เป็ดผี: เสียงวังเวงในป่าไทย และเงาอารมณ์ในวรรณคดีของสุนทรภู่
ถ้าท่านผู้อ่านที่เคารพยังพอจำบรรยากาศชนบทไทยสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าเข้าได้อยู่บ้าง เป็นสมัยที่ยามค่ำคืนเป็นของ เงียบ และเสียง ไม่ใช่ของแสงสี ท่านก็คงจำเสียงหลายอย่างที่บัดนี้หายสาบสูญไปพร้อมกับความงามของชนบทไทย เสียงพวกนี้ผู้คนในชนบทสมัยนั้นฟังไม่เพียงเพื่อบอกเวลา แต่เพื่อบอก ความมีชีวิต ของธรรมชาติที่รายล้อมตนเองอยู่ด้วย หนึ่งในเสียงที่ชวนให้คนขนลุก ทั้งที่มันมาจากตัวแมลงเล็กนิดเดียวนั้น คือเสียงที่เราเรียกกันว่า เป็ดผี
ชื่อ เป็ดผี นั้นต้องถือว่าเป็นการตั้งชื่อแบบไทยแท้ คือไม่สนใจชื่อวิทยาศาสตร์ ไม่ให้เกียรติลาติน ไม่ต้องการจะไปรู้จักสักเท่าไรว่าแมลงตัวเล็กๆ นั้นสังกัดวงศ์อะไร ชนิดใด จะรู้เพียงแต่ว่า มันร้องอย่างไร และฟังแล้วรู้สึกอย่างไร ซึ่งวิธีตั้งชื่อแบบนี้แหละที่ทำให้วรรณคดีไทยสมัยโบราณอุดมไปด้วยกลิ่นไอพื้นบ้านอันเป็นหัวใจของงานประพันธ์เชิงชีวิตแท้จริง และก็ต้องชมสุนทรภู่ ที่หยิบเสียง เป็ดผี นี้เข้ามาใช้ในงานของท่านได้อย่างเหมาะเจาะราวกับรู้ใจผู้อ่านทุกคนที่เคยอยู่ในชนบทไทย ว่าเมื่อกล่าวถึงเสียงนี้แล้ว ย่อมให้ภาพของคืนเดือนมืด และพื้นดินเปียกชื้นด้วยหมอกเหมือนถูกขู่เข็ญขึ้นมาในหัวของท่านผู้อ่านทันที
ก่อนจะไปว่ากันถึงบทกลอนของสุนทรภู่ เราก็ควรรู้เสียก่อนว่า เป็ดผี ที่สุนทรภู่เอ่ยถึงนั้น ไม่ใช่เป็ด ไม่ใช่ผี และไม่ใช่สัตว์ใหญ่โตน่ากลัวอย่างใดทั้งสิ้น มันเป็นแมลงป่าตัวเล็กๆ พวกเดียวกับ ตั๊กแตนเขา (family Tettigoniidae) ซึ่งฝรั่งเขาเรียกว่า katydid หรือ bush cricket โดยลักษณะประจำตัวของพวกนี้มีอยู่ไม่กี่อย่าง คือหนวดยาวมาก ยาวเสียจนบางครั้งเกินกว่าตัวมันหลายเท่า สีเขียวกลมกลืนใบไม้ ขาเรียวยาวและกระโดดเก่ง
ร้องตอนกลางคืน และสำคัญที่สุดเสียงร้องค่อนข้าง วังเวง อยู่สักหน่อย คนไทยในชนบทโบราณได้ยินเสียงนี้บ่อยนัก โดยเฉพาะในฤดูฝนและต้นหนาว เสียงของมันไม่เหมือนเสียงจิ้งหรีดที่ฟังสนุกก็ได้ ฟังรำคาญก็ได้ แต่กลับมีคุณสมบัติแปลกๆ คือมันฟังเหมือนเสียงร้องของสัตว์ใหญ่ เช่น เป็ด หรือไก่ป่า แต่กลับเป็นเสียงแผ่วบาง เหมือนเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากอีกโลกหนึ่งมากกว่า ดังนั้น จึงได้ชื่อว่า เป็ดผี ในสายตานักกีฏวิทยา บางท่านก็อุตส่าห์จับมันมาวัดหา ชั่งน้ำหนัก จดบันทึก และตั้งชื่อ แต่ในสายตาคนไทยสมัยก่อนนั้น การรู้เพียงว่า ตัวพวกนี้ร้องกลางคืน และเสียงมันฟังเศร้า ก็เพียงพอแล้วต่อการตั้งชื่อที่จับใจและจำง่ายที่สุด
