัน คือสื่อสารแบบกำกับทิศทาง ปฏิเสธมิได้ว่า สหรัฐกำลังประสานจุดยืนของพันธมิตรเพื่อให้แน่ใจว่าทิศทางความสัมพันธ์จีน-สหรัฐจะไม่ถูกกระทบเพราะ “วิกฤตทาคาอิชิ”

ส่วน “ทาคาอิชิ” ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า “ไม่สะดวกเปิดเผยรายละเอียดทางการทูต” แต่ทั้งสองฝ่ายยืนยันความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และกล่าวว่า ทรัมป์เรียกผู้นำจีนและญี่ปุ่นว่า “เพื่อนสนิท”

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ตีความว่า ทรัมป์กำลังเตือนญี่ปุ่นมิให้ก่อปัญหาช่องแคบไต้หวันในเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นการทำลายฉันทามติที่จีนและสหรัฐเพิ่งบรรลุเมื่อเร็วๆ นี้ ความเป็นจริงที่สหรัฐกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือขาดความร่วมมือจากจีนมิได้ เพราะตระหนักดีว่า สหรัฐต้องได้รับความช่วยเหลือจากจีน 2 เรื่อง

1 คือแผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ อีก 1 คือกำหนดการที่ให้รัสเซียและยูเครนหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งจัดการเจรจาประเด็นสันติภาพในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยมีประเทศมหาอำนาจร่วมให้สัตยาบันเกี่ยวกับหลักประกัน และให้จีน สหรัฐ ยุโรป และรัสเซียเป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคง

Advertisement

ประธานาธิบดีเซเลนสกีและสหภาพยุโรปทำการคัดค้านโดยพลัน สื่อยุโรปถึงกับเรียกแผนนี้ว่า “มิวนิกของทรัมป์” อย่างไรก็ตาม ทรัมป์จำเป็นต้องให้จีนช่วยผลักดันอยู่เบื้องหลัง เพียงแค่จีนแสดงจุดยืนสนับสนุน รัสเซียก็ยากที่จะปฏิเสธ เพราะอิทธิพลของจีนในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีผลโดยตรงต่อจุดยืนของประเทศต่างๆ ในแอฟริกา ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลางจำนวนมาก

วลี “มิวนิกของทรัมป์” คือการเปรียบเปรยข้อเสนอของทรัมป์ มีลักษณะคล้าย “ข้อตกลงมิวนิก” อันมีผู้นำอังกกฤษและฝรั่งเศสยอมมอบดินแดนซูเดเทนแลนด์ของเชโกสโลวาเกียให้เยอรมนี เพื่อหวังหลีกเลี่ยงสงคราม แต่กลับเป็นการเปิดทางให้ฮิตเลอร์ขยายการรุกราน แนวคิดของทรัมป์อาจเป็นการกดดันให้ยูเครนยอมเสียเปรียบต่อรัสเซีย ถึงขั้นต้องยกดินแดนบางส่วนให้แก่รัสเซีย หรืออาจเป็นการทำลายหลักการความมั่นคงยุโรปในระยะยาว จึงไม่แปลกที่เซเลนสกีทำการคัดค้านอย่างจริงจัง

อัน “วิกฤตทาคาอิชิ” มองได้ว่า เป็นความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดจากจุดตัดระหว่างการเมืองภายในประเทศของญี่ปุ่นกับดุลอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐ

ภายหลังการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทาคาอิชิ ซานาเอะ ได้ปรากฏจุดยืนที่แข็งกร้าวกดดันต่อโครงสร้างแห่งความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงปรับดุลยภาพ อันเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ร่วมของสองฝ่าย อาทิ การจัดการความ
ขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน เศรษฐกิจโลก และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

หัวใจของวิกฤตคือ ญี่ปุ่นกำลังทำให้การบริหารความเสี่ยงของสหรัฐขาดสมดุล เนื่องจากสหรัฐไม่ต้องการเกิดความตึงเครียดกับจีน ทั้งนี้เพื่อต้องการผลักดันนโยบายสำคัญภายในและภายนอกประเทศ ขณะที่จีนมองว่า การแสดงออกของญี่ปุ่นเป็นการสะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาในการขยายอิทธิพลทางทหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้จีนเกิดความอ่อนไหว จึงส่งผลให้เกิดการประเมินร่วมกันระหว่างจีนและสหรัฐว่า ท่าทีของญี่ปุ่นอาจเป็น
“ตัวเร่ง” ที่นำไปสู่ความเข้าใจผิดเชิงยุทธศาสตร์

ในด้านมิติความมั่นคง “ทาคาอิชิ” ถูกมองว่ามีแนวโน้มขับเคลื่อนญี่ปุ่นไปสู่บทบาทเชิงรุกทางการทหารมากกว่ารัฐบาลชุดก่อน ทั้งในประเด็นไต้หวัน การเพิ่มงบประมาณกลาโหม และการปรับยุทธศาสตร์ความร่วมมือกับสหรัฐให้มีความผูกพันทางทหารที่แนบแน่นยิ่งขึ้น

การสนทนาทางโทรศัพท์ของทรัมป์กับสี จิ้นผิงและทาคาอิชิในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “วิกฤตทาคาอิชิ” มิใช่เป็นปัญหาภายในของญี่ปุ่นเพียงฝ่ายเดียว หากเป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่อาจเป็นเครื่องกำหนดทิศทางความมั่นคงของเอเซีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะสถานการณ์ไต้หวันยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวทางยุทธศาสตร์

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช