หน้าแรก บทความ โคทม อารียา :...

โคทม อารียา : รัฐธรรมนูญยังต้องแก้ไข และต้องรีบแก้ไขปัญหากับกัมพูชา

14.12.25 | 16:30 น.

รัฐธรรมนูญยังต้องแก้ไข และต้องรีบแก้ไขปัญหากับกัมพูชา

อันที่จริงเรื่องรัฐธรรมนูญกับความรุนแรงชายแดนไทย – กัมพูชาอาจมองว่าไม่เกี่ยวกันเท่าไร แต่ทั้งสองเรื่องเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังปะทุอยู่ในขณะนี้ เราควรรีบแก้ไขปัญหากับกัมพูชา และร่วมมือกันทุเลาปัญหารัฐธรรมนูญ

ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ว่าด้วยวิธีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและการเพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ไม่ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ดังที่คาดหมายไว้ พรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่มีคำขวัญว่า “พูดแล้วทำ” แต่จะทำตามที่พูดหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

รัฐธรรมนูญมักถูกฉีกโดยรัฐประหาร กรณียกเว้นที่มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น ได้แก่ กรณีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง, กรณีหลัง 14 ตุลาคม 2516, และกรณีหลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมปี 2535 ซึ่งสืบเนื่องมาเป็นการมีรัฐธรรมนูญที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญในปี 2539 – 40 กรณีเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายประชาธิปไตยมีกำลังแรง แต่มาวันนี้ กลับอ่อนกำลังให้แก่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม

เหตุที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอันพับไป เพราะ ส.ส. พรรคภูมิใจไทยไปลงคะแนนให้คงอำนาจยับยั้งของ ส.ว. จำนวน 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน แต่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้ใช้เสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ การคงสิทธิยับยั้งของ ส.ว. จำนวน 1 ใน 3 เอาไว้ จะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ และแสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คงจะไม่ราบรื่น พรรคประชาชนตัดสินใจเตรียมยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจึงชิงตัดหน้ายุบสภาโดยไม่รอช้า

Advertisement

ถ้าจำกันได้ ก่อนที่จะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2539 รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2534 ถูกแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2538 (เป็นฉบับที่ 5) ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 รัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2538 นี้ เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 เกือบทั้งฉบับ และดำเนินการโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภา และผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา เวลาผ่านไปประมาณ 30 ปี กระบวนการเกือบเหมือนเดิมก็กลับมาใหม่ คือครั้งก่อน รัฐสภายังหวงอำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ จึงผ่านรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2538 แต่ก็ทำได้ไม่นาน เพราะประชาชนยังเรียกร้องให้มี สสร. ในปี 2539 แล้วเราก็มีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 อยู่ดี มาครั้งนี้ หลังการเลือกตั้ง ถ้าพลังประชาธิปไตยมีมากพอ ก็หวังให้มี สสร. ที่มาจากประชาชนอีกครั้งหนึ่ง

ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่คณะกรรมาธิการเสนอแต่ไม่ผ่านรัฐสภาในครั้งนี้ มีอยู่มาตราหนึ่งที่เขียนว่า “ให้นำบทบัญญัติในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาบัญญัติไว้โดยมิให้มีการแก้ไข” หมายความว่า รัฐธรรมนูญที่เรียกว่าฉบับใหม่ ก็ไม่ใหม่ทั้งหมด จะเขียนใหม่ได้ก็ตั้งแต่หมวด 3 เป็นต้นไป โดยขออนุรักษ์หมวด 1 และหมวด 2 ไว้ อันที่จริง รัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ซึ่งถ้านับรวมฉบับชั่วคราวก็มีมา 19 ฉบับแล้ว ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 และหมวด 2 บ่อยครั้ง “การอนุรักษ์” เพิ่งมาเริ่มต้นกัน ณ บัดนี้ ทำให้อดรู้สึกถึงการวนเวียนเหมือนการพายเรืออยู่ในอ่างไม่ได้

