ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นท้าทายเศรษฐกิจและเอสเอ็มอีไทย
ความอ่อนแอของระบบกลายเป็นต้นตอของ “ปัญหาการคอร์รัปชั่น” ที่อันตรายที่สุด อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารประเทศตลอดจนการพัฒนาประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างเชิงอำนาจของประเทศไทย โดยเฉพาะสังคมที่มีความสัมพันธ์ในแนวตั้ง (Vertical relationship) คือ ผู้มีอำนาจกับ
ผู้ไม่มีอำนาจ ส่งผลให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์กันมาต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
การใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม จึงกลายเป็นที่มาของ “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” และ “การพัฒนาเศรษฐกิจที่ล่าช้า” ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในหลายด้าน ทั้งที่ประเทศควรจะเดินไปได้ไกลและทัดเทียมนานาประเทศที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed country) ไม่ใช่ประเทศที่กำลังพัฒนา (Developing country) และติดหล่มอยู่กับ “กับดักรายได้ปานกลาง” หรือ The middle-income trap มานานหลายปี
ที่พูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ การทุจริตคอร์รัปชั่นในภาคการเมืองและระบบราชการ ที่กินกันตามน้ำเป็นหางว่าว กระทบโดยตรงต่อภาคเอกชน พ่อค้า ประชาชนทั่วไป ที่ต้องเสียโอกาสไปกับการจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้กับผู้มีอำนาจทั้งหลาย
แม้ภาคเอกชนจะมีการเรียกร้องและรณรงค์ให้มีการแก้ไขปัญหา แต่ก็ทำได้ยากยิ่ง เพราะการใช้ระบบอุปถัมภ์และพรรคพวก การใช้อำนาจเพื่อแต่งตั้งคนในครอบครัวหรือพวกพ้องเข้าสู่ตำแหน่ง แทนที่จะพิจารณาจากความสามารถ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพด้านต่างๆ ลดลง
ล่าสุด รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มีเวลาในการทำงาน 4 เดือน ก่อนจะถึงกำหนดวาระ “ยุบสภา” ในวันที่ 31 มกราคม 2569 ตามไทม์ไลน์ เพื่อเปิดทางเลือกตั้งใหม่ และพยายามวางตัว “คนนอก” และ “คนในแวดวงการเมือง” หลายคน ที่มีความเชี่ยวชาญและความสามารถตรงจุดเข้ามาทำงาน ก็ยังหนีไม่พ้นข้อครหาการทุจริตคอร์รัปชั่น
จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายการทำงานภายใต้แรงกดดันจากหลายภาคส่วน ที่มีต่อรัฐบาลใหม่ไปโดยปริยาย
ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ต้องรับศึกหนักก่อนจะมีการอภิปรายในรัฐสภาจากทางฝ่ายค้านที่ เตรียมข้อมูลซักฟอกประเด็นการมีเอี่ยวกับ “ธุรกิจสีเทา” ของบรรดาสแกมเมอร์ทั้งหลาย โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชาและเมียนมา
ที่ล่าสุดทางกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศคว่ำบาตรกองกำลังติดอาวุธในเมียนมา รวมถึงบุคคลสัญชาติไทยและบริษัทที่จดทะเบียนในไทย ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องและสนับสนุนให้กลุ่มติดอาวุธ DKBA ในเมียนมา และ Prince Group ทำศูนย์สแกมเมอร์ หลอกลวงต้มตุ๋นเหยื่อชาวอเมริกัน
“ต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศชาติ ที่จะกระทบไปถึง ‘ความเชื่อมั่นด้านการลงทุน’ ของไทยในอนาคต”
รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหา โดยนักการเมืองที่อยู่ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ทุนสีเทา และศูนย์สแกมเมอร์ โดยเร็วที่สุดและต้องทำอย่างจริงจัง เข้มข้น ไม่ใช่ทำแบบขอไปที มีข่าวทีก็ออกมาแถลงข่าวปฏิเสธที เปรียบเสมือน “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” ไปวันๆ เพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ ก่อนที่ปัญหานี้จะบานปลายกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ
วาระเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่นจึงต้องได้รับการถูกผลักดันอย่างจริงจัง ต้องคำนึงถึงผลกระทบจากคอร์รัปชั่นต่อภาคส่วนสาธารณะและภาคเอกชน โดยรัฐบาลต้องทำให้เห็นว่าคอร์รัปชั่นส่งผลบั่นทอนต่อเสถียรภาพและความมั่นคงทางสังคม กัดกร่อนทำลายคุณค่าของประชาธิปไตย หลักนิติธรรม จริยธรรม ความยุติธรรม รวมถึงสวัสดิภาพของประชาชน
นอกเหนือไปจากประเด็นเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นที่เป็นปัจจัยหลักๆ ท้าทายต่อการพัฒนาประเทศของไทยแล้ว ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และปัจจัยจากต่างประเทศ ล้วนกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและจีดีพีของประเทศ ส่งผลให้ไทย “ติดหล่ม” เศรษฐกิจชะลอตัวมานานหลายปี
ที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยเห็นรัฐบาลก่อนหน้านั้นจะเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในภาคประชาชนและภาคธุรกิจไปในตัว
“ที่อยากจะเห็นมากที่สุดตอนนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการตัดวงจรจ่ายเงินใต้โต๊ะ จ่ายปุ๊บ เปิดปั๊บ ดำเนินการทันที เสมือนหนึ่งเป็นค่าดำเนินการ ค่า fast track หรือกระบวนการที่ออกแบบมาเพื่อเร่งความเร็วและอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่คนได้ประโยชน์สูงสุดคือ ผู้มีอำนาจ”
