สิทธิผู้สูงอายุ ส.ค.ส. 2569+
วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสิทธิมนุษยชนซึ่งมีการเฉลิมฉลองทั่วโลกเพื่อรำลึกถึงวันครบรอบของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Right: UDHR) ซึ่งเป็นหนึ่งในปฏิญญาสำคัญระดับโลกที่ได้บัญญัติถึงสิทธิที่ไม่อาจละเมิดได้ซึ่งทุกคนพึงมีในฐานะมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา เพศ ภาษา ความคิดเห็นทางการเมืองหรืออื่นๆ ชาติกำเนิดหรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิด หรือสถานะอื่นๆ ปฏิญญาดังกล่าวได้รับการประกาศโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2491 และได้กำหนดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการคุ้มครองในระดับสากลเป็นครั้งแรก
ในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้จัดงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 18-19 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์ราชการโดยมีองค์กรภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งในการแสดงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนงานสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างสังคมแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชน ภายใต้แนวคิด “Human Rights: Our Everyday Essential สิทธิมนุษยชน: ทุกชีวิต ทุกเวลา” ซึ่งมีการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน 5 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ (1) สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี (2) สิทธิผู้สูงอายุ (3) สิทธิแรงงาน (4) ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และ (5) ปัญญาประดิษฐ์กับสิทธิมนุษยชน
ในส่วนสิทธิผู้สูงอายุนั้น ปีนี้สมัชชาสิทธิมนุษยชนได้เสนอและแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ 3 ประเด็น คือ
1.การขยายอายุการทำงาน และการลดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ
2.การสร้างหลักประกันรายได้ที่ครอบคลุมถ้วนหน้าเพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และ
3.การผลักดันให้มีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุ (Convention on the Rights of Older Persons)
ในประเด็นที่ 3 นั้น กสม.อธิบายว่า ปัจจุบันแม้จะมีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 9 ฉบับแต่ยังไม่มีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ส่งผลให้เกิดช่องว่างในการคุ้มครองในระดับสากล จึงควรมีกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุซึ่งรวมทั้งการผลักดันให้ประเทศสมาชิกคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ทั้งนี้ สหประชาชาติรับลูกจากข้อเสนอของอาร์เจนตินาเกือบ 80 ปีแล้วตั้งแต่ปี 2491 ต่อมา สมัชชาโลกว่าด้วยผู้สูงอายุ (World Assembly on Aging) จึงได้พูดถึงเรื่องนี้ในปี 2525 และ 2545 และสหประชาชาติได้รับหลักการสหประชาชาติว่าด้วยผู้สูงอายุ
(UN Principle for Older Persons) ในปี 2534 โดยวางกรอบสิทธิผู้สูงอายุใน 3 ประเด็น คือ ความเป็นอิสระ การมีส่วนร่วม และศักดิ์ศรี แต่ก็ไม่มีผลทางกฎหมาย
จนในปี 2553 สมัชชาสหประชาชาติจึงมีมติให้จัดตั้ง “กลุ่มการทำงานแบบเปิดว่าด้วยผู้สูงอายุ” (Open-Ended Working Group on Ageing: OEWG) เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกร่วมกันพิจารณาว่าอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่มีอยู่มีช่องว่างใดที่ไม่ได้คุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุ ซึ่ง OEWG เห็นว่ากรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่ยังขาดหลักประกันในการเข้าถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของผู้สูงอายุ เช่น สิทธิทางสุขภาพ สิทธิในการเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคอง รวมทั้งยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะในการป้องกันและลงโทษการละเมิดผู้สูงอายุ