ผมเป็นคนหนึ่งที่คิดว่ารัฐธรรมนูญควรจะสั้น กะทัดรัด มีบทบัญญัติที่เป็นหลักการพื้นฐานที่กว้างและหยุ่นตัวพอที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต มากกว่าจะมุ่งแก้ไขปัญหาระยะสั้น ผมทราบว่าเขาไม่อยากให้แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ก็เอาเถอะ กระนั้นลองมาพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2475 ซึ่งใช้อยู่ยาวนานที่สุดกว่า 13 ปีดูบ้าง ว่าการเขียนสั้น ๆ ให้รองรับหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ (constitution monarchy) ไว้ใน บททั่วไป และหมวด 1 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 (ฉบับถาวร) (ปัจจุบันตรงกับหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2) นั้น เพียงพอหรือไม่ โดยขอยกบทบัญญัติดังกล่าวมาเสนอไว้ดังนี้

บททั่วไป

มาตรา 1 สยามประเทศเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

ประชาชนชาวสยามไม่ว่าเหล่ากำเนิดหรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

มาตรา 2 อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

หมวด 1

พระมหากษัตริย์

มาตรา 3 องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการ ผู้ใดจะละเมิดมิได้

มาตรา 4 พระมหากษัตริย์ต้องทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก

มาตรา 5 พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพสยาม

มาตรา 6 พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี

มาตรา 8 พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย

มาตรา 9 การสืบราชสมบัติท่านว่าให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 และประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา 10 ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดจะทรงบริหารราชภาระมิได้ จะได้ทรงตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนขึ้นให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ไซร้ ท่านให้สภาผู้แทนราษฎรปรึกษากันตั้งขึ้น ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรยังมิได้ตั้งผู้ใด ท่านให้คณะรัฐมนตรีกระทำหน้าที่นั้นไปชั่วคราว
มาตรา 11 พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิดหรือโดยแต่งตั้งก็ตาม ย่อมดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง

สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญคือการบัญญัติโครงสร้างอำนาจรัฐ ซึ่งรวมถึงการกำหนดที่มาและขอบเขตอำนาจนิติบัญญัติ (ของรัฐสภา) ที่มาและขอบเขตอำนาจบริหาร (ของคณะรัฐมนตรี) รวมทั้งที่มาและขอบเขตอำนาจตุลาการ (ของศาล) ต่อมาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มีการกล่าวถึงสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญไว้ 3 ประการในอารัมภบทว่า (1) เป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน (2) ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอดทั้ง (3) ปรับปรุงโครงสร้างทางการเมือง อย่างไรก็ดี ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ได้เพิ่มหมวด 11 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมตรวจสอบอำนาจรัฐของประชาชน หากไปเพิ่มอำนาจตรวจสอบให้แก่อดีตข้าราชการเป็นสำคัญ มาถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ร่างโดยอดีตข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ ได้เปลี่ยนชื่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มาเป็นองค์กรอิสระ (ซึ่งคงหมายถึงอิสระจาก 3 อำนาจหลักของระบอบประชาธิปไตยใช่หรือไม่) นี่เป็นการสถาปนาอำนาจที่ 4 คือการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยการสรรหากันเองในหมู่อดีตข้าราชการ เสียมากกว่า

มีคำกล่าวว่า “ชนกลุ่มใดร่างกฎหมาย ก็เพื่อประโยชน์แก่ชนกลุ่มนั้น” การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าขัดประโยชน์ของชนชั้นปกครองผู้มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน และตราบใดที่ ส.ว. ยังคงสิทธิยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเสียง 1 ใน 3 เอาไว้ ก็คงทำสำเร็จได้ยาก เราจึงต้องอดทน ระหว่างนี้ก็ต้องรณรงค์ให้เกิดการตื่นตัวเพื่อให้กระแสหวนมาอยู่ที่ฝ่ายประชาธิปไตยอีกครั้ง

สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ในประการแรก คือ “การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน” ดังนั้น การรณรงค์ให้เห็นว่า หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นสำคัญมาก ถ้าจะเขียนสั้น ๆ เหมือนในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 ก็จะขาดเรื่องสำคัญสำหรับประชาชนไปมาก หมวดนี้คงต้องเขียนให้ยาวบ้าง กระนั้น ขอยกสิทธิของชนชาวสยามที่เขียนไว้เพียง 3 มาตรา ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 มาเป็นตัวอย่างการเขียนสั้น ดังนี้

มาตรา 12 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย ฐานันดรศักดิ์โดยกำเนิดก็ดี โดยแต่งตั้งก็ดี หรือโดยประการอื่นใดก็ดี ไม่กระทำให้เกิดเอกสิทธิ์อย่างใดเลย

