หน้าแรก บทความ ยูเครน : ชาติ...

ยูเครน : ชาติที่ยังควรสู้รบต่อไป และควรได้รับการช่วยเหลือจากโลกเสรี

10.12.25 | 12:10 น.

ยูเครน:ชาติที่ยังควรสู้รบต่อไปและควรได้รับการช่วยเหลือจากโลกเสรี


สงครามรัสเซีย-ยูเครน คือการที่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 ด้วยความต้องการผนวกดินแดนยูเครนทั้งหมดเข้ากับประเทศรัสเซีย โดยรัสเซียเปิดฉากโจมตีหลายทิศทาง ทั้งจากเบลารุส ภาคตะวันออก และไครเมีย แต่ไม่สามารถยึดเมืองหลวงเคียฟได้รวดเร็วตามคาด ทำให้ต้องเปลี่ยนเป้าหมายมาเน้นทางตะวันออกและใต้แทน ซึ่งสงครามยังคงยืดเยื้ออยู่จนปัจจุบันนี้โดยรัสเซียยึดครองดินแดนบางส่วน และสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน พร้อมทั้งเกิดวิกฤตผู้ลี้ภัยมากกว่า 13 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือน ยูเครนยืนยันว่าสันติภาพต้องมาพร้อมกับการถอนทหารรัสเซียออกจากดินแดนทั้งหมด รวมถึงไครเมียและดอนบาส ส่วนรัสเซียยังคงยึดครองดินแดนเหล่านี้และมองว่าการขยายตัวของ NATO เป็นภัยคุกคามต่อรัสเซีย

โลกทุกวันนี้หมุนเร็วเสียจนคนแก่ยังไม่ทันกะพริบตา ข่าวสารทั้งเล็กและใหญ่ไหลทะลักเข้ามาในชีวิตเราไม่หยุดหย่อน แต่มีข่าวหนึ่งที่ไม่ว่าเราจะอยู่ใกล้หรือไกลก็ไม่อาจนั่งเฉย เพราะมันมีผลต่ออนาคตของระเบียบโลกทั้งใบ นั่นคือเรื่องที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา พยายามกดดันให้ยูเครนยอมเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย โดยมีเงื่อนไขว่าต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนให้แก่รัสเซีย ซึ่งดูเผินๆ เหมือนเป็นข้อเสนอที่มีเหตุผล เพราะใครจะอยากให้คนล้มตายกันต่อไปอีก แต่หากคิดลึกลงไปแล้ว ข้อเสนอนี้เป็นสิ่งที่ผิดทั้งในแง่เหตุผล ศีลธรรม และอนาคตของระเบียบโลก เพราะประเทศชาติไม่ใช่หัวไชโป๊ที่จะแบ่งครึ่งให้ผู้รุกรานไปเสียหน่อยเพื่อให้เรื่องจบ ดินแดนคือบ้านของผู้คนนับล้านไม่ใช่สินค้าที่จะแลกเปลี่ยนในโต๊ะเจรจาเหมือนซื้อขายของตลาดสดตอนเช้า

การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกให้ยูเครนยอมเสียดินแดนเพื่อสันติภาพ แท้จริงแล้วคือการสั่งให้ผู้ถูกรังแกยอมมอบของขวัญให้ผู้รังแก เพื่อหวังให้ผู้รังแกอารมณ์ดีขึ้น เพราะมันหมายความว่ายิ่งคุณใช้ความรุนแรงมากขึ้น ฝ่ายโลกเสรีจะยิ่งให้รางวัลคุณมากขึ้น ดังนั้น ข้อเสนอนี้จึงผิดร้ายแรงถึง 3 ชั้น คือ

Advertisement

1.มันทำลายศักดิ์ศรีของยูเครนที่ต่อสู้ด้วยเลือดเนื้อของตน 2.มันสร้างแบบอย่างอันตรายแก่โลกว่าการรุกรานให้ผลตอบแทน และ 3.มันเปิดประตูให้ภัยใหม่ๆ ตามมาอย่างไม่รู้จบ

เราคนไทยเองก็รู้ดีว่าสันติภาพที่เกิดจากการยอมแพ้นั้นไม่ใช่สันติภาพ แต่เป็นความเงียบงันที่ทับถมความคับแค้นไว้ชั่วคราวเท่านั้นและในภาวะที่มีผู้นำมหาอำนาจบางคนพยายามประนีประนอมกับความอยุติธรรม เช่นนี้จึงเป็นเหตุผลยิ่งกว่าเดิมว่าโลกเสรีต้องช่วยยูเครนต่อไป ไม่ใช่บีบให้ยอมจำนน

ยูเครนต้องสู้เพราะไม่มีที่ให้ถอย รัสเซียรบเพราะอยากได้มากขึ้น ยูเครนต้องรบเพราะถ้าไม่รบ ก็ไม่มีประเทศให้เหลือ ส่วนรัสเซียรบเพราะต้องการแผ่นดิน ศักดิ์ศรี และอำนาจเพิ่มขึ้น นี่คือความต่างระหว่าง necessity กับ ambition และความต่างนี้เองเป็นสิ่งที่กำหนดพลังของทั้งสองฝ่าย

