หน้าแรก บทความ จระเข้ขวางคลอ...

จระเข้ขวางคลอง

18.12.25 | 09:45 น.
จระเข้ขวางคลองการประกาศยุบสภาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล

การประกาศยุบสภาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังคงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

ใครเป็นเด็กโง่ ไร้เดียงสา โดนหลอก สีน้ำเงิน สีส้ม ใครหักหลังใคร ฯ

การไม่ลงคะแนนเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256/28 ของสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ วาระ 2 อ้างเหตุผลเพื่อป้องกันเผด็จการรัฐสภาหรือเผด็จการเสียงข้างมาก

แก้ไขโดยกำหนดให้ใช้เสียงส่วนใหญ่ เกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็บชอบแค่นั้น ไม่พอ

ต้องคงอำนาจ ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 67 คนให้ความเห็นชอบด้วยตามเดิมเอาไว้ ถึงจะยินยอมให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้

Advertisement

ประชาธิปไตยโดยเสียงข้างมากจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ ต้องหาทางป้องกัน ด้วยเผด็จการเสียงข้างน้อย

ส.ว. 67 คน เลยกลายเป็นตัวชี้ขาด มีอำนาจมากกว่า ส.ส.และ ส.ว.ทั้งสภา

สาเหตุหลักของการยุบสภาจึงเกิดจากการที่วุฒิสมาชิกไม่ยอมตัดอำนาจของตัวเอง

พรรคภูมิใจไทยแทนที่จะยืนหยัดหลักการยกเลิกอำนาจวุฒิสมาชิกดังกล่าว กลับยอมศิโรราบกับคำขู่ หากยกเลิกอำนาจนี้จะลงมติไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 อย่างแน่นอน

ทำให้พรรคประชาชนตัดสินใจประกาศยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทันที

การประกาศยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นผลต่อเนื่องมาจากเหตุท่าทีของวุฒิสมาชิกที่ยืนยันกอดอำนาจเดิมไว้

ข้อถกเถียงในเชิงหลักการจึงมีว่า อำนาจวุฒิสมาชิกในการรับรองการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียง 1 ใน 3 ควรคงไว้ต่อไปหรือไม่

หรือเพียงแค่เสียงข้างมาก เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาคือ 350 คน ลงมติให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เพียงพอแล้ว

จาก 2 หลักการข้างต้น ควรยึดหลักการใด

คำถามถึงพรรคภูมิใจไทยจึงมีว่า ทำไมถึงไม่ยืนหยัดหลักการที่ยึดมาแต่ต้น

เหตุของการเปลี่ยนจุดยืนเพราะเกรงว่าถ้าเดินหน้าต่อไปเท่ากับเอาหัวชนกำแพง เจ็บตัวเปล่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่สำเร็จจึงกลับลำประนีประนอม ยอมงอไม่ยอมหัก ขณะที่พรรคประชาชน ยอมหักไม่ยอมงอ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงปิดประตูลงด้วยเหตุนี้

แม้ต่อไปจะมีการลงประชามติควรหรือไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากผู้ลงคะแนนเห็นชอบให้แก้ไขแต่ถ้าวุฒิสมาชิกไม่ฟังเสียงประชาชน ยกมือสนับสนุนไม่ถึง 1 ใน 3 ประชามติก็ไร้ความหมาย

ฉะนั้น คำถามในการทำประชามติเพียงคำถามเดียวว่า เห็นควรแก้หรือไม่ควร จึงไม่เพียงพอเสียแล้ว

ต้องมีคำถามพ่วงด้วยว่า ควรตัดอำนาจวุฒิสมาชิก 1 ใน 3 ให้ความเห็นชอบด้วย ออกไปหรือไม่

การยกเลิกอำนาจ ส.ว.ด้วยคำถามพ่วงให้ประชาชนเจ้าของอธิปไตยตัดสินใจ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ เพื่อเลิกอำนาจ ส.ว.

เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีปัญหา ส.ว.ไม่ยินยอม สภาถูกยุบ เลยพลอยให้มาตราอื่นๆ ที่ควรได้รับการแก้ไข ค้างเติ่งไปด้วย

โดยเฉพาะมาตราที่ว่าด้วยการจำกัดอำนาจขององค์กรอิสระต่างๆ ในการตัดสินการดำเนินนโยบายของฝ่ายบริหาร

เข้าข่ายฝ่ายตุลาการแทรกแซง มีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ

การดำเนินนโยบายและทำโครงการต่างๆ ถูกร้องเรียนตลอด ส่งผลกระทบให้ฝ่ายบริหารขาดเสถียรภาพ จนกระทั่งพรรคการเมืองถูกยุบ

หลักการพรรคการเมืองควรถูกยุบหรือไม่ควร จึงเป็นประเด็นที่อภิปรายโต้แย้งกันเรื่อยมา

การยุบพรรคการเมืองควรเป็นอำนาจหรือดุลพินิจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ด้วยการไม่ลงคะแนนเลือก ส.ส.พรรคนั้น พรรคดังกล่าวก็จะค่อยๆ ฝ่อ สูญสิ้นความนิยมไปเอง

ส่วนพรรคที่มีบทบาทสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนจะมีความมั่นคงเติบใหญ่ต่อไป ถ้าไม่ถูกร้องให้ยุบอยู่ตลอด

เหตุเพราะกฎหมายบัญญัติให้ยุบพรรคการเมืองได้นั่นเอง

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ในรัฐธรรมนูญ จึงควรนำมาพิจารณาทบทวนในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

แต่เมื่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเปิดประตูไปสู่การยกร่างใหม่ ถูก ส.ว.และพรรครัฐบาลจับมือกันคว่ำ

ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเผด็จการเสียงข้างน้อย

หลักการต้องมี ส.ว. 67 มือเห็นชอบด้วย เลยกลายเป็นจระเข้ขวางคลอง ทำให้ข้อตกลงระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคฝ่ายค้ำ เป็นปาหี่การเมือง มวยล้มต้มคนดู ก็แค่นั้นเอง