หน้าแรก บทความ แนวทางพรรคการ...

แนวทางพรรคการเมือง ขับเคลื่อนนโยบายสู่การบริหารประเทศ

4.01.26 | 10:08 น.

แนวทางพรรคการเมือง
ขับเคลื่อนนโยบายสู่การบริหารประเทศ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายพรรคการเมืองเริ่มเปิดตัวผู้สมัครและนำเสนอนโยบายให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้เขียนได้ติดตามและรับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อพิจารณาว่าแต่ละพรรคมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาและกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างไร โดยใช้เป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ ผู้เขียนขอเสนอชุดมุมมองเชิงนโยบายบางประการที่อาจช่วยให้พรรคการเมืองนำไปใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป

นโยบายด้านเศรษฐกิจ

ความยากจนยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ผู้เขียนเห็นว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองควรยกประเด็นการแก้ไขปัญหาความยากจนและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นนโยบายหลัก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร การเพิ่มรายได้จากการค้าขายสินค้าเกษตร การพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงการยกระดับคุณภาพสินค้าและกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น

Advertisement

มากไปกว่านั้น ความยากจนไม่ได้หมายถึงเพียงการขาดแคลนรายได้เท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการขาดอำนาจและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรและการพัฒนาชีวิต การแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างแท้จริงจึงจำเป็นต้องกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น และกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจออกจากเมืองใหญ่ ไม่ให้กระจุกตัวอยู่เพียงบางพื้นที่

นอกจากนี้ การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว (green economy) และการมุ่งสู่เป้าหมาย net zero เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากแนวโน้มการพัฒนาของโลกให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน การมีนโยบายที่สอดรับกับทิศทางดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนจากนักธุรกิจที่สนใจธุรกิจสีเขียว และในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

ในภาคการท่องเที่ยวเอง ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวไปสู่การท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและความยั่งยืน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงเข้ามาท่องเที่ยวแต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม

ผู้สูงอายุและเยาวชน

การให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุและเยาวชนเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่อัตราการเกิดของประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่นและจีน คำถามสำคัญคือ เราจะรับมือกับสังคมที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากอย่างไร และจะทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ยังคงมีบทบาทในการพัฒนาประเทศต่อไปได้อย่างไร

ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังคงมีทักษะ ความรู้ และประสบการณ์การทำงานที่มีคุณค่า รัฐควรออกแบบนโยบายเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้สามารถถ่ายทอดประสบการณ์และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมต่อไปได้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางการดูแลผู้สูงอายุระดับนานาชาติ เนื่องจากมีระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการพักผ่อนของผู้สูงอายุจากต่างประเทศ

สำหรับเยาวชน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะอัตราการเติบโตของประชากรที่ลดลง พรรคการเมืองควรมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนมีบุตรเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาฐานประชากรวัยแรงงานในอนาคต ขณะเดียวกัน เด็กที่เกิดมาแล้วถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า รัฐจึงต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อวางรากฐานการพัฒนาคนในระยะยาว หากเด็กได้รับการดูแลที่ดีทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ ก็จะสามารถเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต

การรับมือภัยพิบัติ

นโยบายด้านการรับมือภัยพิบัติเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญ บางพรรคการเมืองเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติ แต่ผู้เขียนเห็นว่านั่นอาจยังไม่เพียงพอ ปัญหาภัยพิบัติควรถูกยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ และต้องมีการออกแบบกลไกการจัดการใหม่ที่ไม่ยึดติดกับขอบเขตพื้นที่ทางการปกครอง เช่น จังหวัดใครจังหวัดมัน หรือประเทศใครประเทศมัน โดยเฉพาะภัยพิบัติที่มีลักษณะข้ามพรมแดน เช่น น้ำท่วม ไฟป่า หรือปัญหาฝุ่น PM2.5 ควรยึด “ตัวปัญหา” เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างพื้นที่และระหว่างประเทศอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ความรู้เรื่องการรับมือภัยพิบัติควรถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนในทุกระดับ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีทักษะในการเอาตัวรอดและช่วยเหลือผู้อื่นได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระของภาครัฐ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว

ความขัดแย้งชายแดนและการศึกษา

ในประเด็นความขัดแย้งตามแนวชายแดน หลายพรรคการเมืองเสนอแนวทางที่เน้นการใช้กำลังหรือมาตรการแข็งกร้าว ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาที่บานปลายส่วนหนึ่งมาจากความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน การปฏิรูประบบการศึกษาจึงเป็นหัวใจสำคัญ เราไม่ควรจำกัดการเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านเพียงเรื่องสัญลักษณ์หรือข้อมูลพื้นฐาน แต่ควรเพิ่มเนื้อหาทางประวัติศาสตร์และมุมมองที่หลากหลาย เพื่อให้เยาวชนเข้าใจทั้งมุมมองของตนเองและของประเทศเพื่อนบ้าน การศึกษาเช่นนี้จะช่วยลดกระแสชาตินิยมสุดโต่ง และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

การปฏิรูปกองทัพและระบบราชการ

การปฏิรูปกองทัพเป็นอีกประเด็นสำคัญ ข้อเสนอเรื่องทหารอาสาหรือทหารรับจ้างถือเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม ควรมีการพิจารณาลดจำนวนนายพลที่มีอยู่จำนวนมาก และนำงบประมาณดังกล่าวไปยกระดับสวัสดิการของทหารชั้นผู้น้อย เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถตั้งตัวได้หลังปลดประจำการ

ขณะเดียวกัน การปฏิรูประบบราชการและการกระจายอำนาจยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจไม่มากนัก ทั้งที่ประชาชนในท้องถิ่นมีความพร้อมและต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ของตนเอง สิ่งสำคัญคือการแก้ไขกฎหมายและโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจ เพื่อให้การพัฒนาท้องถิ่นสามารถเกิดขึ้นได้จริง

หลายประเทศเริ่มลดจำนวนข้าราชการและนำเทคโนโลยีมาใช้แทน เพื่อลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนาม ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความคล่องตัวของระบบราชการได้อย่างเห็นผล

รัฐธรรมนูญและความขัดแย้งทางการเมือง

ประเด็นสุดท้ายคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง ควรถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายสำคัญในการหาเสียง เพื่อเปิดพื้นที่การถกเถียงในสังคม รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ยังคงทิ้งปัญหาเชิงโครงสร้างไว้หลายประการ ทั้งที่มาของวุฒิสภาและอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ซึ่งควรถูกอธิบายให้ประชาชนรับทราบอย่างตรงไปตรงมา ที่สำคัญ หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง การนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารอาจเป็นก้าวแรกที่ช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้ร่วมกัน

ทั้งหมดนี้เป็นชุดข้อเสนอเชิงนโยบายที่ผู้เขียนอยากชวนทุกท่านร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะประชาชนทุกคนคือเจ้าของประเทศนี้ และสามารถร่วมกันคิด ร่วมกันฝัน และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ผศ.ปฐวี โชติอนันต์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี