การสนทนาระหว่างลิซกกับลิโป้ได้เข้าถึง “ไคลแม็กซ์” สำคัญอันลิซกและทีมงานตั๋งโต๊ะกำหนดวางไว้อย่างครบถ้วน
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) สะท้อนให้เห็นได้
ลิซกจึงตอบว่า “เราจะเอาความชอบนั้นก็ได้ง่ายเกรงอยู่แต่ว่าท่านจะไม่ทำ ถ้าท่านจะทำแล้วก็จะได้ในลัดนิ้วมือเดียว”
ลิโป้ได้ยินก็นิ่งคิดอยู่
แล้วตอบว่า “อันจะเอาความชอบสิ่งใดไปนั้นก็ไม่มี แลเต๊งหงวนกับตั๋งโต๊ะผิดใจกันอยู่เราจะตัดศีรษะเต๊งหงวนไปเป็นกำนัลตั๋งโต๊ะเห็นจะควรหรือไม่ควร”
ลิซกจึงตอบว่า “ถ้าท่านทำดังนี้ความชอบจะมีแก่ท่านเป็นอันมาก แลซึ่งจะคิดทำนั้นก็อย่านอนใจถ้าช้าไปเกลือกจะเสียท่วงที”
ลิโป้จึงรับคำว่า “ท่านไปบอกแก่ตั๋งโต๊ะเถิดพรุ่งนี้เราจะตัดเอาศีรษะเต๊งหงวนไปให้ตั๋งโต๊ะ ตัวเราก็จะอยู่ทำราชการด้วย”
ลิซกก็ลากลับไปบอกเนื้อความแก่ตั๋งโต๊ะทุกประการ
สํานวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ก็เริ่มจากลิโป้ว่า “เจ็บใจเหลือเกินที่ข้าพเจ้าไม่รู้จะหาอะไรดีๆ ส่งไปเป็นกำนัลแก่ท่านตั๋งโต๊ะตามประเพณี”
ลิซกจึงว่า “ความชอบของท่านหาง่ายดังพลิกมืออยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่ต่างหาก”
ลิโป้นั่งคิดอยู่เป็นนานแล้วว่า “ข้าพเจ้าอยากจะฆ่าเต๊งหงวนเสียแล้วนำทหารไปเข้าด้วยท่านตั๋งโต๊ะท่านจะเห็นควรหรือไม่”
ลิซกว่า “ถ้าท่านน้องชายผู้วิเศษสามารถทำได้ดังนี้ย่อมเป็นความชอบที่มีค่ายิ่งนักแล แต่การนี้จะรอช้ามิได้ต้องรีบกระทำโดยเร็ว”
ลิโป้กับลิซกนัดพบกันอีกในวันรุ่งขึ้น แล้วลิซกอำลากลับไป
มีความจำเป็นต้องสอบทานซ้ำผ่านสำนวนแปลและเรียบเรียงของ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
มิใช่ในฐานะที่ระบุว่าเป็นสามก๊ก “ฉบับสมบูรณ์”
หากแต่ในฐานะที่ตีพิมพ์ผ่านสำนักพิมพ์เกลอเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2556 และมี บันเทิง นราภิรมย์ รับบทเป็นบรรณาธิการ
และได้รับการการันตีจาก ทองแถม นาถจำนง อันถือเป็น “แฟนพันธุ์แท้”
ไม่เพียงเพราะเป็นคนที่มีผลงานเกี่ยวกับ “สามก๊ก” อย่างต่อเนื่อง หากที่สำคัญเป็นอย่างมากยังมักคุ้นในระดับที่มีคำยืนยัน
“เป็นหมอที่เรียนเซี่ยงไฮ้กับคุณนั่นแหละ”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ทองแถม นาถจำนง ได้รับการเรียกขานในหมู่เพื่อนมิตรว่า “หมอ” และที่มองข้ามมิได้เป็นอันขาด “หมอโชติช่วง” ยังรับรองถึงระดับ
“งานชิ้นนี้เกิด!”