มาตรา 13 บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนาหรือลัทธิใด ๆ และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมของประชาชน

มาตรา 14 ภายในบังคับแห่งกฎหมายบุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในร่างกาย เคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุมโดยเปิดเผย การตั้งสมาคม การอาชีพ

นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ที่สั้นแต่ครอบคลุม ที่ควรพิจารณานำมาบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ที่หวังว่าจะพ้นจากการครอบงำของฝ่ายอนุรักษ์นิยม) เช่น

มาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 (ฉบับชั่วคราว) ที่เขียนไว้ดังนี้

มาตรา 4 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา 25 วรรคสองและวรรคสามของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่เขียนไว้ดังนี้

มาตรา 25 …. สิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมชนย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ …

กล่าวโดยสรุป ขอเสนอให้ช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนเห็นการหวงแหนอำนาจ และการปกป้องผลประโยชน์ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ผ่านการขัดขวาง การบิดเบือน การถ่วงเวลา ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และถ้าเห็นด้วยกับผม ก็ช่วยรณรงค์ให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีข้อความที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย ซึ่งบัญญัติเฉพาะหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นหลักการที่เห็นพ้องต้องกันอย่างกว้างขวาง ส่วนรายละเอียดที่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ขอให้มีไว้ในกฎหมายรอง

ต่อไปจะขอแสดงความวิตกกังวลเรื่องการสู้รบตามแนวชายแดน ซึ่งทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เพื่อรักษาบูรณภาพและปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนอันเป็นของตน สมมุติว่าฝ่ายกัมพูชาใช้แผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 กับแนวสันปันน้ำ เพื่อกำหนดแนวพรมแดนของตน สมมุติว่าฝ่ายไทยใช้แผนที่มาตราส่วน 1: 50,000 กับแนวสันปันน้ำ เพื่อกำหนดแนวพรมแดนของตน มาตราส่วนดังกล่าวยังไม่ละเอียดพอ สมมุติว่าเชื่อแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของ Google ที่เปิดดูได้จากมือถือ แม้จะละเอียดขึ้น แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับ

ผมจึงยังไม่เห็นว่ามีวิธีใดนอกจากจะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อทำแผนที่ชายแดน เช่น เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลโดยใช้แสง (Light Detection and Ranging – LIDAR) ที่สามารถมองทะลุแนวต้นไม้ลงไปได้ ใช้เทคโนโลยีการทำแผนที่ที่จำลองภาพสามมิติลงในระนาบสองมิติ ตลอดจนใช้การเดินทางสำรวจในพื้นที่จริง เพื่อปักหมุดอิเล็กทรอนิกส์ไว้ให้มั่นคง นั่นแหละ จึงจะพอมั่นใจและตกลงกันได้ว่า เส้นพรมแดนอยู่ตรงไหน และใครเป็นผู้รุกรานข้ามเขตที่จะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีเขตแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่ควรใช้เส้นการควบคุมทางทหาร (Line of Control) อย่างเช่นที่พยายามอ้าง และทำการสู้รบกันเพื่อขยายเขตพรมแดนโดยวิธีการทางทหาร ซึ่งในระยะยาวอาจไม่เป็นที่ยอมรับ และจะสร้างความบาดหมางไม่รู้จบ อันที่จริงอาจมีบางพื้นที่ที่มีความคลุมเครืออันเนื่องมาแต่แผนที่เดิม และสภาพภูมิประเทศที่ทำให้ขาดความชัดเจนว่าสันปันน้ำอยู่ตรงไหนกันแน่ ก็ขอให้หยุดพักการแบ่งเขตแดน ณ พื้นที่นั้น ๆ ไว้ก่อน โดยไม่ต้องรีบอ้างกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะหยุดอ้างกรรมสิทธิ์เหนือปราสาทโบราณ หรือเหนือจุดที่มีนัยสำคัญในการกำหนดเขตแดนทางทะเล ไว้ก่อน เส้นแบ่งอธิปไตยที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับนั้น ยังไม่ชัดเจน และได้รอคอยความชัดเจนมานานแล้ว จึงไม่สมควรรีบเร่งกำหนดโดยพลการ บนชีวิตที่สูญเสียไป หรือบนการบาดเจ็บของทหารและพลเรือน หรือบนความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องอพยพลี้ภัย