สุนทรภู่เป็นกวีที่มีพรสวรรค์ด้านการใช้ “เสียง” เพื่อสื่อ “อารมณ์” คงไม่ผิดนักจะกล่าวเช่นนี้ เพราะท่านเลือกใช้ธรรมชาติโดยเฉพาะเสียงของสัตว์ หรือแมลงมาช่วยดึงความรู้สึกออกจากหัวใจผู้อ่านได้เก่งอย่างหาตัวจับยาก ดังในนิราศพระประธมสุนทรภู่เขียนว่า
“เป็ดผีปีกกระพือระบือเสียง ดังสำเนียงเรียกผัวตัวไฉน”
บรรทัดนี้ฟังแล้วให้ความรู้สึกทั้งเหงา ทั้งเศร้า และทั้งขบขันนิดๆ ในเวลาเดียวกัน เสียงของเป็ดผีถูกเปรียบเหมือนหญิงคร่ำครวญถึงสามี มันไม่ใช่เสียงดังโอ้อวด แต่เป็นเสียงแผ่วโหยที่ทำให้ภาพของหญิงสาวยืนทอดสายตาอยู่ริมป่ารกร้างบนหนทางไปพระประธมลอยขึ้นมาได้ทันที นี่คือความชำนาญของกวีที่รู้จักใช้ สิ่งของเล็กๆ เพื่อสร้างอารมณ์ใหญ่ๆ ซึ่งเป็นวิธีเขียนในแบบไทยโบราณที่มิได้เน้นความใหญ่โตโอ่อ่า แต่เน้นความรู้สึกจริงของชีวิตที่ผู้คนต่างเคยสัมผัสมาแล้ว
ในรำพรรณพิลาป ของสุนทรภู่ ท่านเขียนว่า
“ได้ยินเสียงเป็ดผีที่ป่าช้า โอ้หนักหนานึกถึงพี่ที่ลี้หลบ”
บรรทัดนี้มี “กลิ่นผี” ชัดที่สุด เพราะสุนทรภู่เลือกเอาเสียงแมลงไปผูกกับบรรยากาศป่าช้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่สำนึกไทยโบราณถือว่าเป็นโลกของวิญญาณ เมื่อเสียงเป็ดผีดังก้องขึ้นในค่ำคืน ผู้ฟังย่อมต้องสะท้านในใจ เหตุเพราะเสียงนั้นไม่ใช่เพียงเสียง แต่คือสัญญาณของ “ความไม่มีผู้คน” และ “ความโดดเดี่ยว” ที่สุดในโลก สำหรับในบทเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม สุนทรภู่ก็เขียนดังนี้
“ทั้งเป็ดผีปี่แก้วแว่วแว่วหวีด เสียงจังหรีดกรีดแซ่ดังแตรสังข์”
สุนทรภู่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำว่า “น่ากลัว” หรือ “วังเวง” ให้เปลืองปาก เพียงนำเสียงเป็ดผีเข้ามาไว้ในฉากเดินป่าเท่านั้น ผู้อ่านก็รู้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่ป่าโปร่งที่เด็กเดินเล่นได้ หากเป็นป่าที่เต็มไปด้วยไอชื้น เสียงแมลง และความสงัดที่แม้เสียงกรอบแกรบของใบไม้ตกก็ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ เสียงของเป็ดผีนั้นแปลกอยู่ประการหนึ่ง คือมันดังเพื่อจะทำให้ความเงียบชัดขึ้น พูดง่ายๆ ว่า เมื่อป่ามืดสนิท และไม่มีใครพูดอะไรเลย เสียงเป็ดผีที่ดังขึ้นเพียงเบาๆ ก็จะทำให้ความวังเวงของป่าทั้งผืนหนักแน่นขึ้น นี่เองที่ทำให้เสียงของมันถูกใช้ในสำนวนชาวบ้านว่า “เงียบจนได้ยินเสียงเป็ดผีร้อง” ความหมายคือเงียบเสียจนแม้แต่เสียงเล็กๆ ที่ปกติไม่ใคร่ได้ยินก็ยังแผ่ก้องเข้ามาในโสตประสาท สุนทรภู่รู้ดีว่าเสียงนี้เป็นสิ่งสร้างบรรยากาศชั้นเอก ท่านจึงใช้มันเพื่อวาดภาพ ความอ้างว้างของผู้เดินทาง และความเศร้าลึกของผู้ที่ต้องพลัดพรากจากคนรัก
การเขียนของสุนทรภู่ หากพินิจดูให้ดี ท่านไม่ค่อยใช้อารมณ์แบบฝรั่งที่พรรณนาให้ยิ่งใหญ่ ท่านใช้อารมณ์แบบไทยคืออารมณ์ที่แทรกอยู่ในธรรมชาติและชีวิตประจำวัน เช่น เสียงไก่ขันตอนรุ่งเช้า เสียงเรือพายกระทบน้ำ เสียงลมพัดยอดไม้ หรือแม้แต่เสียงแมลงร้องในพุ่มหญ้ารกเป็ดผีจึงไม่ใช่ตัวละคร แต่เป็น อุปกรณ์ทางอารมณ์ ที่ทำให้ฉากมีชีวิต เป็นเครื่องดึงความทรงจำของผู้อ่านที่เคยผ่านคืนอันมืดสงบของบ้านนอก ซึ่งทุกคนล้วนเคยมีภาพจำบางอย่าง เช่น เดินตามพ่อแม่ไปวัดตอนเช้ามืด ฟังเสียงแมลงดังขึ้นรอบทุ่ง หรือขี่เรือข้ามแม่น้ำโดยมีเสียงกบเขียดอยู่คอยเตือนว่ากำลังอยู่ในโลกของชนบทไทย มิใช่โลกของไฟฟ้าและเสียงเครื่องยนต์ สุนทรภู่ไม่ได้บรรยาย เสียงน่ากลัว เพื่อให้ผู้อ่านตกใจ แต่เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกภายในใจมนุษย์ เช่น ความคิดถึง ความห่วงหา ความกลัว ความว้าเหว่ และความหวังอันเลือนราง เสียงเป็ดผีในงานของท่านจึงเป็นสัญลักษณ์ของการพลัดพราก การเดินทาง ความเปล่าเปลี่ยว ความจำอันโหยหา
เป็ดผีไม่ใช่สัตว์ประหลาด ไม่ใช่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และไม่ใช่เป็ดด้วยซ้ำ แต่เป็นแมลงป่าธรรมดาที่มีหน้าที่ของมันในห่วงโซ่ชีวิต เป็นแมลงที่ช่วยกินใบไม้ ช่วยให้ป่าทึบมีชีวิตชีวา ช่วยให้ระบบนิเวศดำเนินไปตามธรรมชาติของมัน และที่สำคัญช่วยทำให้วรรณคดีไทยมีมิติทางอารมณ์ที่ไม่มีชาติใดลอกเลียนได้ หากวันหนึ่งเสียงเหล่านี้หายไปหมด ไม่ว่าจะเพราะเมืองขยาย หรือป่าถูกทำลาย เราก็จะสูญเสียเสียงบอกความเป็นไทยไปด้วย เพราะเราไม่ได้เสียแมลงตัวเล็กๆ เพียงตัวเดียว แต่เสียทั้งบรรยากาศ วัฒนธรรม และความทรงจำร่วมที่บรรพบุรุษฝากไว้ให้เราในงานวรรณคดีชั่วกัลปาวสาน
ดังนั้น เมื่อท่านเห็นคำว่า “เป็ดผี” ในกลอนของสุนทรภู่ครั้งต่อไป ขอให้ฟังเสียงนั้นในใจสักครู่หนึ่ง แล้วท่านจะรู้ว่ามันไม่ใช่เพียงเสียงแมลง แต่คือเสียงหนึ่งของแผ่นดินไทยที่เป็นเสียงที่เตือนเราว่าธรรมชาติยังคงซ่อนความงามอันละเอียดอ่อนอยู่ แม้ในเงามืดที่สุดของคืนเดือนดับ
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

