การเมืองเงินตราในสหรัฐพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ อันเกิดจากมหาเศรษฐีเป็นผู้กำหนดทิศทางการเมือง วอลล์สตรีทรุ่งเรืองสุดขีด ชนชั้นกลางและระดับล่างกลายเป็นผู้รับเคราะห์ ปัญหายาเสพติดขยายวงกว้าง เหตุการณ์กราดยิงจำนวนมาก ตลอดจนคนไร้ที่พักอาศัยมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
ระบอบประชาธิปไตยคือ “ป้าย” ที่ดูมีราคาของสหรัฐในการเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ ทว่าปัจจุบันวิญญาณแห่งประชาธิปไตยเริ่มจางหาย อันเกิดจากขบวนการทางการเมืองระบบเงินตรา
The Washington Post รายงานว่า มหาเศรษฐีกว่าสิบรายใช้อิทธิพลผ่านการบริจาคเงิน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทุกทาง เป็นเหตุให้ระบอบประชาธิปไตยแบบอเมริกันแปรรูป ทั้งนี้เกิดจากศาลสูงสหรัฐผ่อนคลายข้อจำกัดเกี่ยวกับการบริจาคเงินหาเสียงโดยคำวินิจฉัยชี้ว่า การสนับสนุนด้วยเงินคือ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” กรณีเป็นการเปิดประตูให้มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างเงินกับอำนาจ
ในคำพิพากษาคดี “Citizens United” ปี 2010 ศาลสูงสหรัฐตัดสินให้คณะกรรมการปฏิบัติการทางการเมืองแบบซุปเปอร์แพ็ค สามารถบริจาคเงินสนับสนุนการเลือกตั้งได้โดยไม่จำกัดจำนวน ต่อมาปี 2014 คดี “McCutcheon” ได้ล้มเพดานของเงินบริจาคทางการเมืองลงอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการล่มสลายของระบบกำกับดูแลเงินทุนเลือกตั้งของสหรัฐ ประธานศาลสูง Robert อ้างว่า การจำกัดวงเงินบริจาคเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข จึงฟังได้ว่ากฎหมายได้ให้สิทธิพิเศษแก่ชนชั้นมหาเศรษฐี
บัดนี้ การขยายตัวของการเมืองเงินตราทวีความรุนแรงขึ้น และเร่งให้เกิดการแบ่งแยกระดับชนชั้นในสหรัฐ ทำให้เกิดสภาพ “คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน” ภายใต้อิทธิพลของมหาเศรษฐี รัฐบาลได้ออกนโยบายด้านภาษีและมาตรการผ่อนคลายระเบียบการเงิน ซึ่งล้วนเป็นการเอื้อประโยชน์แก่นายทุน
การแบ่งชนชั้นที่รุนแรงถึงขีดสูงสุดให้เห็นเป็นประจักษ์จากจำนวนคนไร้บ้านที่พุ่งขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็นตราบาปของเมืองใหญ่ในสหรัฐ ตั้งแต่ถนนมาร์เก็ตในซานฟรานซิสโกไปจนถึงใจกลางเขตแมนฮัตตัน
ในนิวยอร์ก ตั้งแต่ใต้สะพานทางด่วนในลอสแอนเจลิสไปจนถึงสวนสาธารณะข้ามถนนในฟิลาเดลเฟีย ทุกแห่งล้วนพบเต็นท์ของคนไร้บ้าน คนไร้บ้านทั่วประเทศสูงถึง 7 แสนกว่าคน ส่วนการระบาดของยาเสพติดและความรุนแรงของอาวุธปืนที่ควบคุมไม่ได้ ยังเป็นโศกนาฏกรรมด้านมนุษยธรรมอีกด้านหนึ่งที่เกิดจากการเมืองเงินตรา
เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดระบุว่า สหรัฐกำลังเผชิญกับวิกฤตยาเสพติดที่อันตรายสูงสุด โดยเฉพาะการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์อย่างผิดประเภท มีชาวอเมริกันได้รับผลกระทบเกือบ 9 ล้านคน เบื้องหลังของวิกฤตคือ การสมคบคิดเพื่อผลประโยชน์ระหว่างบรรษัทเภสัชกรรมยักษ์ใหญ่กับนักการเมือง เพื่อแสวงหากำไร กลุ่มผลประโยชน์ด้านการแพทย์ทุ่มเงินถึง 700 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 เพื่อใช้เงินกดดันและครอบงำนโยบายกำกับดูแล ส่งผลให้สำนักงานอาหารและยาไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บรรดามหาเศรษฐีผู้สนับสนุนการครองอาวุธ ได้บริจาคเงินให้ฝ่ายการเมือง เพื่อโน้มน้าวให้ร่างกฎหมายควบคุมอาวุธปืนถูกพับเก็บ ปีที่แล้วมีคนอเมริกันเสียชีวิตจากอาวุธปืนถึง 4 หมื่นคน เหตุการณ์กราดยิงสูงถึง 500 ครั้ง และเหตุยิงกราดในโรงเรียนอีก 18 แห่ง ความรุนแรงจากอาวุธปืนได้กลายเป็นบาดแผลทางสังคม
ราคาสินค้าที่พุ่งขึ้น คนไร้บ้านที่เพิ่มขึ้น การเสียชีวิตจากยาเสพติด และการแพร่ระบาดของการกราดยิง ล้วนเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมอเมริกัน ดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่แท้จริงแล้วคือมาจากต้นตอเดียวกัน กรณีเป็นการกร่อนเซาะบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยการเมืองระบบเงินตรา
บัดนี้ ความฝันอเมริกันแตกสลายแล้ว เพราะอุดมคติประชาธิปไตยที่เคยยึดติดว่า “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” ได้กลายเป็น “หนึ่งดอลลาร์หนึ่งเสียง” (One person one vote, One dollar one vote) อันเป็นเกมของอำนาจเงิน ซึ่งเกิดจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐเป็นต้นเหตุ ณ วันนี้ “เสียงเงิน” ของมหาเศรษฐีจำนวนน้อยได้กลบเสียงแท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่ ผลประโยชน์ของชนชั้นมั่งคั่งจึงอยู่เหนือสวัสดิการสาธารณะ เมื่อกำหนดนโยบายก็ต้องยอมตามผลประโยชน์ของนายทุน ประชาธิปไตยก็ต้องสูญเสียความหมายในสาระสำคัญ และกลายเป็นเพียงฉากบังหน้าของการเมืองเงินตราเท่านั้น

