การประกาศยุบสภาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังคงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้
ใครเป็นเด็กโง่ ไร้เดียงสา โดนหลอก สีน้ำเงิน สีส้ม ใครหักหลังใคร ฯ
การไม่ลงคะแนนเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256/28 ของสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ วาระ 2 อ้างเหตุผลเพื่อป้องกันเผด็จการรัฐสภาหรือเผด็จการเสียงข้างมาก
แก้ไขโดยกำหนดให้ใช้เสียงส่วนใหญ่ เกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็บชอบแค่นั้น ไม่พอ
ต้องคงอำนาจ ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 67 คนให้ความเห็นชอบด้วยตามเดิมเอาไว้ ถึงจะยินยอมให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้
ประชาธิปไตยโดยเสียงข้างมากจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ ต้องหาทางป้องกัน ด้วยเผด็จการเสียงข้างน้อย
ส.ว. 67 คน เลยกลายเป็นตัวชี้ขาด มีอำนาจมากกว่า ส.ส.และ ส.ว.ทั้งสภา
สาเหตุหลักของการยุบสภาจึงเกิดจากการที่วุฒิสมาชิกไม่ยอมตัดอำนาจของตัวเอง
พรรคภูมิใจไทยแทนที่จะยืนหยัดหลักการยกเลิกอำนาจวุฒิสมาชิกดังกล่าว กลับยอมศิโรราบกับคำขู่ หากยกเลิกอำนาจนี้จะลงมติไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 อย่างแน่นอน
ทำให้พรรคประชาชนตัดสินใจประกาศยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทันที
การประกาศยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นผลต่อเนื่องมาจากเหตุท่าทีของวุฒิสมาชิกที่ยืนยันกอดอำนาจเดิมไว้
ข้อถกเถียงในเชิงหลักการจึงมีว่า อำนาจวุฒิสมาชิกในการรับรองการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียง 1 ใน 3 ควรคงไว้ต่อไปหรือไม่
หรือเพียงแค่เสียงข้างมาก เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาคือ 350 คน ลงมติให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เพียงพอแล้ว
จาก 2 หลักการข้างต้น ควรยึดหลักการใด
คำถามถึงพรรคภูมิใจไทยจึงมีว่า ทำไมถึงไม่ยืนหยัดหลักการที่ยึดมาแต่ต้น
เหตุของการเปลี่ยนจุดยืนเพราะเกรงว่าถ้าเดินหน้าต่อไปเท่ากับเอาหัวชนกำแพง เจ็บตัวเปล่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่สำเร็จจึงกลับลำประนีประนอม ยอมงอไม่ยอมหัก ขณะที่พรรคประชาชน ยอมหักไม่ยอมงอ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงปิดประตูลงด้วยเหตุนี้
แม้ต่อไปจะมีการลงประชามติควรหรือไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากผู้ลงคะแนนเห็นชอบให้แก้ไขแต่ถ้าวุฒิสมาชิกไม่ฟังเสียงประชาชน ยกมือสนับสนุนไม่ถึง 1 ใน 3 ประชามติก็ไร้ความหมาย
ฉะนั้น คำถามในการทำประชามติเพียงคำถามเดียวว่า เห็นควรแก้หรือไม่ควร จึงไม่เพียงพอเสียแล้ว
ต้องมีคำถามพ่วงด้วยว่า ควรตัดอำนาจวุฒิสมาชิก 1 ใน 3 ให้ความเห็นชอบด้วย ออกไปหรือไม่
การยกเลิกอำนาจ ส.ว.ด้วยคำถามพ่วงให้ประชาชนเจ้าของอธิปไตยตัดสินใจ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ เพื่อเลิกอำนาจ ส.ว.
เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีปัญหา ส.ว.ไม่ยินยอม สภาถูกยุบ เลยพลอยให้มาตราอื่นๆ ที่ควรได้รับการแก้ไข ค้างเติ่งไปด้วย
โดยเฉพาะมาตราที่ว่าด้วยการจำกัดอำนาจขององค์กรอิสระต่างๆ ในการตัดสินการดำเนินนโยบายของฝ่ายบริหาร
เข้าข่ายฝ่ายตุลาการแทรกแซง มีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ
การดำเนินนโยบายและทำโครงการต่างๆ ถูกร้องเรียนตลอด ส่งผลกระทบให้ฝ่ายบริหารขาดเสถียรภาพ จนกระทั่งพรรคการเมืองถูกยุบ
หลักการพรรคการเมืองควรถูกยุบหรือไม่ควร จึงเป็นประเด็นที่อภิปรายโต้แย้งกันเรื่อยมา
การยุบพรรคการเมืองควรเป็นอำนาจหรือดุลพินิจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ด้วยการไม่ลงคะแนนเลือก ส.ส.พรรคนั้น พรรคดังกล่าวก็จะค่อยๆ ฝ่อ สูญสิ้นความนิยมไปเอง
ส่วนพรรคที่มีบทบาทสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนจะมีความมั่นคงเติบใหญ่ต่อไป ถ้าไม่ถูกร้องให้ยุบอยู่ตลอด
เหตุเพราะกฎหมายบัญญัติให้ยุบพรรคการเมืองได้นั่นเอง
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ในรัฐธรรมนูญ จึงควรนำมาพิจารณาทบทวนในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
แต่เมื่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเปิดประตูไปสู่การยกร่างใหม่ ถูก ส.ว.และพรรครัฐบาลจับมือกันคว่ำ
ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเผด็จการเสียงข้างน้อย
หลักการต้องมี ส.ว. 67 มือเห็นชอบด้วย เลยกลายเป็นจระเข้ขวางคลอง ทำให้ข้อตกลงระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคฝ่ายค้ำ เป็นปาหี่การเมือง มวยล้มต้มคนดู ก็แค่นั้นเอง

