ทุนเทา – ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า ‘ทุนเทา’ กลายเป็นคำศัพท์ชในพื้นที่สื่ออย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงอาชญากรรมข้ามชาติหรือกลุ่มอิทธิพลเฉพาะถิ่น ขยายตัวเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใต้ดินขนาดใหญ่ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น ไปจนถึงระบบราชการและการเมืองระดับชาติ และปรากฏการณ์นี้กำลังบั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ในอดีตทุนเทาในไทยมักผูกโยงกับยาเสพติด การลักลอบค้าของเถื่อน หรือบ่อนการพนันในพื้นที่ชายแดน แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ทุนเทาได้ปรับตัวอย่างรวดเร็ว มีการไหลเข้ามาของทุนผิดกฎหมายจากนอกประเทศมากขึ้นจาก วิกฤตการสะสมทุนที่มากเกินไป(overaccumulation crisis) ของประเทศใหญ่อย่างประเทศจีน
จนทำให้ต้องหาพื้นที่อื่นใกล้เคียงเพื่อเข้าไปลงทุนหรือสร้างกำไรที่มากขึ้น ซึ่งนั่นมีทั้งทุนที่สะอาดและไม่สะอาดไหลเข้ามา และตอกย้ำด้วยปัญหาการว่างงานในจีน ปัญหาการบีบนักลงทุนอาชญากรรมของจีนออกนอกประเทศ และโควิด 19 ทำให้สิ่งเหล่านี้ไหลเข้ามาจับจองหาพื้นที่ในการทำธุรกิจใหม่
โดยเฉพาะการเปลี่ยนทุนคาสิโนควบคู่ไปกับการทำสแกมเมอร์ เกิดธุรกิจใหม่ เช่น เว็บพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การฟอกเงินผ่านคริปโตเคอร์เรนซี การหลอกลวงข้ามชาติ (scam economy) และประเทศไทยถูกใช้เป็นทั้ง ‘ฐานปฏิบัติการ’ เป็น ‘ทางผ่านของเงิน’ และ ‘สถานที่ฟอกเงิน’ ของทุนเทาข้ามชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่อาศัยความได้เปรียบของไทยคือโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ระบบการเงินที่เชื่อมต่อโลก และกลไกกำกับดูแลที่ยังตามไม่ทันรูปแบบอาชญากรรมสมัยใหม่ จนเป็นหนึ่งในสาเหตุของเงินบาทที่แข็งค่ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาแถลงเมื่อวันก่อน
เงินบาทที่แข็งจากทุนลักษณะนี้ แตกต่างจากเงินบาทแข็งจากการส่งออกหรือการลงทุนโดยตรง เพราะไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ ไม่สร้างรายได้ภาษี และไม่ยั่งยืน ในทางกลับกัน กลับบิดเบือนสัญญาณตลาด ทำให้ภาคส่งออกและผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนจากค่าเงินที่แข็งขึ้น ทั้งที่เศรษฐกิจจริงไม่ได้แข็งแรงตามไปด้วย
มีการประเมินกันว่า เศรษฐกิจของทุนเทามีมูลค่าหลายล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้ไม่ถูกจัดเก็บภาษี ไม่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจปกติ และสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับธุรกิจสุจริตและยังส่งผลเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย เช่น ดันราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในบางพื้นที่สูงผิดปกติ ทำให้ธุรกิจสีขาว SME ขนาดเล็ก ธุรกิจดั้งเดิมของคนไทยบีบออกจากตลาด กระทั่งถึงการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติ
ผมได้มีโอกาสอ่านงานเรื่องทุนเทาของ Gregory V. Raymond เจ้าของงานวิชาการเรื่อง Explaining ‘Grey Capital’ : The Sociology of Transnational Chinese Companies and Crime in Thailand ที่นำเสนอเรื่อง social isomorphism ว่าปัญหาทุนจีนสีเทาที่เข้ามาฝังตัวในประเทศไทยนั้นจากความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างของสังคมทั้งต้นทางและปลายทาง กล่าวคือ มีลักษณะโครงสร้างทางสังคมที่เรียกว่า Social Isomorphism ภายใต้วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ (neo-patrimonialism) มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เชิงอำนาจของผู้มีอิทธิพลตั้งแต่กลุ่มทุน ระบบราชการ ชุมชนทางการเมืองตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงระดับท้องถิ่น จนมีพื้นที่สีเทาที่รัฐมองเห็น แต่เลือกไม่จัดการ (informal immunity)
ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาและโจทย์ที่ท้าทายจนทำส่งผลบานปลายให้เกิดการปราบปรามในพื้นที่ชายแดนของไทยอย่างเมียนมาร์และมาสู่กัมพูชา การปราบปรามที่ชเวโก๊กโก่ ในเมียวดี และชายแดนแม่สอดเป็นผลในทางที่ดี แต่การปราบปรามบริเวณชายแดนไทย กัมพูชา กลับไม่เป็นเช่นนั้นและลุกลามบานปลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ นั่นคือการรบพุ่งกันระหว่างชายแดนไทยและกัมพูชาปัจจุบัน เกิดปัญหาเป็นกระแสชาตินิยมทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางศูนย์กลางปัญหาที่ยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในเวทีการพูดคุยของภาครัฐอย่างจริงจัง
จะเห็นได้ว่าวันนี้ทุนเทาจึงไม่ใช่เพียงผู้ร้ายที่อยู่นอกระบบอีกต่อไป แต่กำลังเป็น ‘ผู้เล่น’ที่ฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทย เพื่อสร้างเอื้อต่อสภาพแวดล้อมโครงสร้างpolitical isomorphism ให้มีลักษณะสะดวกและมีพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น (informal immunity)
และแน่นอนในการเลือกตั้งระดับชาติครั้งนี้ ย่อมมี ‘ต้นทุนทางการเมือง’ ที่สูงอย่างผิดปกติ ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่ได้จำกัดอยู่ที่การหาเสียงตามกฎหมาย แต่รวมถึงค่าเครือข่าย ค่าอิทธิพล และการระดมทรัพยากรนอกระบบ คำถามคือ แหล่งที่มาของเงินที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ที่เปิดเผยได้ตามกฎหมายเหล่านี้มาจากไหน?
การซื้อเสียงและเงินทุนการเมืองไม่ใช่แค่ ‘ค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง’ แต่คือการลงทุนเพื่อเข้าถึงอำนาจและความคุ้มครองหลังการเลือกตั้ง เมื่อเกมการเมืองจบลง เงินเทาเหล่านี้ไม่ได้หายไป แต่แปรรูปเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การผ่อนปรนกฎหมาย การชะลอคดี หรือการเอื้อประโยชน์เชิงนโยบาย นี่จึงเป็นสัญญาณร้ายของการเมืองไทยที่กำลังเป็นอยู่และกำลังส่งมอบภาพแบบนี้สู่การเลือกตั้งในปี 2569 ที่จะถึง และหนีไม่พ้นที่ประเด็นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระทางการเมืองและการหาเสียงและถูกใช้เป็นเครื่องมือชี้วัด ‘ความสุจริต’ ของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้
หลายพรรคประกาศไม่เอาทุนเทา สร้างการเมืองสะอาด ไม่จับมือคนเอื้อทุนเทา และบางพรรคก็ใช้มาเป็นแคมเปญหาเสียงในเดินเกมการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างชัดเจน อย่าง พรรคประชาชน ภายใต้สโลแกน “ไทยไม่เทา ไทยเท่าทัน ไทยทันโลก” และ พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้สโลแกน “ไทยหายจน ไม่ทนทุนเทา” พร้อมประกาศจุดยืนเรื่อง “การเมืองสุจริต” เป็นแกนกลางของการหาเสียง เป็นต้น
และหากมองย้อนกลับไปในการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาก็จะพบว่า ทุกการเลือกตั้งจะมีธีมวาระของหาเสียงทางนโยบายในทุกครั้งอยู่เสมอ และนั่นเป็นจุดยืนและภาพสำคัญที่ประชาชนจะมอบความไว้วางใจในวันที่ต้องออกไปเข้าคูหาใช้สิทธิเลือกตั้ง เราจะเห็นชัยชนะจากแคมเปญเปลี่ยนเพื่อนาคตที่ดีกว่า จัดทำรัฐธรรมนูยฉบับใหม่ มีลุงไม่มีเราจนไปสู่การแบ่งขั้ว พรรคประชาธิปไตย และพรรคอำนาจนิยมให้ประชาชนเลือกและเป็นที่ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา
สำหรับผมแล้วเรื่องทุนเทากับชาตินิยมเชื่อมโยงกันอย่างไม่ขาดตอนตามที่ได้อธิบายความในเบื้องต้น และหวังว่าหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ เราจะได้ทั้งประชาธิปไตยและการเมืองที่สามารถแก้ไข การบังคับใช้กฎหมายที่ขาดเอกภาพและความต่อเนื่อง โครงสร้างราชการที่แยกส่วน ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมโยงปัญหาคอร์รัปชันภายในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนกฎหมายและบุคลากรที่ป้องกันอาชญกรรมทางไซเบอร์ได้อย่างจริงๆ จังๆ เสียที…

