ดุลยภาพดุลยพินิจ : การจัดการน้ำเราจะหลงทางกันอีกนานไหม
อีกไม่นานข่าวอุทกภัยร้ายแรงที่หาดใหญ่ก็คงค่อยๆ เลือนหายไปเหมือนข่าวอุทกภัยที่เชียงราย พะเยา น่าน และเชียงใหม่ เมื่อปี 2567 และ 2568 ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็บรรเทากันไป เยียวยากันไป ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จะรุนแรงมากขึ้น ก่อความเสียหายให้กับประชาชนมากขึ้น และถึงแม้ว่าจะมีการถอดบทเรียนมาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ยังเป็นการจัดการปัญหาแบบการเผชิญเหตุเฉพาะหน้าแบบเป็นแท่งเป็นแท่งตามสายงาน เราจึงไม่สามารถออกจากวงจรอุบาทว์ของการจัดการน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพได้ ในวันนี้ผู้เขียนขออนุญาตออกความเห็นเกี่ยวกับการจัดการรูปแบบใหม่เพื่อรับมืออุทกภัยในอนาคต
ผู้เขียนเห็นว่ามีเงื่อนไขสำคัญที่หน่วยราชการยังไม่ให้ความสำคัญเพียงพอทั้งๆ เป็นที่เป็นเงื่อนไขแห่งความสำเร็จในระยะยาวและต้นตอของการเกิดปัญหาทุกครั้ง ได้แก่ 1) การจัดการแบบแยกส่วนและไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการการใช้ที่ดิน และมองการจัดการน้ำเป็นการจัดการทรัพยากรน้ำเป็นหลัก แต่ที่จริงแล้วอุทกภัยที่เกิดขึ้นเกิดจากการใช้ที่ดินที่ไม่ถูกต้อง ในกรณีของหาดใหญ่คราวนี้ก็คือ การตัดถนนลพบุรีราเมศวร์ ที่ไปปิดทางน้ำที่จะหลากลงทะเล และยังมีทางรถไฟขวางอยู่อีก ดังนั้น ไม่ว่าเราจะขุดคลองอีกเท่าไหร่ น้ำก็จะท่วมอีก ส่วนภาคเหนือคือพะเยาก็เกิดจากการที่ทำทางรถไฟขวางทางน้ำทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในพะเยาในที่ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ที่เชียงใหม่ในเขตเมืองเก่า น้ำไม่ท่วมแต่ไปท่วมลึกในบริเวณที่เป็นเขตพื้นที่ลุ่มริมน้ำปิงซึ่งคนโบราณใช้ทำนา มิหนำซ้ำยังถมพื้นที่ชุ่มน้ำที่รองรับน้ำเดิมมาทำบ้านจัดสรรเสียอีก ถ้าในอนาคตมีการขออนุญาตตัดถนนและมีสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำเพิ่มขึ้น น้ำท่วมก็จะต้องเกิดขึ้นอีก แต่ปัญหาของการจัดการการใช้ที่ดินนี้ไม่ใช่การจัดการการใช้ที่ดินในเมืองที่มีผังเมืองกำกับเท่านั้นแต่เป็นการจัดการที่ดินในลุ่มน้ำทั้งหมด การจัดการจึงต้องจัดการเป็นลุ่มน้ำ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องบูรณาการหน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวกับน้ำต่างๆ ภายใต้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้ลุ่มน้ำเดียวกัน เรื่องใหญ่ก็คือควรปรับโครงสร้างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งระบบโดยการปรับเปลี่ยนกรมต่างๆ ภายในให้เป็นสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตามลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำย่อยที่สำคัญ โดยแผนจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำซึ่งจะรวมทั้งการจัดการเขื่อนและการชลประทาน การบริหารน้ำในช่วงภัยพิบัติจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดการการใช้ทรัพยากรธรรมชาติระดับลุ่มน้ำซึ่งจะมีแผนการจัดการการใช้ที่ดินทั้งในเขตและนอกเขตอนุรักษ์ และกำกับการขออนุญาตสร้างทางรถไฟ ทางหลวง ทางชนบท รวมทั้งสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ต่างๆ เช่น สนามบินหรือแม้แต่โรงพยาบาลของรัฐเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อมีน้ำท่วมแล้วโรงพยาบาลจะสามารถเป็นที่พึ่งได้ในยามจำเป็นแทนที่จะเป็นสถานที่ประสบภัยเสียเอง ดังนั้น ที่สำคัญและน่าจะต้องเริ่มต้นเป็นแห่งแรกๆ คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยในระยะแรกอาจจะทดลองเป็นแซนด์บ็อกซ์ก่อน รวมทั้งต้องเริ่มมีแซนด์บ็อกซ์ของเมืองที่มีระบบนิเวศต่างออกไป เช่น หาดใหญ่ที่อยู่ในแอ่งภูเขา และภูเก็ตที่เป็นเกาะ รวมทั้งต้องมีการบังคับใช้ผังเมืองที่สอดคล้องกับแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินระดับลุ่มน้ำ
