เปิดปัจจัยมหาอุทกภัยภาคใต้
‘หาดใหญ่’เผชิญโจทย์ยากเมืองแอ่งกระทะ
สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้รอบล่าสุดว่า ไม่ใช่ “ฝนฤดูกาลปกติ” แต่เป็นช่วงฤดูฝนตามฤดูกาลผสมกับปรากฏการณ์ลานีญา ที่มีฝนตกต่อเนื่องมากกว่าปกติ ร่วมกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้รูปแบบฝนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน กลายเป็น “ความปกติใหม่ (New Normal)” ที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัวอย่างจริงจัง
ฝนที่ตกคราวนี้ไม่ใช่ฤดูฝนจากมรสุมแบบทุกๆ ปี แต่เป็น หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง (Active Low Air Pressure) ที่ก่อตัวและ “แช่” อยู่กับบริเวณพื้นที่เดิมนานหลายวัน ทำให้ฝนเกิดการพัดความชื้นจากทะเลฝั่งอ่าวไทยมาตกเป็นฝนในพื้นที่คาบสมุทร ทั้งภาคใต้ของไทย มาเลเซีย และเกาะสุมาตราอย่างต่อเนื่อง
ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ล่วงหน้าว่า ปลายปีจะเป็นช่วงลานีญาจะมีฝนหนักตั้งแต่ชุมพรไปจนถึงพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง รวมถึงฝั่งอันดามัน ตรังและสตูล เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกลายเป็นพายุฝนที่หมุนอยู่กับพื้นที่เดิมเป็นเวลานาน ส่งผลให้ฝนตกเยอะในพื้นที่ลักษณะนี้เป็นปรากฏการณ์ “ฝนร้อยปีหรือสามร้อยปีเกิดครั้งหนึ่ง” หรือหมายถึง “มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดฝนตกหนักแบบนี้ในปีนี้เพียง 0.3-1.0%” โดยจากพิจารณาฝนตกในพื้นที่ตำบลพิจิตร อำเภอนาหม่อม วัดปริมาณฝนได้มากสุดถึง 605.6 มิลลิเมตร (จากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ) ประจำวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 โดยมีปริมาณฝนสะสมในช่วงวันที่ 17-25 พฤศจิกายน 2568 รวมที่สถานี อบต.พิจิตร รวมประมาณ 2,007 มิลลิเมตร ในรอบ 9 วัน
ฝนที่ตกต่อเนื่อง 9 วัน พอๆ กับปริมาณฝนที่ตกเฉลี่ยทั้งปี ส่งผลให้ระดับน้ำสูงในพื้นที่ตอนล่างอย่างน้อย 2 เมตรในหลายจุด เป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถจัดการแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป
กรณีหาดใหญ่ถือเป็นภาพสะท้อนของเมืองที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รองรับน้ำจากหลายทิศทาง และมีปากทางน้ำที่จะระบายออกทางทะเลสาบสงขลาสู่ทะเล เป็นปากทางที่แคบทำให้ระบายน้ำได้ช้า แต่มีปัจจัยน้ำทะเลหนุนและคลื่นลมทะเลสูงเข้ามามีบทบาทในการระบายน้ำให้ช้าลงไปอีกด้วย
หาดใหญ่รับน้ำจาก 4 ทิศทาง สำคัญ ดังนี้ 1.ทิศตะวันออก – พื้นที่นาจากภูเขาคอหงส์ จากอำเภอนาหม่อม จากพื้นที่บ้านพรุ 2.ทิศตะวันตก – เทือกเขานครศรีธรรมราช กลุ่มแนวภูเขาฝั่งตะวันตกของเมืองหาดใหญ่ ผ่านคลองหอยโข่ง 3.ทิศใต้ – พื้นที่สะเดาซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่ที่ส่งน้ำไปยังพื้นที่หาดใหญ่ 4.ทิศบนฟ้า – คือรับฝนจากฟ้าตกแล้วเพิ่มปริมาณความสูงของน้ำได้ทันที แม้ว่าในช่วงแรกของน้ำท่วมหาดใหญ่ จะมีน้ำปริมาณไม่มากจากพื้นที่อำเภอสะเดาก็ตาม พบว่าขณะที่น้ำท่วมในตัวเมืองหาดใหญ่นั้น ระดับน้ำในคลอง ร.1 ยังสามารถรับได้อยู่ เนื่องจากกว่าน้ำจะไหลจากภูเขาคอหงส์จะไหลลงมาผ่านคลองเตย ผ่านสิ่งกีดขวางจากตัวอาคารในเมือง เส้นทางรถไฟ น้ำจะต้องล้นรางรถไฟไหลไปยังคลองอู่ตะเภา แล้วจึงจะไหลท่วมคันคลอง ร.1 จึงจะไหลลงคลอง ร.1 ได้ ดังนั้น เมื่อน้ำจากภูเขาไหลลงมา ทั้งหมดจะมารวมในพื้นที่หาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะเป็น “แอ่งเมืองกระทะราบลุ่มขนาดใหญ่” แต่มีช่องระบายน้ำออกสู่ทะเลเพียงช่องเล็กๆ ที่ปากทะเลสาบสงขลา ประกอบกับจังหวะที่เกิดน้ำทะเลหนุนและคลื่นลมทะเลสูง และมีน้ำจากทะเลสาบสงขลาตอนบนที่รับน้ำจากพื้นที่จังหวัดพัทลุงและคาบสมุทรสทิงพระตอนบนตั้งแต่ระโนด ไหลลงมาในทะเลสาบสงขลาตอนล่างด้วย ทำให้การระบายออกช้ากว่าปกติ ซึ่งจะระบายน้ำออกได้คล่องขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เนื่องจากคลื่นลมทะเลลดลง
