หน้าแรก บทความ จีนไต้หวัน จี...

จีนไต้หวัน จีนแผ่นดินใหญ่ ครอบครัวเดียวกัน

23.12.25 | 09:24 น.
จีนไต้หวัน จีนแผ่นดินใหญ่ ครอบครัวเดียวกัน

ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรง ณ สองฝั่งช่องแคบไต้หวัน ประธานพรรคกั๋วหมินตั่ง เจิ้ง ลี่เหวิน ได้ชูประเด็น “ฉันทามติ 1992” ซึ่งเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบ ให้กลับมาอยู่ในความสนใจของคนไต้หวัน ผลสำรวจประชามติล่าสุดมีผู้สนับสนุนเกือบถึงกึ่งหนึ่ง ส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายอนุรักษเปิดศึกอภิปรายกันอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน

หลายปีที่ผันผ่าน “ฉันทามติ 1992” ถูกมองว่าเป็น “ประเด็นการเมืองเก่า” ซึ่งได้ถูกแช่แข็งและกลายเป็นศัพท์ทางประวัติศาสตร์ แต่หารู้ไม่ว่า กลับปรากฏความร้อนแรงขึ้นมาเมื่อเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคกั๋วหมินตั่งได้ไข “รหัสลับสองฝั่งช่องแคบ” ต่อสาธารณชน ส่งผลให้เป็นกระแสร้อนแรงโดยพลัน โดยยึดพื้นที่สื่อในวงกว้าง และมีผลสำรวจล่าสุดของ Meilidao e-newspaper ระบุว่า มีผู้สนับสนุนมากขึ้น แนวคิดที่ถูกมองว่าตกสมัยนั้น บัดนี้ ได้หวนกลับมาอยู่ในหัวใจของคนไต้หวันเกือบครึ่ง

กระแส “ฉันทามติ 1992” ที่มากขึ้นตามลำดับ เป็นเหตุให้ฝ่ายรัฐบาลเกิดความกังวล จะทำให้เกิดผลกระทบทางการเมือง จึงไม่แปลกที่ ไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำสูงสุดไต้หวันออกมาพูดแก้เกี้ยวเพื่อ “หักล้าง” กระแสที่เกิดขึ้น โดยกล่าวต่อสื่อ ขณะเยือนทวีปอเมริกาเหนือว่า ฉันทามติดังกล่าวคือหลักการจีนเดียวในเวอร์ชั่นของไต้หวันนั้น ก็คือ “หนึ่งประเทศสองระบบ” เช่นเดียวกับฮ่องกง

คำกล่าวของไล่ ชิงเต๋อ ที่มองว่าปักกิ่งได้ผูกแนวคิด “ฉันทามติ 1992” เข้ากับ “หนึ่งประเทศสองระบบ” ทำให้สังคมไต้หวันยากที่จะยอมรับ เพราะยังมีคนที่ยังใฝ่ฝันกับ “เอกราชไต้หวัน”

ส่วนผู้อำนวยการมูลนิธิหม่า อิงจิ่ว (โปรจีน)วิพากษ์ในทำนองส่งเสียงไปทางหนึ่ง โจมตีไปอีกทางหนึ่ง โดยหลีกเลี่ยงพูดถึงประเด็น “ฉันทามติ 1992” โดยตรง แต่ตีตรงจุดอ่อนของรัฐบาลว่า ตั้งแต่ไล่ ชิงเต๋อ เข้ารับตำแหน่ง งบประมาณกลาโหมเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่าของสมัยรัฐบาลหม่า อิงจิ่ว ในขณะที่ The Economist ชี้ว่า ไต้หวันคือ “สถานที่อันตรายที่สุดในโลก” เพราะใช้เงินมากขึ้นแต่ปราศจากความปลอดภัย ผู้นำสูงสุดกลับผลักดันให้ไต้หวันเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงกับสงคราม

Advertisement

ย้อนมองนัยของ “ฉันทามติ 1992” เกิดขึ้น ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมีผู้แทนของไต้หวันและแผ่นดินใหญ่ร่วมประชุมกันเมื่อเดือนตุลาคม 1992 ในเชิงปฏิบัติการโดยมุ่งเน้นประเด็นการสื่อสัมพันธ์ทางเอกสารราชการ แต่ก่อนจะบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายได้คำนึงถึงการทำความเข้าใจของความสำคัญของถ้อยคำ “จีนเดียว” โดยมีจุดยืนของจีนแผ่นดินใหญ่เน้นย้ำว่า ในโลกนี้มีเพียง “หนึ่งจีน” ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ส่วนจุดยืนไต้หวัน เห็นชอบในหลักการ “จีนเดียว” แต่เสนอให้แต่ละฝ่ายสามารถอธิบายความหมายทางการเมืองของตนด้วยถ้อยคำ เช่น “สาธารณรัฐจีน”

ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 1992 ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเห็นพ้องต้องกันในหลักการ แต่มิได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร หากได้สื่อสารในลักษณะ “ต่างฝ่ายต่างอธิบาย” เพื่อยืนยันการยึดหลักการ “จีนเดียว” สามารถตีความทางการเมืองแห่งนัยของหลักการที่แตกต่างกัน

ล่าสุดปี 2000 ทั้งสองฝ่ายให้การรับรอง “ฉันทามติ 1992” เป็นลายลักษณ์อักษร เสมือนเป็นการให้สัตยาบันยืนยันรับรองสนธิสัญญาเพื่อให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย

ท่ามกลางความตึงเครียดของสองฝั่งช่องแคบ และความสัมพันธ์ตลอดจนความเสื่อมถอยระบบโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ความพยายามใดที่มุ่งกลับไปสู่การสื่อสาร ล้วนมีคุณค่าต่อประโยชน์สาธารณะ การที่เจิ้ง ลี่เหวิน ได้ยกประเด็น “ฉันทามติ 1992” อย่างองอาจ มุ่งเน้นสันติภาพช่องแคบและการรวมชาติ จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญที่เดินสวนกระแส อีกทั้งมีความสำนึกถึงความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์

การจะใช้บริการ “ฉันทามติ 1992” ขณะนี้ ย่อมมีต้นทุนที่สูง เพราะ “เจิ้ง ลี่เหวิน” มิใช่ทำงานการเมืองด้วยอารมณ์หรือย่อประเด็นให้เหลือเพียงคำขวัญ หากเป็นความพยายามที่จะรังสรรค์สันติภาพ ดุลยภาพ และเสถียรภาพต่อคนจีนสองฝั่งช่องแคบ จึงควรแก่การสรรเสริญอย่างยิ่ง