ทั้งหมดนี้คือ “กับดัก” ที่ทำให้ภาคธุรกิจเอกชนทั้งหลายไปต่อไม่ได้ เพราะทุกสิ่งที่ดำเนินการคือ “ต้นทุน” ที่เกิดขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไม่ดี การจ้างงานชะลอตัว บางบริษัทถึงขั้น Layoff พนักงานลงเพื่อให้รายรับ รายจ่ายสอดคล้องกัน จึงเป็นที่กังวลว่าจะทำให้อัตราการว่างงานไทยกลับขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงมากอีกครั้งหนึ่ง
สิ่งที่รัฐบาลควรทำเร่งด่วน เพิ่มเติมจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างเช่น “โครงการคนละครึ่งพลัส” คือการเร่งหาตลาดใหม่ๆ ช่วยเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่มีอยู่กว่า 3 ล้านราย และสร้างดีมานด์ใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้ง 47 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ ที่มีเอสเอ็มอีไทยจำนวนไม่น้อยเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของไทยและโลก
ลดขั้นตอนการธุรกิจ หรือ Ease of Doing business ตัดช่องทางการจ่ายเงินที่ไม่จำเป็น กระตุ้นการลงทุน และช่วยธุรกิจที่กำลังจะไม่รอด โดยเฉพาะขั้นตอนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำของสถาบันการเงินต่างๆ ให้เอสเอ็มอีสามารถนำเงินเหล่านั้นมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ทันเวลา
ผมเพิ่งกลับจากการดูงานที่เมืองเซินเจิ้น ของจีน ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็น “เศรษฐกิจพิเศษ” พบว่าตอนนี้มีความก้าวหน้าไปอย่างมาก ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลจีนมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีเพื่อดึงการลงทุนเข้ามา รวมทั้งการที่รัฐบาลจีนช่วยจ่ายค่าเช่า เช่น ค่าเช่าพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มบริษัทที่เป็นซัพพลายเชนในแต่ละอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี เป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้คนเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อีกทั้งยังช่วยให้บริษัทหาคนเข้ามาทำงานได้ง่ายด้วย
ผมยังอยากเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต้องเร่งปรับปรุงการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง เช่น พาเอสเอ็มอีไปออกงานต่างประเทศ มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถทางด้านการแข่งขัน ลดขั้นตอนการขออนุมัติ และอนุญาต เพื่อสนับสนุนการประกอบกิจการ เพิ่มเป้าหมายจำนวนเอสเอ็มอีที่ได้รับการอนุมัติจากบีโอไอ เป็นต้น รวมทั้งเร่งรัดโครงการลงทุนที่อยู่ในกระบวนการของ เพื่อให้โครงการลงทุนเกิดเป็นเม็ดเงินจริงลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว ก็จะช่วยการเร่งฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีการวางแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม New S-Curve เพื่อยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย และเพิ่มมูลค่าการลงทุนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ประเทศไทย คนไทย อุตสาหกรรมไทยยังขาดการต่อยอดด้านงานวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างเทคโนโลยีของตัวเองอีกมาก จึงควรมุ่งเน้นไปทางการปรับตัว (Adjustment) มากขึ้น ต้องยอมรับว่าเรายังเก่งไม่เท่าจีนเพราะเขาไปไกลมากแล้ว
ผมว่าประเทศไทยเองมีจุดแข็งหลายด้าน เช่น เรื่องอาหาร เครื่องสำอาง การท่องเที่ยว ธุรกิจบริการจึงควรมุ่งเน้นไปด้านนี้มากขึ้น เน้นการสร้างจุดขายใหม่ๆ ที่เป็น “Man-made” หรือจุดท่องเที่ยว สิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น สวนสนุก, พิพิธภัณฑ์, สนามกีฬา และอนุสรณ์วัฒนธรรม รวมถึงประติมากรรมในแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น และต้องให้เอสเอ็มอีมีโอกาสเป็นซัพพลายเชนพวกนี้
ทั้งหมดนี้อาจจะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่กำลังเป็นวิกฤตใหญ่ของคนในประเทศ “รายได้โตไม่ทันรายจ่าย” บรรเทาเบาบางลง เพราะหนี้ครัวเรือนที่กำลังพุ่งทะยานมากกว่า 90% ของ GDP หรือประมาณ 700,000-800,000 ล้านบาท จากหนี้บ้าน หนี้บัตรเครดิต และหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา สามารถลดลงได้ผ่านมาตรการของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อและเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งประเทศในระยะยาว
รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังเข้มงวดกวดขันเรื่องสินค้าคุณภาพต่ำ ราคาถูก ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่ไหลทะลักเข้าไทยทุกช่องทางทั้ง Sea-Air-Land เป็นต้นเหตุการณ์ทำลายธุรกิจเอสเอ็มอีไทย หากปล่อยไว้เนิ่นนานจะยิ่งส่งผลกระทบเรื้อรังต่อการฟื้นตัวของเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม นโยบายเศรษฐกิจในระดับมหภาคช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำให้ปัญหาหมดไปได้ การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง
แต่แนวทางการขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นที่สำคัญ คือ การพยายามสร้างให้ผู้คนมีจิตสำนึกต่อสังคมส่วนรวมหรือหวงแหนต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมภายใต้กรอบประชาธิปไตยอันยึดถือหลัก “ความเสมอภาค” ของประชาชน อาจจะช่วยให้ประเทศไทย และเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้ไกลกว่านี้หลายเท่า
สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานกิตติมศักดิ์
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