ภายในเมืองเองมีข้อจำกัด ถนนหลายสายกลายเป็นทางน้ำ ตึกอาคารราว 80% ของพื้นที่เมืองส่งน้ำไหลลงถนน และอาคารกีดขวางทางน้ำ คลองภายในเมืองคดเคี้ยวชะลอน้ำ ระบายน้ำช้า ทางรถไฟขวางทางน้ำ ทำให้เกิดการเอ่อล้นทางรถไฟแล้วไหลไปยังคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 มีน้ำจากหลายทางมารวมตัว เมื่อเจอฝนครั้งใหญ่จึงเกิดวิกฤตทันที
ข้อเสนอเรื่องระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ให้น้ำออกทะเล แม้ฟังแล้วเรียบง่าย แต่ในทางผลกระทบและการโยกย้ายปัญหาถือว่า ทำได้ยากมาก และต้องประเมินผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบ
ตั้งแต่เดือนกันยายนได้ลงพื้นที่อบรมและซ้อมรับมือภัยพิบัติใน 7 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สตูล ตรัง สงขลา พัทลุง ปัตตานี นราธิวาส และยะลา โดยจัดหลายรุ่น แต่เมื่อเกิดภัยจริงจะเห็นว่าการวางแผนในระดับพื้นที่ยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะพื้นที่เมือง การเตรียมในการรับมือยังไม่รัดกุมเท่าที่ควร ยังมีความจำเป็นในการออกแบบการรับมือภัยพิบัติพร้อมกับการจัดทำระบบข้อมูลที่ทันสมัยจากกลุ่มเปราะบางในเมือง การอพยพในภาวะวิกฤตทำได้ยากมาก หากไม่มีการเตือนล่วงหน้าในระดับชุมชนอย่างเป็นระบบ ทีมท้องถิ่นโดยเฉพาะนายกเทศมนตรีและผู้บริหารเมือง ต้องเผชิญโจทย์ที่ยาก แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าที่ประณีต ที่ต้องลงลึกและละเอียดกว่าเดิมหลายเท่า โดยให้ประชาชนในเมืองมีส่วนร่วมและเข้าถึงข้อมูลตลอดเวลา ผนวกกับการที่หาดใหญ่เป็นโมเดลในการรับมือน้ำท่วม ทำให้เกิดความมั่นใจกับระบบที่มีอยู่ทั้งเทคโนโลยี ระบบการรายงานผลข้อมูลเรียลไทม์จากสถานีโทรมาตรต่างๆ
ข้อดีจากประสบการณ์น้ำท่วมของหาดใหญ่ คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีระบบติดตั้งกล้อง CCTV หลายจุด แต่สิ่งที่ยังขาดคือ ศูนย์กลางแสดงภาพและข้อมูลเชิงบูรณาการในแผนที่เดียว ให้ประชาชนเห็นแบบเรียลไทม์ระบบสื่อสารฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และอาจจะต้องติดตั้งเครื่องมือวัดมากขึ้นโดยเฉพาะในฝั่งตัวเมืองหรือคลองด้านในตัวเมือง ป้ายแจ้งเตือนเมนวลที่ชัดเจน เช่น ธงสีเขียว-เหลือง-แดง เพิ่มจุดให้มากขึ้น รวมถึงในระบบดิจิทัลในระบบแผนที่ ซึ่งเป็นโอกาสที่ทางฝ่ายวิชาการสามารถจะสนับสนุนต่อยอดได้
แม้ปีนี้รัฐบาลเริ่มใช้ระบบส่งข้อความเตือนภัยเข้าโทรศัพท์ทุกคน แต่สารที่ส่งยังต้อง “ขยายความให้เข้าใจง่าย” ว่าต้องทำอะไรต่อทันที แปลความให้เข้าสอดคล้องกับพื้นที่ของตนเองได้ว่าข้อความเหมือนกันแต่การแปลความให้เข้ากับพื้นที่ตนเองขึ้นกับบริบทของพื้นที่ของตนเองด้วย
การแจ้งเตือนที่ดีต้องเกิดก่อนน้ำมา เพราะเมื่อระดับน้ำสูงเกินวิกฤตแล้ว การอพยพจะยากมาก ถึงมีเรือหรือเครื่องมือพร้อมก็ช่วยได้ไม่เต็มที่ ยุ่งยากขึ้น จะย้ายคนเป็นแสนได้อย่างไร มีทรัพยากรไม่เพียงพอ
ทัศนคติของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญ ชาวหาดใหญ่หลายคน เคยชินกับการน้ำไม่ท่วมใหญ่ มานานแล้ว แม้ว่าเมื่อปี 2567 จะมีท่วมบางพื้นที่ก็ตามทำให้เกิดความประมาท คิดว่าสามารถรับมือได้ หรือ “เอาอยู่” ซึ่งต้องประเมินพื้นที่ต้นน้ำของฝนตกและต้องคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนล่วงหน้าไว้ด้วย แต่สถานการณ์ปีนี้แสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงเปลี่ยนไป ปริมาณน้ำสูงกว่าที่เคยเจอ ประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง ต้องวางแผนแบบระบบธรรมชาติเป็นตัวช่วย สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เพียงสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ แต่ต้องบริหารน้ำจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่นทำให้น้ำชะลอ ไม่ไหลเร็วด้วยวิธีการทางธรรมชาติ ฟื้นฟูป่า สิ่งปกคลุมพื้นที่ภูเขา จัดการพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ
จัดทำผังเมืองใหม่ให้สอดคล้องการระบายน้ำ ทุกขั้นตอนต้องวางแผนตั้งแต่ “บนลงล่าง” พร้อมเตรียมคนและตำแหน่งรับผิดชอบอย่างชัดเจน โจทย์คือทำให้ทุกคนตระหนักและมีส่วนร่วมได้อย่างไร หนักเกินไปที่จะมอบภาระให้กับทางเทศบาลในพื้นที่
อนาคตต้องมีระบบบูรณาการข้อมูลระดับเมือง เมืองควรมีระบบแผนที่บูรณาการข้อมูลของตนเองเพื่อติดตามเฝ้าระวังจากเซ็นเซอร์และข้อมูลทางด้านสังคม ชั้นข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลกลุ่มเปราะบางในเมือง เกิดเครือข่ายร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย วิทยาลัยเทคนิค สถานศึกษาในเมือง หน่วยกู้ภัย อาสาสมัคร ศูนย์ข้อมูลแบบรวมศูนย์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย แผนรับมือร่วมกันของทุกภาคส่วน
เป้าหมายสำคัญคือให้เมืองสามารถสู้ได้ด้วยตนเอง ปลูกฝังความคิดเรื่องภัยพิบัติฝังระบบคิดในหัวประชาชน คำสำคัญคือ การรับรู้เชิงรุก (Proactive Awareness) ภูมิคุ้มกันและการปรับตัว (Resilience/Adaptation) ประชาชนต้องรู้ว่า บ้านตนเองอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ ควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อมีสัญญาณฝน
ช่องทางอพยพอยู่ที่ไหน มีเครือข่ายช่วยเหลือใกล้บ้านหรือไม่ จุดสำคัญคือ ไม่รอรัฐอย่างเดียว แต่ทุกคนต้องปรับตัวให้ทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ แนวคิด “5P4R” : กรอบคิดจัดการภัยพิบัติต่อยอดจาก “2P2R” ยกกรอบคิดที่เขาใช้ประจำ คือ 5P4R โดย 5P เป็นกลไกการเตรียมความพร้อม ก่อนเกิดภัย ประกอบด้วย Policy, Proactive, Participation, Preparation, Prevention และ 4R ประกอบด้วย 2R ในการเผชิญภัย คือ Response – การตอบสนองเมื่อเกิดเหตุ กับ Refresh – การอัพเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และ 2R ในการฟื้นฟูเยียวยา ดังนี้ Recovery – ฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ และ Reskill/Upskill – การเรียนรู้ทักษะใหม่ ยกระดับทักษะทั้งหมดต้องทำงานเชื่อมกัน โดยเฉพาะการจัดการข้อมูลที่ต้องส่งถึงผู้ปฏิบัติและประชาชนอย่างตรงเวลาและเข้าใจง่าย
ความท้าทายในอนาคต สิ่งที่จะยากขึ้นเรื่อยๆ คือ ความชัดเจนของข้อมูลเมื่อภัยมาจริง การสื่อสารระหว่างรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น หน่วยกู้ภัย ชุมชน ประชาสังคม ประชาชน วิธีช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินที่ต้องทำได้จริง
แม้จะเป็นโจทย์ยาก แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพราะภัยพิบัติจาก Climate Change จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่เตรียมตัวล่วงหน้าและรู้เท่าทัน
ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์
ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ ม.อ.ปัตตานี และประธานโครงการเฝ้าระวังภัยพิบัติลุ่มน้ำปัตตานี

