การแจ้งเกิดของ ยาจีนต่อต้านมะเร็ง เบื้องหลังคือ นักวิจัยด้านยาขนานใหม่ (Innovation) ร่วมมือร่วมใจกันทำงานค้นคว้าวิจัยจนเกิดเป็นผลประโยชน์เชิงโครงสร้างครั้งประวัติศาสตร์ และแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการเอาชนะความตาย ผลงานดังกล่าวเกิดจากกลไกขับเคลื่อนของรัฐวิสาหกิจและธุรกิจภาคเอกชน ซึ่งกำลังส่งแสงสว่างแห่งความหวังของชีวิตมาสู่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก
มะเร็งมิใช่ “โรคร้ายแห่งศตวรรษ” อีกต่อไปคือสัจธรรม เนื่องจากปี 2025 นักวิจัยจีนได้ผลักดันให้มะเร็งเข้าสู่กระบวนการ “มิใช่โรคที่สิ้นหวัง” นักวิจัยด้านยาขนานใหม่ (Innovation) ที่ต้านมะเร็งกำลังก้าวสู่บทบาทผู้บุกเบิกระดับ First-in-Class (FIC) ส่งแสงสว่างโดยผ่านเงาแห่งความตายให้แก่ผู้ป่วยที่ตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง จึงเป็นการสมควรที่นิตยสาร Asia Weekly ขนานนามให้เป็น “บุคคลแห่งปี 2025”
ความก้าวหน้าของยาจีนต้านมะเร็ง ล้วนเกิดจากผลการวิจัยด้านพัฒนาสิ่งแปลกใหม่ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของจีน อันเกิดจากการระดมทรัพยากรของรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน ภายใต้ภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง และมีพลังขับเคลื่อนอยู่เสมอ
ความเจริญของยาจีนต้านมะเร็ง คือผลงานของบัณฑิตระดับอุดมศึกษากว่า 10 ล้านคนต่อปีรวมเป็นกองกำลังทรัพยากรมนุษย์ขนาดมหึมา ซึ่งมีนักชีววิทยานับล้านคน เป็นพลังหลักของงานวิจัยและพัฒนายาขนานใหม่ ในหมู่นักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ไปศึกษาต่อในห้องปฏิบัติการชั้นนำของยุโรปและสหรัฐ สั่งสมทั้งรากฐานทางทฤษฎีและประสบการณ์ภาคปฏิบัติในด้านเทคโนโลยีชั้นสูง
นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการขับไล่นักศึกษาต่างชาตินั้น กลับกลายเป็น “ผลดี” ต่อนักวิจัยชาวจีนที่สำเร็จการศึกษาจำนวนมากเลือกกลับประเทศของตน เพื่อประกอบธุรกิจและเข้าร่วมคณะวิจัย พวกเขาไม่เพียงนำมาซึ่งเทคโนโลยีชั้นสูง หากรวมถึงแนวทางการวิจัยพัฒนายาแบบใหม่ที่ต่อต้านมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ
ผลงานที่เกิดขึ้นคือคุณูปการของกลุ่มนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นฐานแห่งผลตอบแทนด้านบุคลากร ความได้เปรียบเชิงระบบของจีนได้ส่งแรงสนับสนุนที่สำคัญต่อการวิจัยและพัฒนายารุ่นใหม่ด้วยพลังแห่งความร่วมมือระหว่างรัฐวิสาหกิจกับภาคเอกชน
ต้องยอมรับว่า ธุรกรรมที่ยิ่งใหญ่นี้ได้รังสรรค์เงื่อนเวลาระยะยาวของระบบระดมทรัพยากรระดับชาติเข้ากับกลไกแรงจูงใจแบบตลาดอย่างลงตัว สถาบันวิจัยของรัฐและบริษัทยาของรัฐรับผิดชอบภาระด้านการวิจัยพื้นฐานและการบุกเบิกใหม่ภาคเอกชนอาศัยกลไกตลาดที่ยืดหยุ่นต่อความต้องการทางคลินิกอย่างรวดเร็ว ปรับเร่งกระบวนการวิจัยพัฒนาและการพาณิชย์ของยารุ่นใหม่
โมเดลการขับเคลื่อนเสมือน “สองล้อ” ของรถยนต์ คือรัฐและเอกชน แล่นคู่กันไป ทำให้จีนสามารถ “แซงโค้ง” บนลู่วิ่งแห่งการแข่งขันพัฒนายาต้านมะเร็งประเภท First-in-Class โดยมียาต้นแบบจำนวนมากที่ไม่เพียงอุดช่องว่างทางคลินิกภายในประเทศ หากยังเข้าสู่ตลาดนานาชาติ โดยก่อเกิดประโยชน์แก่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก
ตั้งแต่สารยับยั้ง PD-1 ไปถึงการบำบัดด้วยเซลล์ CAR-T จากยาธรรมดามุ่งเป้าถึงยาไบสเปซิฟิกความก้าวหน้าของยาต้านมะเร็งของจีนได้วางแนวทางการรักษามะเร็งของโลกขึ้นใหม่ ตลาดยาต้านมะเร็งระดับสูงซึ่งเคยถูกผูกขาดโดยบริษัทยาตะวันตก บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นบทบาทของจีนเรียบร้อยแล้ว แนวทางการรักษาที่เคยอยู่ไกลเกินเอื้อม กำลังกลายเป็นทางเลือกที่ดูมีราคาจับต้องได้ และเข้าถึงได้จริง
การผงาดขึ้นของยา Innovation ต้านมะเร็งของจีน มิใช่การแสดงเดี่ยวของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น หากเป็นชัยชนะที่สามารถเกื้อหนุนมวลมนุษยชาติ เมื่อสติปัญญาและหยาดเหงื่อของนักวิจัยผสานเข้าด้วยกัน จึงแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการเอาชนะความตาย และเมื่อผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากได้ฟื้นคืนชีพด้วยยาจีน กรณีจึงถือเป็นการเขียนบทใหม่ในประวัติศาสตร์ระหว่างมนุษย์กับโรคร้าย
ปฏิเสธมิได้ว่า การรังสรรค์สิ่งแปลกใหม่ (Innovation) ของยาจีนคือเกียรติยศอันสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือแสงสว่างแห่งชีวิตของมนุษยชาติทั้งมวล สรรเสริญชื่นชมยังไม่พอ ต้องสดุดีด้วย