สํานวนแปล “สามก๊กฉบับหมอกัลยา” เริ่มด้วยประโยค หลี่ว์ปู้ว่า “ข้าจะตอบแทนท่านต่งกงอย่างไรดี”
หลี่ซู่ว่า “ตัวพี่ไม่มีความสามารถยังได้เป็นหู่จีจงหลางเจี้ยง ถ้าต่งกงได้ตัวท่านคงให้ตำแหน่งสูงแน่ๆ”
หลี่ว์ปู้ว่า “เสียดายไม่มีความชอบสักเล็กน้อยเป็นของขวัญเข้าพบ”
หลี่ซู่ว่า “ความชอบนั้นทำได้ในชั่วเวลาพลิกฝ่ามือ ไม่ทราบว่าท่านจะทำหรือไม่”
หลี่ว์ปู้นิ่งไปสักพักแล้วว่า “ข้าพเจ้าจะฆ่าติงหยวนแล้วนำทหารไปเข้ากังต่งจั๋วดีไหม”
หลี่ซู่ว่า “ถ้าน้องท่านทำได้เช่นนี้จะเป็นความชอบอย่างใหญ่หลวง เรื่องนี้จะชักช้ามิได้ ต้องตัดสินใจรวดเร็ว”
แล้วหลี่ว์ปู้นัดกับหลี่ซู่ (ลิซก) พรุ่งนี้จะเข้าสวามิภักดิ์ต่งจั๋ว
ความน่าสนใจจากบทสนทนาสั้นกระชับนี้อยู่ตรงไหน จำนวนไม่น้อยอาจรวบรัดสะบัด
พลว่าอยู่ตรงคำพูดที่ว่า
“เราจะตัดเอาศีรษะเต๊งหงวนไปให้ตั๋งโต๊ะ” (เจ้าพระยาพระคลัง(หน))
“ข้าพเจ้าอยากจะฆ่าเต๊งหงวนเสีย” (วรรณไว พัธโนทัย)
“ข้าจะฆ่าติงหยวน” (แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช)
กระนั้น ที่ไม่ควรมองข้ามยังเป็นอีกหลายพลความ อาจจะอยู่ที่สำนวน “ลัดนิ้วมือเดียว” (เจ้าพระยาพระคลัง(หน))
อาจจะอยู่ที่สำนวน “ง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ” (วรรณไว พัธโนทัย)
อันพ้องประสานเข้ากับสำนวนแปล แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
รวมถึงสร้อยที่เสริมเติมเข้ามาในสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ที่ว่า “แลเต๊งหงวนกับตั่งโต๊ะผิดใจกันอยู่ เราจะตัดศีรษะเต๊งหงวนไปเป็นกำนัลตั๋งโต๊ะเห็นจะควรหรือไม่ควร”
แต่หนึ่งคำมั่นของลิโป้ก็คือ “ข้าจะฆ่าติงหยวนแล้วนำทหารไปเข้ากับต่งจั๋ว”
คํามั่นตรงนี้มีความหมาย ไม่เพียงแต่สำหรับตั๋งโต๊ะ หากแต่มีความหมายอันแสดงถึงรากฐานที่มีอยู่ของลิโป้ด้วย
แสดงว่าลิโป้มิได้ยืนเดี่ยวอย่างเอกา
สำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ใช้รูปประโยคว่า “เราจะตัดเอาศีรษะเต๊งหงวนไปให้ตั๋งโต๊ะ ตัวเราก็จะอยู่ทำราชการด้วย”
จัดเป็นสำนวนยุคต้น “รัตนโกสินทร์”
ขณะที่สำนวน วรรณไว พัธโนทัย เป็น “ข้าพเจ้าอยากจะฆ่าเต๊งหงวนเสียแล้วนำทหารไปเข้าด้วยท่านตั๋งโต๊ะ”
สำนวน วรรณไว พัธโนทัย ตรงกับสำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
ไม่ว่าสำนวน “ลัดนิ้วมือเดียว” ไม่ว่าสำนวน “พลิกฝ่ามือ” ล้วนเป็นเงาสะท้อนในทางความคิด
สะท้อนลักษณะแห่ง “ยุคสมัย”
รายละเอียดการเข้าไปอยู่ในร่มเงาของเต๊งหงวนของลิโป้ในสำนวนหลอกว้านจงอาจมิได้ซับซ้อนมากนัก
ต่อเมื่อเข้าไปอยู่ในมือหวังอี๋ซิงหรอกค่อยพิสดาร
ไม่ว่าจะเรียกขานว่า “ลิโป้” ไม่ว่าจะจดจำในนามแห่ง “เฟิงเซิน” แต่ปฏิมาของเขาย่อมปักหลักอยู่ที่คำว่า
“เทพนักรบ”
คำว่า “เทพนักรบ” ย่อมมิได้ให้ความหมายในความสามารถในแต่ละกระบวนท่าของการยุทธ์อย่างด้านเดียว
หากยังอยู่ที่ความสามารถในการ “วางแผน”
ขณะเดียวกัน เมื่อต้องการทะยานไปอยู่ในสถานะแห่งความเป็น “เทพนักรบ” จะโน้มเอนไปด้านใดด้านหนึ่งมิได้
ต้องดำรงอยู่อย่างเป็นเอกภาพระหว่าง “บู๊” กับ “บุ๋น”
เส้นเลือดใหญ่ของยุทธนิยาย “สามก๊ก” คือ การต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดจากภยันตรายที่รายเรียงอยู่โดยรอบ
ความสามารถหนึ่งจึงอยู่ที่การแสวงหา “พันธมิตร” การสร้าง “กำลัง”
การดำรงอยู่ของลิโป้มิได้เป็นวีรชนเอกชนอันโดดเดี่ยวไร้รากฐาน ไร้ฐานกำลังอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะมองไปยัง “เต๊งหงวน”
สถานะของเต๊งหงวนที่เป็นผู้ครองแคว้นเกงจิ๋วมีความเหนือกว่าแม้กระทั่งเมื่อ เปรียบเทียบกับตั๋งโต๊ะที่มาจากชายแดนในแบบ “เซาะกราว”
ไม่เพียงอุดมด้วย “ทรัพยากร” หากแต่ยังสมบูรณ์ด้วย “คน”
หากไม่ก่อให้เกิดจินตภาพอย่างชัดเจนขอให้นึกถึงยุค “เล่าเปียว” ขอให้ตอบคำถามว่าเหตุใดขุนศึก นักการเมืองต่างหมายปอง
ไม่ว่าโจโฉ ไม่ว่าอ้วนเสี้ยว ไม่ว่าเล่าปี่
การเข้าไปอยู่ในร่มเงาของเต๊งหงวนผู้ครองเกงจิ๋ว คือ การสร้างโอกาส และโอกาสนั้นย่อมสัมพันธ์กับการสะสมกำลัง
แท้จริงแล้ว ลิโป้มิได้ตัวเปล่า หากแต่มีฐานทางการทหาร