ในปี 2567 OEWG จึงมีมติว่าการจัดทำอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับใหม่จะช่วยแก้ไขข้อจำกัดและอุปสรรคการวางแนวทางและบรรทัดฐานด้านสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจน ขณะที่สมัชชาสหประชาชาติส่งเรื่องให้กับ สภาสิทธิมนุษยชน (Human Right Council: HRC) ในเจนีวาทำต่อซึ่ง HRC ก็ได้รับข้อมติโดยฉันมติ และเมื่อ 3 เมษายน 2568 จึงตั้งคณะทำงานระหว่างรัฐบาลใหม่ เรียกสั้นๆ ว่า OEIWG เพื่อร่างอนุสัญญาต่อไป
อนึ่ง ความจำเป็นต้องมีกฎหมายรับรองสิทธินั้นเนื่องจาก คำว่าสิทธิ หมายถึงประโยชน์ที่ต้องมีกฎหมายรับรองและคุ้มครองไว้ บุคคลจึงจะเกิดสิทธินั้นได้ ถ้ากฎหมายไม่ได้ให้การรับรองหรือคุ้มครองไว้ประชาชนก็จะไม่มีสิทธิ (วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ 2543) ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ก็อธิบายความหมาย “สิทธิ” ไว้ว่า “ความสำเร็จ หรืออำนาจที่จะกระทำการใดๆ ได้อย่างอิสระ โดยได้รับการรับรองจากกฎหมาย”
และรัฐธรรมนูญของไทยก็รับรองสิทธิผู้สูงอายุไว้ชัดเจน คือ
2540 มาตรา 54 “บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
2550 มาตรา 53 “บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ”
2560 มาตรา 48 “บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ”
รวมทั้ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ 2546 มาตรา 11 ระบุว่าผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง การส่งเสริมและการสนับสนุนในหลายประเด็น อาทิ บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่สะดวกและรวดเร็วเป็นพิเศษ การศึกษา การศาสนา และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพหรือฝึกอาชีพ การพัฒนาตนเองและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสังคม การรวมกลุ่ม การอำนวยความสะดวก/ความปลอดภัยแก่ผู้สูงอายุในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะหรือบริการสาธารณะอื่น รวมทั้ง การจ่ายเบี้ยยังชีพอย่างทั่วถึง/เป็นธรรม
และ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2560 มาตรา 3 ได้เพิ่มความต่อไปนี้ในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2446 “(11/1) การจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยตามมาตรา 15/3”
อันที่จริง สิทธิของผู้สูงอายุนอกจากที่ระบุใน พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ ยังมีอีกหลายประเด็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในร่างอนุสัญญาของสหประชาชาติได้ออกแบบไว้ เช่น ความมั่นคงทางสุขภาพ สิทธิในการเข้าถึงการดูแลรักษาพยาบาล การตายอย่างมีศักดิ์ศรี สิทธิทางสังคม การมีครอบครัวอบอุ่น การสร้างเครือข่ายทางสังคม สิทธิในการมีชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อการสูงอายุ ในส่วนของอนุสัญญาของสหประชาชาติยังมีประเด็นการเลือกปฏิบัติด้านอายุ การคุกคามผู้สูงอายุ การกีดกันผู้สูงอายุ และการเข้าถึงการดูแล ซึ่งสิทธิหลัก คือ การมีอิสระจากการเลือกปฏิบัติและความรุนแรง สิทธิการมีศักดิ์ศรีและการได้รับการนับถือ สิทธิในการได้รับการดูแลที่มีคุณภาพและที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย สิทธิในการมีส่วนร่วม และสิทธิในการตระหนักรู้ในศักยภาพของตนเอง ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงการศึกษา การฝึกอบรม และโอกาสในการหารายได้หรือการทำงานให้ชุมชน
แต่นอกจากมีกฎหมายรับรองแล้ว สิ่งที่สำคัญคือจะต้องผลักดันให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายด้วย
ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารและเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย
สุดท้ายนี้ ขอแสดงความยินดีกับ กสม.ที่จัดงานวันสิทธิมนุษยชนได้อย่างดีซึ่งสะท้อนให้เห็นผลงานที่ผ่านมาในความพยายามผลักดันสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและภารกิจอีกมากที่จะต้องทำต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิทธิผู้สูงอายุในด้านต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีการพูดถึงในระดับรัฐบาลแต่
ในทางปฏิบัติดูเหมือนจะยังน้อยไปและไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
เอาใจช่วย และขอบคุณสำหรับ ส.ค.ส.2569+ แด่ผู้สูงอายุครับ
สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์