ขอเสนอว่า เส้นแบ่งพรมแดนคือเส้นสมมุติ เส้นที่มาจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับรัฐ – ชาติ เส้นที่บอกเราว่านี่คือ “ของของเรา” และเราต้องปกป้องของของเราด้วยอุดมการณ์รักชาติอันสูงส่ง อันที่จริง เราควรถือว่าการเป็นเจ้าของนั้น “ชั่วคราว” คือไม่เที่ยง ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดมากำหนดว่าเป็นของเรา แต่ตราบใดที่เราสามารถทำประโยชน์จากสิ่งใด เราก็ถือครองสิ่งนั้นไว้ แต่ไม่มากเกินจำเป็น ที่มากเกินก็ควรแบ่งปัน ทั้งนี้ เพื่อความเป็นระเบียบและการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

ผมพยายามทำความเข้าใจความคิดเชิงปรัชญาของอาจารย์มารค ตามไท ที่ไทยพีบีเอสนำมาเรียบเรียงเป็นบทความชื่อ “ชวนข้ามพรมแดนที่ไม่มีอยู่บนแผนที่” มารคบอกเล่าถึงการตกใจของเขาที่มีต่อความรู้สึกของตนเอง ซึ่งเป็นที่มาของการชวนข้ามพรมแดนดังกล่าว เขาเล่าว่า

“สงครามที่ผมอ้างถึงเป็นสงครามในตะวันออกกลาง น่าจะหลังเหตุการณ์ 9/11 วันนั้นผมดูข่าวปฏิบัติการทางทหาร ในใจของผมมองบวกกับฝ่ายหนึ่ง มองลบกับอีกฝ่าย บังเอิญว่าฝ่ายที่ผมมองลบถูกโจมตี ทหารตายจำนวนมาก และลึก ๆ แล้วผมรู้สึกดีใจ ซึ่งทำให้ผมช็อก

ผมช็อกที่ตัวเองดีใจ เพราะคนที่ตายเหล่านั้นก็เป็นพ่อ เป็นลูกของใครสักคน ถึงผมจะไม่เห็นด้วยกับทัศนะของเขา แต่พวกเขาก็แค่ทำตามคำสั่ง ผมเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทัศนะจริง ๆ ของพวกเขาคืออะไร

สิ่งแรกที่ผมต้องถามตัวเองคือ ทำไมผมถึงดีใจ ก็แปลว่าผมมองคนที่เสียชีวิตเหล่านั้นเป็น ‘อีกพวกหนึ่ง’ ที่ต่างจากผมมาก แต่ไม่ใช่ความต่างทางวัฒนธรรมหรือเชื้อชาติ เพราะความขัดแย้งนั้นไม่ได้เกี่ยวกับประเทศไทย มันเกิดที่อื่น

ผมมีทัศนะบางอย่าง มีความคิดหรืออุดมการณ์ที่ผูกกับคุณค่าบางชุด และคุณค่าเหล่านั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกว่าคนที่ไม่ได้ให้คุณค่าแบบเดียวกัน ‘มีความสำคัญน้อยกว่า’ พอเขาตาย จึงรู้สึกว่าก็ไม่เป็นไร ตายก็ไม่สำคัญ”

แล้วความต่างกับชาวกัมพูชาเล่า เป็นความต่างทางวัฒนธรรมหรือเชื้อชาติ แต่เราไม่ได้มองคนเชื้อสายเขมรที่มีอยู่นับล้านคนในที่ราบสูงทางใต้ของอีสานว่าเป็นคนละพวกมิใช่หรือ เรารู้จักอุดมการณ์หรือคุณค่าของทหารเขมร พอที่จะด่าพวกเขาปาว ๆ ทางสื่อต่าง ๆ ที่แพร่หลายในขณะนี้ดีแล้วหรือ เรารู้ว่าพวกเขาไม่ให้คุณค่าแบบเดียวกับเรา พอเขาตายก็ไม่สำคัญกระนั้นหรือ

มารคได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองว่า ความเกลียดชังไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ มันมาจากการปลูกฝัง เราไม่ได้เกิดมาพร้อมความเกลียด เด็กเล็กสองสามเดือนหรือหนึ่งขวบยังไม่มีความรู้สึกแบบนั้น มันต้องถูกถ่ายทอดเข้ามาโดยไม่รู้ตัว เป็นการส่งต่อจากรุ่นที่มีความเกลียดอยู่แล้ว เช่น เวลาพ่อแม่พูดกันในบ้าน แล้วลูกนั่งเล่นอยู่บนพื้นบ้าน ได้ยินเข้าหูว่า “ไอ้คนพวกนั้นมันแย่ มันใจดำ มันไม่มีวัฒนธรรม” คำพูดแบบนี้คือการถ่ายทอดความเกลียดโดยไม่ตั้งใจ