บ้านที่ถูกเผา เจ้าของย่อมสู้สุดกำลัง บ้านที่อยากได้เพิ่ม ก็สู้เพราะความทะเยอทะยาน ไม่ใช่เพราะความอยู่รอด ประเทศไทยเองก็เคยผ่านบทเรียนนี้สมัยเสียกรุง คนไทยในวันนั้นสู้เพราะไม่มีที่ไป มิใช่เพราะอยากพิชิตใคร ยูเครนก็เช่นกัน นี่คือสงครามเพื่อคงอยู่เป็นประเทศ ยูเครนคือกำแพงด่านหน้าของยุโรป ยุโรปดูสงบเย็นเพราะมีกำแพงด่านหน้า คอยรับศึกแทนอยู่เงียบๆ กำแพงนั้นคือยูเครน ไม่ใช่ปารีส ไม่ใช่เบอร์ลิน และไม่ใช่ลอนดอน ถ้ายูเครนล้มลง รัสเซียจะเข้าใกล้โปแลนด์ ลิทัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย และนั่นคือการเผชิญหน้ากับ NATO อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การส่งอาวุธช่วยยูเครนวันนี้ดีกว่าการส่งเลือดเนื้อของลูกหลานไปตายพรุ่งนี้ คนยุโรปเข้าใจดี คนอเมริกันควรเข้าใจ และคนไทยก็ย่อมเข้าใจเช่นกัน เพราะเรารู้ดีว่ากันไว้ดีกว่าแก้ และอย่าปล่อยให้เสือกินบ้านเพื่อน เพราะวันหนึ่งมันจะมากินบ้านเรา

ประธานาธิบดีเซเลนสกีแห่งยูเครนอาจเคยเป็นนักแสดง แต่ในยามสงครามเขากลายเป็นผู้นำที่ยืนหยัดที่สุดคนหนึ่งของยุค เพราะเขาเป็นผู้นำที่ไม่หนี เป็นผู้นำที่อยู่ในเมืองหลวงแม้ขีปนาวุธตกใส่ เป็นผู้นำที่บอกประชาชนว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” การเป็นผู้นำเช่นนี้สร้างพลังทางศีลธรรม (moral authority) ให้แก่ประเทศอย่างประเมินค่าไม่ได้ และยิ่งทำให้โลกเสรีรู้สึกว่ายูเครนเป็นประเทศที่ควรได้รับความช่วยเหลือ

การช่วยยูเครนต้องใช้เงินมหาศาล อาวุธหนัก และความอดทนยืดเยื้อ แต่อย่าลืมว่าการปล่อยให้รัสเซียชนะจะทำให้โลกต้องจ่ายแพงกว่าเดิมสิบเท่า เพราะมันจะกลายเป็นตัวอย่างว่า “การรุกรานได้ผล” และประเทศต่างๆ ที่รอจังหวะอยู่ก็จะลุกขึ้นทำตามตั้งแต่ตะวันออกกลางจนถึงเอเชียตะวันออก โลกทั้งโลกย่อมลุกเป็นไฟ แต่ประเด็นที่น่าทึ่งที่สุด และเป็นเหตุผลหนักแน่นที่สุดว่ายูเครนควรได้รับการช่วยเหลือ เพราะกำลังช่วยตนเองอยู่ก่อนแล้วก็คือ ประเทศจำนวนมากเมื่อเกิดสงคราม มักอ้างว่า “เรารบอยู่ ต้องลดมาตรฐานความโปร่งใส” แต่ยูเครนทำตรงกันข้ามรัฐบาลปลดรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่คอร์รัปชั่น ตรวจสอบงบประมาณทหาร เปิดเผยการจัดซื้อจัดจ้าง ลงโทษผู้ที่หากินบนหลังทหารในแนวหน้า

นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเพราะนี่คือประเทศที่กำลังสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ คือวัฒนธรรมแห่งความรับผิดชอบ เนื่องจากเรือนที่เจ้าของขยันกวาดบ้าน ย่อมเป็นเรือนที่ควรช่วยซ่อมแซม ประเทศที่จับโจรในบ้านได้ในยามที่ปืนใหญ่ยังยิงอยู่ คือประเทศที่มีอนาคต และประเทศที่มีอนาคตคือประเทศที่ควรค่าแก่การสนับสนุน ยูเครนกำลังลบล้างมรดกของสหภาพโซเวียตและรัสเซียเนื่องจากสหภาพโซเวียตสร้างการเมืองแบบ “ลับ ลวง หลอก” ส่วนยูเครนกำลังรื้อถอนมัน การปราบคอร์รัปชั่นจึงไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นสัญลักษณ์ของการประกาศว่า “เราจะไม่กลับไปเป็นรัฐแบบรัสเซีย”

ประเทศที่กล้าปฏิรูปตนเองในวันที่ถูกบุกโจมตี คือประเทศที่โลกควรร่วมยืนเคียงข้าง สงครามนี้ไม่ใช่สงครามของยูเครน แต่เป็นสงครามนิยามของโลก แต่นี่เป็นสงครามที่จะกำหนดว่าโลกยุคใหม่เชื่อในอะไร?

กฎหมาย? หรือกำลังอาวุธ? การเคารพต่อดินแดน? หรือการใช้รถถังขีดเส้นพรมแดนขึ้นใหม่

ถ้ายูเครนแพ้ คำตอบคือกำลังที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้ายูเครนยืนหยัด คำตอบคือกฎหมาย

ยูเครนไม่ใช่ประเทศที่ยืนร้องขอความช่วยเหลือเฉยๆ หากแต่พวกเขากำลังปกป้องแผ่นดินของตน ยืนหยัดต่อสู้กับมหาอำนาจ พร้อมกับปฏิรูปบ้านเมืองโดยการปราบคอร์รัปชั่นระดับสูงและปกป้องหลักการที่โลกเสรีต้องการรักษาไว้ ดังนั้น การช่วยยูเครนไม่ใช่เพียงการช่วยประเทศหนึ่งในยุโรปตะวันออก แต่คือการช่วยโลกให้คงอยู่ในระบบที่เชื่อในความถูกต้องมากกว่าความรุนแรง