สอง ต้องปรับปรุงระบบเตือนภัยให้รวดเร็วและการสื่อสารผลกระทบในรูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าใจถึงความรุนแรงของสถานการณ์ กรมอุตุนิยมวิทยามักจะอธิบายแบบกว้างๆ ว่าฝนตกหนักถึงหนักมากเป็นบางแห่ง การพยากรณ์เช่นนี้ไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากบอกให้ประชาชนต้องมีเสื้อฝนหรือถือร่มออกจากบ้านเท่านั้น แต่ควรจะสามารถบอกว่าในที่ที่หนักมากนั้นอยู่ที่ตำบลไหนและระดับน้ำท่วมอาจจะสูงได้ถึงกี่เมตร โดยเจาะจงเฉพาะพื้นที่ที่ฝนตกหนักมากหรือตกแช่นานๆ เท่านั้น ซึ่งถ้ากรมอุตุฯ ทำไม่ทันก็ส่งข้อมูลพยากรณ์ฝนให้กรมชลประทาน จิสด้า หรือสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ร่วมและช่วยกันพยากรณ์ข้อมูลที่เรามีอยู่เวลานี้ก็น่าที่จะเพียงพอหากกลไกราชการของเราสามารถรับมือกับปัญหาได้ดีกว่านี้ การที่กระทรวง
ดิจิทัลฯอยากจะไปซื้อเครื่องมือใหม่ราคาแพงๆ มาพยากรณ์นั้นไม่มีประโยชน์อะไรหรอกถ้าหน่วยราชการยังออกตัวออกสตาร์ตช้าเช่นนี้ นอกจากนี้ เมื่อหลายสิบปีก่อนหน้านี้กรมชลประทานมีโครงการโทรมาตรที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท ที่บอกว่าจะสามารถคาดคะเนปริมาณน้ำตั้งแต่ต้นน้ำลงมาจนถึงที่ราบ ก็ไม่ทราบว่าระบบนี้ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ทำไมจึงมีน้ำท่วมจนเกิดความเสียหายอยู่ตลอดเวลา
สาม การจัดหาสาธารณูปโภคฉุกเฉิน หรือสาธารณูปโภคสำรองในช่วงภัยพิบัติ เช่น ต้องสามารถจัดหาระบบอินเตอร์เน็ตสำรองที่เรียกว่าระบบดัมโบ้ (Dumbo Internet Network) เข้ามาเสริม ได้แก่ ระบบสื่อสารสำรองที่ออกแบบให้ “ทนทานต่อวิกฤต” (crisis-resilient communication network) โดยไม่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม ระบบนี้ใช้เทคโนโลยีสื่อสารหลากหลายรูปแบบที่สามารถสร้างเครือข่ายด้วยตัวเอง (self-forming) และทำงานได้ภายใต้ข้อจำกัดด้านไฟฟ้าและสัญญาณ รูปแบบและต้นทุนที่แตกต่างกัน ซึ่งมีหลายรูปแบบให้เลือกตามงบที่มีและประเภทกิจกรรมที่ต้องการเชื่อมต่อ ได้แก่ 1) Mesh Network ระยะไกล อุปกรณ์หลายโหนดเชื่อมกันเป็นใยแมงมุม ทำให้สัญญาณวิ่งผ่านโหนดที่ยังทำงานได้ แม้บางส่วนจะขัดข้องเหมาะสำหรับพื้นที่น้ำท่วม ย่านท่องเที่ยว เมือง และกิจกรรมกลางแจ้ง 2) Long-range Radio (LoRa/ VHF/ HF) ส่งข้อมูลข้อความและสัญญาณเตือนระยะไกลหลายกิโลเมตร ใช้พลังงานต่ำและทำงานได้แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ตเหมาะสำหรับทีมกู้ภัย 3) ดาวเทียมสื่อสารสำรอง (Satellite Communicators) สามารถช่วยให้ผู้ประสบภัยติดต่อโลกภายนอกได้ แม้โครงสร้างพื้นฐานบนดินเสียหายทั้งหมด 4) Gateway นอกพื้นที่เสี่ยงเป็นศูนย์รับ-ส่งข้อมูลที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ทำหน้าที่เป็น command node สำหรับประสาน หน่วยงานรัฐ และศูนย์กู้ภัย
สี่ การปรับปรุงระบบน้ำประปา ในปัจจุบันเป็นระบบที่ดึงน้ำโดยการสูบน้ำจากแม่น้ำสาธารณะเข้ามาใช้ ซึ่งในอนาคตเมื่อมีประชากรมากขึ้น และแม่น้ำมีคุณภาพน้ำเลวลงไปเรื่อยๆ ทั้งจากที่อยู่อาศัยและอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ยังมีปัญหาจากการขุดแร่ที่อาจมีสารอันตรายตามน้ำลงมาด้วย ควรมีแหล่งหรืออ่างเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของแต่ละเมืองซึ่งถ้าทางกายภาพเป็นไปได้ควรอยู่บนเชิงเขาแล้ว ปล่อยน้ำเข้าสู่เมืองโดยใช้ระบบแรงโน้มถ่วง เมื่อเกิดอุทกภัยการให้บริการและดูแลระบบนี้จะฟื้นตัวได้เร็วกว่ามาก
ห้า การบริหารในช่วงประสบพิบัติภัยต่างๆ ประชาชนเห็นชัดว่าในช่วงที่น้ำท่วมวิกฤตมากมีแต่จิตอาสาเท่านั้นที่ออกไปช่วยประชาชน ถ้าไม่มีจิตอาสาก็ไม่รู้ว่าจะตายมากกว่านี้อีกเท่าไหร่ ถ้าหน่วยงานของรัฐทำงานช้าอย่างนี้และสื่อสารแย่อย่างนี้ ถึงจะมีเทคโนโลยีดีๆ ไปก็ใช่ว่าสามารถใช้ให้คุ้มค่ากับประโยชน์ได้ ผู้เขียนเห็นว่า รัฐบาลควรให้สิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีของผู้ต้องการบริจาคเป็นมูลค่า 2 เท่าให้กับมูลนิธิที่มีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์และประเมินผลได้ โดยการประเมินต้องเป็นไปอย่างมีระบบและโปร่งใสในช่วงที่ยังไม่วิกฤต
ถ้ายังคิดแบบเดิม ถอดบทเรียนไปเรื่อย ปัญหาก็จะยังวนกลับมาที่เก่าค่ะ

