หน้าแรก บทความ ผิดกม.ระหว่าง...

ผิดกม.ระหว่างประเทศ กรณีกัมพูชาขัดขวาง-สกัดกั้นการเดินทางกลับประเทศของคนไทยที่ด่านปอยเปต

14.12.25 | 15:30 น.
แฟ้มภาพ

สรุปความผิดกฎหมายระหว่างประเทศกรณีกัมพูชาขัดขวางหรือสกัดกั้นการเดินทางกลับประเทศไทยของคนไทยที่ด่านปอยเปต

กรณีรัฐบาลกัมพูชาขัดขวางหรือสกัดกั้นการเดินทางกลับประเทศไทยของคนไทยหลายพันคนที่ด่านปอยเปต โดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายที่ดีพอรองรับนั้น นอกจากเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องเสรีภาพการเดินทางกลับภูมิลำเนาประเทศตนเองแล้ว ยังเข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (อนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการคุ้มครองพลเรือนในเวลาการรบหรือการสงคราม ลงวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1949 และพิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญาเจนีวา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1949 และที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากการขัดกันด้วยอาวุธระหว่างประเทศ ค.ศ.1977 (พิธีสารฉบับที่ 1) ลงวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ.1977) ด้วย โดยถือว่าเข้าข่ายเป็นการจับตัวคนไทยซึ่งเป็นพลเรือนไปเป็นตัวประกัน หรือเป็นการกักกันตัวโดยมิชอบ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ว่า ในระหว่างการขัดกันด้วยอาวุธ (การรบ) ระหว่างไทยกับกัมพูชา คนไทยดังกล่าวไม่อาจถูกจำกัดเสรีภาพในการเดินทางกลับประเทศไทยได้ โดยรับการคุ้มครองที่จะเดินทางออกนอกประเทศกัมพูชาได้ หากไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นผู้ต้องสงสัยอย่างแน่ชัดว่าได้กระทำหรือเกี่ยวข้องในการกระทำกิจการต่างๆ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของกัมพูชา กล่าวคือ คนไทยดังกล่าวเป็นพลเรือน (Civilian) มิใช่พลรบ (Combatant/Member of the Armed Forces) ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรบแต่อย่างใด ทั้งนี้ ผู้เกี่ยวข้องกับการจับตัวพลเรือนไปเป็นตัวประกัน (Hostage) หรือการกักกันตัวโดยมิชอบ มีความผิดฐานเป็นอาชญากรสงคราม (War Criminal) ซึ่งกัมพูชาได้เป็นภาคีอนุสัญญาเจนีวาและพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ดังกล่าว โดยลงนามและให้สัตยาบันเป็นภาคีอนุสัญญาเจนีวาดังกล่าวมานานแล้ว สำหรับพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 กัมพูชาได้ภาคยานุวัติ (Accession) เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2541 มีผลบังคับใช้กับกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2541

สรุป อนุสัญญาเจนีวาและพิธีสารเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งมีผลผูกพันให้กัมพูชาต้องปฏิบัติตาม ในการดำเนินการให้คนไทยหลายพันคนที่ด่านปอยเปตเดินทางกลับประเทศไทยโดยมิชักช้าต่อไป เพื่อจะได้ไม่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน