มองการเลือกตั้งในเมียนมาและในไทย – แล้วอย่าคิดแต่เชิงลบ
เราควรศึกษาสนใจการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงให้มากขึ้น ทั้งการเลือกตั้งในเมียนมาและในไทย ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการเลือกตั้งในเมียนมามากหน่อย เพราะผู้อ่านคงทราบเรื่องการเลือกตั้งในไทยพอสมควรแล้ว หันมาสนใจการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นสักหน่อยก็จะดี เผื่อจะได้ข้อคิดและนำมาเปรียบเทียบกับบ้านเรา
การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเมียนมา แบ่งเป็น 2 หรือ 3 เฟส ในเฟสแรกจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เฉพาะในพื้นที่บางส่วนที่ทหารควบคุมได้ การเลือกตั้งในเฟสต่อไปยังไม่ชัดเจน มีเพียงประกาศว่าจะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2569 เหตุที่ยังไม่ประกาศวันเวลาและพื้นที่ให้ชัดเจนเป็นเพราะสถานการณ์สู้รบ/ทิ้งระเบิดยังดำเนินต่อเนื่อง และทหารแม้จะยึดพื้นที่คืนจากกองกำลังชาติพันธุ์ (Ethnic Armed Organizations – EAOs) และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defense Force – PDF) เพิ่มขึ้นบ้างในปี 2568 แต่มีอีกหลายพื้นที่ที่ทหารควบคุมไม่ได้
การเลือกตั้งในไทยจะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทั่วราชอาณาจักร อาจมีการยกเว้นเป็นบางหน่วยหรือบางเขตเลือกตั้ง หากมีเหตุสุดวิสัย เช่น ภัยพิบัติ การสู้รบชายแดน แม้จะมีบางคนที่อยากให้เลื่อนการเลือกตั้งทั่วราชอาณาจักรออกไป โดยอ้างเหตุการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา แต่ก็หวังว่า การสู้รบจะไม่ลุกลามลึกเข้ามาในประเทศไทยและในกัมพูชา และคงหยุดยิงกันก่อนหน้าวันเลือกตั้งดังกล่าวแล้ว
การเลือกตั้งเป็นการกำหนดว่าใครจะได้ครองอำนาจนิติบัญญัติและบริหาร อำนาจนั้นหอมหวนมากจนหลาย ๆ คน ก็อยากได้ การแข่งขันจึงมักไม่ตรงไปตรงมา ชอบเอาเปรียบเฉียบแข่งขัน ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ถือคติ “ด้านได้ – อายอด” กันบ่อย ๆ นี่ไม่ใช่การต่อว่าเฉพาะนักการเมืองอาชีพ ขอต่อว่าทหารที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง โดยการรัฐประหารบ้าง โดยการสืบทอดอำนาจด้วยการตั้งกติกาเอาเปรียบบ้าง หรือโดยการตั้งพรรคการเมืองแล้วเกื้อหนุนด้วยอำนาจที่ตนมีบ้าง
จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ถ้าได้อำนาจมา เขาจะใช้อำนาจนั้นไปทำอะไร ที่บอกว่าจะใช้อำนาจเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้วยความรักประชาชนอย่างจริงใจนั้น จะเชื่อได้หรือ ในกรณีของเมียนมา ทหารมีคำหวานว่าเขามีเป้าหมายปลายทางอยู่ที่ประชาธิปไตย ในกรณีของไทย ที่ว่าเป้าหมายปลายทางอยู่ที่ความมั่นคง – มั่งคั่ง ฯลฯ นั้น จะเชื่อได้หรือ จึงไม่น่าแปลกใจที่ฝ่ายค้านในเมียนมาไม่เชื่อคำหวานของทหารและคว่ำบาตรการเลือกตั้ง และไม่น่าแปลกใจว่า ผลการหยั่งเสียงของประชาชนคนไทย ว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้คำตอบที่มากกว่าเพื่อนว่า ยังไม่รู้จะเลือกใครดี
พม่าเป็นดินแดนที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อาศัยอยู่และสู้รบระหว่างกันมาโดยตลอด มีชาวมอญเป็นกลุ่มชาติพันธุ์แรก ๆ ที่ได้พัฒนาวัฒนธรรมและสร้างอาณาจักรสุวรรณภูมิขึ้น ก่อนที่ชาวพม่าที่เป็นกลุ่มนักรบจะอพยพลงมาจากทางเหนือและสร้างอาณาจักรต่าง ๆ เช่น พุกาม, หงสาวดี, ตองอู และราชวงศ์ โกนบอง และแล้วพม่าก็ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในปี พ.ศ. 2428 หลังจากได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2491 พม่าได้เผชิญกับความท้าทายทางการเมืองและการสู้รบระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์เรื่อยมา ปัจจุบันพม่าเปลี่ยนชื่อเป็น “เมียนมา” เพื่อสะท้อนความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีชาติพันธุ์พม่า (หรือที่ออกเสียงว่า “บะ-มา”) เป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่
ประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของสยาม – ไทยเริ่มเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ส่วนของพม่า น่าจะถือการประชุมที่ปางโหลงเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2490 เป็นสำคัญ ในการประชุมครั้งนั้น มีการลงนามในข้อตกลงที่ให้กลุ่มฉาน คะฉิ่น และชิน เข้าร่วมในสหภาพพม่า แลกกับสิทธิในการปกครองตนเอง และสิทธิในการลงประชามติว่าจะแยกตัวออกจากสหภาพหลัง 10 ปีหรือไม่ อย่างไรก็ดี สหภาพพม่าไม่ดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว โดยอ้างความจำเป็นของการคงความเป็นสหภาพ (Union) ไว้ จะยอมให้กลุ่มชาติพันธุ์แยกตัวออกไปไม่ได้ การปกครองพม่าแบบทหารโดยตรงเริ่มขึ้นจากรัฐประหารของนายพลเน วิน ในปี 2505 และดำเนินต่อมาจนถึงปี 2554 (รวม 49 ปี) ก่อนจะมีช่วงเวลากึ่งประชาธิปไตยเพียงสั้น ๆ และทหารกลับมายึดอำนาจอีกครั้งในปี 2564 รวมแล้วทหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จรวม 53 ปี
ความอ่อนแอไร้การต่อเนื่องของประชาธิปไตยไทยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษาเกือบติดอยู่กับที่ ส่วนการเมืองเมียนมาคำนึงถึงความมั่นคงและความเป็นสหภาพมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมืองถึงกับฉุดให้ประเทศหยุดการพัฒนาก็ว่าได้ ต่อไปจะขอเล่าเหตุการณ์ทางการเมืองของเมียนมาในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยขอให้ผู้อ่านลองนึกเปรียบเทียบกับการเมืองไทยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คือหลังการรัฐประหารของไทยปี 2549 และปี 2557 ดังนี้
ฝ่ายทหารในพม่า ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “ทัตมาดอ” ในปี 2546 ทัตมาดอริเริ่มการปฏิรูปการเมือง โดยเขียน “แผนที่เดินทางสู่ประชาธิปไตยที่รุ่งเรืองและมีวินัย” แผนนี้มีเจ็ดขั้นตอน รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างการปกครอง การร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม (free and fair) แผนที่เดินทางนำไปสู่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2551 ที่ยังคงอำนาจทางการเมืองของทัตมาดอไว้ โดยกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งในสี่เป็นตัวแทนของฝ่ายทหารที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และให้ทัตมาดอมีสิทธิยับยั้งการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
ในเดือนพฤศจิกายน 2553 “สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ” (the State Peace and Development Council – SPDC) จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น แต่พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยรวมทั้งพรรคสันนิบาติชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy – NLD) ร่วมกันคว่ำบาตรด้วยเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เสรีและเที่ยงธรรม
ผู้นำฝ่ายทหารชื่อนายพลเต็ง เส่ง เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2550 ถึง 2554 และเป็นหัวหน้าพรรคความสมัครสมานและการพัฒนาแห่งสหภาพ (the Union Solidarity and Development Party – USDP) ซึ่งชนะการเลือกตั้ง เขาได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีหลังการเลือกตั้ง และจัดให้มีข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (National Ceasefire Agreement – NCA) กับ 8 กลุ่มชาติพันธุ์ในปี 2558 ทั้งนี้ ด้วยสปิริตของข้อตกลงปางโหลง และดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบการเลือกตั้งเพื่อขยายการมีส่วนร่วม ซึ่งช่วยให้พรรค NLD ได้ฟื้นตัวขึ้น จนสามารถชนะการเลือกตั้งซ่อมใน 46 เขต + 2 ภูมิภาค โดยได้ที่นั่งทั้งหมด ยกเว้น 2 ที่นั่ง และนางอองซาน ซูจี ประธานพรรค NLD ก็ได้รับเลือกตั้งด้วย
การเลือกตั้งทั่วไปปี 2558 เป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรค NLD กับพรรค USDP ที่สนับสนุนทหาร ปรากฏว่าพรรค NLD ชนะเลือกตั้งได้สมาชิกวุฒิสภา 135 คน และ ส.ส. 255 คน และพรรค NLD สามารถจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ต้องแบ่งปันอำนาจกับทัตมาดอตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ระหว่างนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการปฏิรูปกระบวนการจัดการและการแก้ไขข้อพิพาทการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ยังดำรงอยู่เป็นส่วนใหญ่
ผลจากการปฏิรูปดังกล่าว ประกอบกับความนิยมที่ชาวพม่ามีต่อนางอองซาน ซูจี ทำให้พรรค NLD ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายปี 2563 คือได้ที่นั่งในรัฐสภา (ซึ่งมี ส.ส. และ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง + สมาชิกที่เป็นตัวแทนของทัตมาดอ อีก 25% รวมเป็น 642 คน) จำนวน 396 ที่นั่ง ในขณะที่พรรค USDP ที่นิยมทหาร ได้เพียง 35 ที่นั่ง การจัดตั้งรัฐบาลโดยเสียงข้างมากต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 322 คน แสดงว่าพรรค NLD พรรคเดียวก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ปกติ ข้ออ้างในการก่อรัฐประหารมักเป็นเรื่องความมั่นคง แต่คราวนี้ทัตมาดอมีข้ออ้างที่แปลกในการก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 คือ ก่อรัฐประหารเพื่อเคารพเสียงของประชาชนในการเลือกตั้ง จึงต้องยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องปราบปรามการโกงการเลือกตั้งโดยพรรค NLD
หลังรัฐประหารมีการจัดตั้งสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council – SAC) ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จ เช่น โดยการประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยการตั้งศาลทหารที่พิจารณาคดีการเมือง การตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ที่ทำตามดำริของคณะรัฐประหาร เป็นต้น ต่อมา สภา SAC ถูกแทนที่ด้วยคณะกรรมการความมั่นคงและสันติภาพแห่งรัฐ (National Security and Peace Council) ในปลายเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อเตรียมการเลือกตั้งและยกเลิกภาวะฉุกเฉิน
ในเดือนกรกฎาคม 2564 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของเมียนมาที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารอ้างว่าพรรค NLD โกงการเลือกตั้งในปี 2563 จึงประกาศให้การเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ มีการบุกค้นสำนักงานของพรรค NLD อีกทั้งมีการจับกุมและเข่นฆ่าสมาชิกพรรค ในเดือนพฤศจิกายน 2564 คณะรัฐประหารตั้งข้อหาโกงการเลือกตั้งแก่ผู้นำพรรค NLD หลายคน รวมทั้งประธาน กกต.คนก่อน และกรรมการการเลือกตั้งกว่า 100 คน มาถึงเดือนกรกฎาคม 2565 เจ้าหน้าที่ กกต. กว่า 2,400 คนถูกตั้งข้อหาและถูกปรับ
คณะรัฐประหารได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อการเลือกตั้ง ดังนี้
1) ใช้ระบบคะแนนนำกำชัย (First – Past – The – Post) สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. และได้เปลี่ยนมาใช้ระบบผสมที่มีทั้งระบบแบ่งเขตและระบบสัดส่วน สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาชาติพันธุ์ และสมาชิกสภาระดับภูมิภาค
2) ออกกฎหมายการจดทะเบียนพรรคการเมืองฉบับใหม่ ซึ่งมีบทบัญญัติที่ตัดสิทธิการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและการสมัครรับเลือกตั้งแก่ผู้ที่เคยถูกจำคุก โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้นำทางการเมืองหลายคน รวมทั้งนางอองซาน ซูจี และอดีตประธานาธิบดี วิน มินต์ ทั้งสองถูกกองทัพจับกุมตัวหลังรัฐประหาร และต่อมานางซูจีถูกศาลทหารตัดสินจำคุกหลายปีด้วยข้อหา เช่น การคอร์รัปชัน, การละเมิดข้อห้ามเกี่ยวกับการระบาดของโควิด – 19, การเปิดเผยความลับราชการ เป็นต้น ส่วนอดีตประธานาธิบดีถูกลงโทษในข้อหาเกี่ยวกับการก่อการร้าย
3) ให้เวลาพรรคการเมือง 60 วันในการมาจดทะเบียนกับ กกต. มีพรรคการเมืองไม่มาจดทะเบียนและถูกยุบพรรคไป 40 พรรค รวมทั้งพรรค NLD ที่ให้เหตุผลที่ไม่ไปจดทะเบียนว่า กกต. ที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารขาดความชอบธรรม
องค์กร We Watch เป็นเครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย บนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชน การเคารพในสิทธิทางการเมืองของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย รวมถึงสิทธิในการกำหนดกฎกติกาทางการเมือง การเลือกผู้แทนทางการเมือง การตรวจสอบทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง We Watch ได้ศึกษาการเลือกตั้งในเมียนมาและมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเลือกตั้งเฟสแรกที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม ดังนี้
“การเลือกตั้งครั้งนี้ขาดความชอบธรรม เราจึงไม่จำเป็นต้องส่งอาสาสมัครไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่ผลถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว การมีส่วนร่วมของเราจะเป็นการทำให้การฉ้อฉลดูถูกต้องขึ้น ตัวบ่งชี้การขาดความชอบธรรมดังกล่าวมี อาทิ
– มีผู้อพยพย้ายถิ่นภายในประเทศกว่า 4 ล้านคนที่จะไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้ง
– ไม่มีสื่อเสรี สื่อสังคมออนไลน์ถูกควบคุม มีการจับกุมผู้เห็นต่างที่กด like กด share
– กฎหมายใหม่ให้อำนาจ กกต. ในการดำเนินคดีต่อผู้ร้องเรียนในกรณีที่ กกต. เห็นว่าการร้องเรียนขาดหลักฐาน
– พรรค NLD ถูกยุบดังที่กล่าวมาแล้ว และพรรคการเมืองส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนกับ กกต. ภายในกำหนดเวลา เป็นพรรคนิยมรัฐประหาร
– การเลือกตั้งจะจัดขึ้นในพื้นที่ที่รัฐบาลทหารควบคุม ราษฎรในพื้นที่ที่กองกำลังต่อต้านรัฐบาลควบคุมจะไม่มีสิทธิมีเสียงในครั้งนี้
– ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจไม่มีตัวเลือก หากเห็นว่าผู้สมัครในเขตตนมาจากพรรคนิยมรัฐประหารเท่านั้น ก็ไม่มีช่อง “ไม่ประสงค์จะลงคะแนน” ให้กา
– กกต. มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร จึงเป็นไปได้ว่าจะไม่มีความเป็นกลาง และความอิสระ
การเลือกตั้งของเมียนมาในบริบทดังกล่าวข้างต้น จึงไม่สามารถคัดสรรบุคคลที่จะเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมเข้ามาบริหารประเทศ และการเมืองจะตกอยู่ในการครอบงำของทัตมาดอต่อไป”
การเลือกตั้งของไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจไม่ช่วยให้ประเทศก้าวพ้นจากระบบอุปถัมภ์ ระบบเส้นสาย ระบบบ้านใหญ่ ระบบทหารการเมือง ระบบนักธุรกิจการเมือง การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง การบิดเบือนเจตนารมณ์ทางการเมืองโดยอามิสสินจ้าง โดยผู้รับผิดชอบการเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรม โดยข้าราชการที่ยอมนอบน้อมเพื่อหวังความก้าวหน้าในระบบราชการ โดยความอ่อนหัดของนักการเมืองบางคน โดยเล่ห์เหลี่ยมของนักการเมืองบางคน ฯลฯ หากคิดเช่นนี้แล้ว เราอาจรู้สึกหดหู่ แล้วเราจะพลาดโอกาสการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีจากการเลือกตั้ง แล้วเราจะโทษตัวเองบ้างไหม การเอาแต่โทษนักการเมืองอาชีพ และทหารนักการเมือง จะทำให้การเมืองดีขึ้นหรือ
มีคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า politician bashing หมายถึงการถล่มโจมตีนักการเมือง หรือการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองในเชิงลบอย่างรุนแรง โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำลายภาพลักษณ์ สร้างความเกลียดชัง หรือดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม ผมมีความเห็นว่าเราไม่ควรคิดแต่ด้านลบ โดยโจมตีนักการเมือง รวมทั้งทหารการเมืองอยู่ร่ำไป การโจมตีนั้นไม่ผิดเป้าหรอก เพราะแต่ละคนมีกิเลส มีจุดอ่อนให้โจมตี อย่างไรก็ดี ในตัวเราแต่ละคนมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้าย ถ้าเราถูกโจมตี ถูกชี้แต่ด้านร้าย เราจะใฝ่ดีขึ้นบ้างไหม ดังนั้น เป้าหมายการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง ไม่ควรเป็นการปรักปรำนักการเมือง ว่าเป็นพวกฝ่ายร้ายโดยสันดาน หากจะวิพากษ์ว่า ไม่เชื่อลมปากในการหาเสียงที่ว่าต้องการช่วยเหลือประชาชนก็เถอะ แต่ก็ควรกระตุ้นด้านดีของเขาด้วย โดยขอให้เขาสียสละเพื่อประชาชนตามที่อาสามาทำงานการเมือง
ในช่วงนี้ มีการย้ายพรรค การรวมพรรค ชุลมุนกันให้ทันกำหนดที่ต้องย้าย ต้องรวมก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ปฏิกิริยาแรกของผมคืออยากประณามนักการเมืองที่ชอบย้ายพรรคอยู่ร่ำไป เลยถาม AI ว่าพรรคการเมืองมีไว้ทำไม ได้คำตอบว่า “พรรคการเมืองคือการรวมกลุ่มของคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือการส่งผู้สมัครเข้าแข่งขันเลือกตั้ง เพื่อเข้าไปมีอำนาจในการออกกฎหมายและบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้ และทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับรัฐบาลในการรวบรวมปัญหาและความต้องการของประชาชนมาแก้ไข” อ้าว! นี่ไม่ตรงกับที่สังเกตเสียทีเดียว ที่สังเกตคือนักการเมืองหลายคน มักพูดถึงอุดมการณ์ไปอย่างนั้นแหละ แต่ที่ต้องการจริง ๆ คือชนะเลือกตั้ง ชนะแล้วได้ร่วมรัฐบาลเป็นหลักชัยที่สอง เพราะจะได้มีอำนาจ ถ้าถามเขาว่าได้อำนาจเพื่อไปอะไร คำตอบนามธรรมคือ อำนาจมีไว้เพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่คำตอบในทางปฏิบัติโดยไม่ต้องเอ่ยออกมาคือ อำนาจนำมาซึ่งเกียรติยศ บริวาร เงินทอง ผลประโยชน์ต่าง ๆ แล้วใครเล่า…จะไม่อยากได้
เราจะประณามนักการเมืองที่อยากได้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตนก็ตามใจ แต่ผมคิดว่าช่วงเวลาการเลือกตั้งน่าจะเป็นช่วงเวลาเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ เป็นช่วงเวลาการให้กำลังใจนักการเมืองที่มารวมตัวกันโดยอุดมการณ์ และหวังจะใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ถ้าเห็นว่าใครเป็นนักการเมืองเช่นนี้บ้าง แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ ก็ควร (แอบ) หาเสียงให้เขา เผื่อการเมืองของเราจะดีขึ้น
การเลือกตั้งคือการเลือก อย่าลืมเลือกคนที่วิสัยทัศน์กว้างไกล เพื่อส่วนรวม ขณะเดียวกัน ขอยกกลอนของท่านพุทธทาสซึ่งอาจใช้ได้ในโอกาสนี้ คือ
“มองแต่แง่ดีเถิด
เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเอย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง”
อย่างไรก็ดี ถ้าใครโกงเลือกตั้ง ซื้อสิทธิขายเสียง เราก็อย่ายอม ทั้งนี้เพื่อบูรณภาพและความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งนั่นเอง
การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีความพิเศษประการหนึ่งคือ จะมีการออกเสียงประชามติถามประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงว่า “ท่านเห็นด้วยกับการจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ผมขอเชียร์ให้ผู้อ่านออกเสียงตอบว่าเห็นด้วย เพราะจะเป็นก้าวหนึ่งของการออกจากวังวน ที่ก่อโดยนักการเมืองและทหารการเมืองผู้ฉ้อฉลอำนาจ
การเลือกตั้งครั้งนี้ อย่าลืมไปเลือกผู้สมัครที่รัก พรรคการเมืองที่ชอบ และตอบว่าเห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขอบคุณครับ
โคทม อารียา