พอเด็กโตขึ้น เข้าโรงเรียน ความเกลียดก็ถูกส่งต่อผ่านตำราเรียน โตอีกหน่อยก็ผ่านสื่อ ผ่านสิ่งที่เราเรียกว่า Hate Speech แต่ผมคิดว่า Hate Speech มันทำงานได้ เพราะเรามีเชื้อของความเกลียดอยู่แล้วในตัว เชื้อนั้นมาจากตอนเด็ก จากบ้าน จากโรงเรียน พอโตขึ้น สื่อก็เป็นเพียงพื้นที่รวมคนที่เกลียดสิ่งเดียวกันเข้ามาอยู่ด้วยกัน แล้วพวกเขาก็ยิ่งสนับสนุนกันเอง และโจมตีคนอื่นมากขึ้น … พอมนุษย์พยายามอ้างการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จะนำไปสู่ความชอบธรรมในการทำร้ายคนที่ไม่ใช่พวกเรา เพราะพวกเราและชื่อของพวกเราแปลว่าคน แต่คนอื่นไม่ใช่”

มารคลงท้ายว่า “เมื่อใดก็ตามที่เราคัดค้าน ‘ความรุนแรง’ ที่สังคมให้ ‘ความชอบธรรม’ ทัวร์จึงลง คุณไม่รักชาติ เพราะว่าสังคมลงความเห็นให้มีความชอบธรรมอยู่ในนั้น … ถ้าเราจะก้าวข้าม เราต้องก้าวข้ามวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมให้ความชอบธรรม … วิธีปล่อยวางวัฒนธรรมก็คือกลับไปสู่ความเป็นมนุษย์ร่วมกัน เพราะความเป็นมนุษย์ร่วมกันไม่น่าจะให้ความชอบธรรมแก่การทำร้ายหรือทำลายกัน หลักง่าย ๆ คือ เราเป็นพวกเดียวกัน”

ผมขอลงท้ายด้วยแถลงการณ์ของพรรคประชาชนเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 หลังการปะทะตามชายแดนนับสิบจุดได้ 3 วัน พรรคประชาชนเสนอว่า

“(1) การใช้กำลังทางการทหารเพื่อดูแลปกป้องอธิปไตย ต้องเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎการใช้กำลัง และการตอบโต้อย่างได้สัดส่วน เพื่อหยุดยั้งการคุกคามของกัมพูชา

(2) การดำเนินการทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง ไม่ปฏิบัติการเกินหลักสากลจนประเทศไทยเพลี่ยงพล้ำไปตกหลุมพรางฮุน เซน ว่าเราเป็นฝ่ายรุกราน

(3) ใช้การทูตกดดันกัมพูชากลับเข้าสู่การเจรจา โดยร่วมมือกับนานาชาติ ใช้กลไกระหว่างประเทศให้เกิดประโยชน์แก่ไทยมากที่สุด โดยใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็นธงนำ ดึงความร่วมมือจากชาติมหาอำนาจและทุกประเทศทั่วโลกในการอยู่ข้างประเทศไทย ชนะระบอบฮุน เซนด้วยการปราบปรามสแกมเมอร์และการฟอกเงิน …

การจบปัญหาที่เป็นจริง จึงหมายถึงการคืนชีวิตปกติกลับสู่พี่น้องประชาชน ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงภัยสงคราม การทำมาค้าขายเป็นไปอย่างปกติสุขตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา”

ศึกในเราก็หนักอยู่แล้ว อย่าเอาศึกนอกมาซ้ำเติม หรือมาใช้ประโยชน์ในการสร้างคะแนนนิยม อย่าปฏิเสธการเจรจาเพื่อยุติศึกนอกอย่างยุติธรรมและซื่อตรง แล้วหันมาทุเลาศึกใน ไม่ให้การเมืองเป็นตัวถ่วงความเจริญ มิให้ประเทศไทยน้อยหน้ากว่าประเทศอาเซียนด้วยกันเลย

โคทม อารียา