หากติดตามการเคลื่อนไหวของลิโป้หลังจาก “ชักกระบี่ออกวิ่งเข้าฟันเอาเต๊งหงวนตาย” มองจากสายตาคนปัจจุบัน
ต้องยอมรับว่า “เลือดเย็น”
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า ครั้นเวลารุ่งเช้าลิโป้จึงขึ้นมาเอาศีรษะเต๊งหงวนไปหาลิซก ณ ค่ายตั๋งโต๊ะ
ลิซกครั้นเห็นลิโป้หิ้วเอาศีรษะเต๊งหงวนมาก็ดีใจจึงพาลิโป้ไปหาตั๋งโต๊ะ
ฝ่ายตั๋งโต๊ะเห็นลิซกพาลิโป้ซึ่งหิ้วศีรษะเต๊งหงวนเข้ามาก็มีความยินดี เดินออกมารับลิโป้แล้วว่า
“ตัวเรานี้อุปมาเหมือนทำนาตกกล้าลงแล้วฝนแล้ง กล้านั้นใบแดงไป
ซึ่งท่านมาหาเราบัดนี้เหมือนฝนตกลงห่าใหญ่ น้ำท่วมเลี้ยงต้นกล้าชุ่มชื่นขึ้น ใบนั้นเขียวสดขึ้น”
ลิโป้เห็นตั๋งโต๊ะคุกเข่าลงคำนับก็ตกใจ
ความน่าตกใจมิได้อยู่ที่การคุกเข่าลงคำนับของตั๋งโต๊ะหากอยู่ที่ว่าอาการตกใจของลิโป้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ในเมื่อประโยคก่อนหน้านี้มิได้ระบุว่ามีการคุกเข่า
ตรงกันข้าม สำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายแต่เพียงว่า ตั๋งโต๊ะเห็นลิซกพาลิโป้ซึ่งหิ้วศีรษะเต๊งหงวนเข้ามาก็มีความยินดี
เดินออกมารับลิโป้
เมื่อพลิกอ่านสำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ก็เห็น วันรุ่งขึ้นลิโป้หิ้วศีรษะของเต๊งหงวนมาพบลิซก ลิซกจึงพาลิโป้เข้าพบตั๋งโต๊ะ
ตั๋งโต๊ะดีใจมาก จัดการเลี้ยงโต๊ะต้อนรับ
ตั๋งโต๊ะลงคุกเข่าคำนับก่อน แล้วว่า “วันนี้ข้าพเจ้าตั๋งโต๊ะได้ท่านแม่ทัพมาเข้าด้วยเหมือนหนึ่งข้าวกล้าในยามแล้งได้น้ำฝนอันหวานฉ่ำฉะนั้นแล”
ลิโป้เข้าประคองตั๋งโต๊ะขึ้นนั่ง
เพื่อความเป็นธรรมต่อสำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ขอตรวจสอบผ่าน 2 ผลงาน
1 ของ สังข์ พัธโนทัย 1 ของ พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช
หนังสือ “พิชัยสงครามสามก๊ก” เป็นผลงานเรียบเรียงของ สังข์ พัธโนทัย ตีพิมพ์ครั้งที่ 4 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2541
“สามก๊กฉบับสมบูรณ์” ของ พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช ตีพิมพ์เมื่อเดือนมีนาคม 2556
สังข์ พัธโนทัย เทียบทั้งภาษาจีนและอังกฤษ
ขณะที่ พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช ยืนยันอย่างหนักแน่น “ข้าพเจ้าแปลตามตัวอักษรของหลอก้วนจง”
จะขอเริ่มด้วย สังข์ พัธโนทัย
ตั๋งโต๊ะจึงจัดทองคำพันตำลึงกับพลอยสิบยอด เข็มขัดประดับหยกสายหนึ่ง กับม้าเซ็กเธาว์ให้ลิซกเอาไปให้ลิโป้
ลิโป้มีความโลภรับสินบนเหล่านั้น
แล้วก็เข้าไปตัดศีรษะเต๊งหงวนผู้เป็นนายหิ้วมาคำนับแก่ตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะมีความดีใจยิ่งนัก
เดินออกมารับลิโป้แล้วแสร้งคุกเข่าลงคำนับพลางว่า
“ตัวข้าพเจ้านี้อุปมาเหมือนทำนา ตกกล้าลงแล้ว ฝนแล้ง กล้านั้นใบแดงไป ซึ่งท่านมาหาข้าพเจ้าบัดนี้อุปมาเหมือนฝนตกลงห่าใหญ่ น้ำท่วมเลี้ยงต้นกล้าชุ่มชื่น ใบนั้นเขียวสดมีชีวิตชีวาขึ้นแล้ว”
ลิโป้เห็นดังนั้นก็ตกใจ
สํานวนแปลและเรียบเรียงของ พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช ว่า หลี่ว์ปู้ถือเอาศีรษะติงหยวนถือไปหาหลี่ซู่
ให้หลี่ซู่นำเข้าพบต่งจั๋ว
ต่งจั๋วดีใจจัดสุราอาหารต้อนรับ ให้เกียรติแสดงความคารวะก่อนแล้วว่า “ต่งจั๋วได้ท่านขุนพล
เปรียบดั่งต้นกล้าแห้งได้ฝนอันชื่นฉ่ำ”
หลี่ว์ปู้ให้ต่งจั๋วนั่ง แล้วตนแสดงความคารวะ
ความน่าสนใจมิได้อยู่ที่ว่า “ตั๋งโต๊ะคุกเข่าลงคำนับ” ต่อลิโป้ ประการเดียว หากแต่อยู่ที่ท่าทีการสนองตอบของตั๋งโต๊ะด้วยว่าเป็นไปอย่างไร
เริ่มจากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
ลิโป้เห็นตั๋งโต๊ะคุกเข่าลงคำนับก็ตกใจ ลิโป้เข้าอุ้มเอาตั๋งโต๊ะขึ้นนั่งบนเก้าอี้แล้วกราบคำนับ
จึงว่า
“ข้าพเจ้านี้มีใจภักดีมาจะทำราชการด้วยท่านซึ่งท่านมีใจเมตตาข้าพเจ้านั้นก็เห็นประจักษ์สิ้น
ข้าพเจ้าจะขอเอาท่านเป็นบิดากว่าจะสิ้นชีวิต”
ตั๋งโต๊ะได้ฟังมีความยินดีนัก จึงเอาเสื้ออย่างดีกับเกราะทองคำมาให้ลิโป้
สอดรับกับสำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ที่ว่า ลิโป้เข้าประคองตั๋งโต๊ะขึ้นนั่งกระทำคำนับแล้วว่า
“หากท่านไม่รังเกียจ ข้าพเจ้าลิโป้ขอนับถือท่านเป็นพ่อเลี้ยงตลอดไป”
ตั๋งโต๊ะมอบเกราะทองคำกับเสื้อแพรอย่างดีให้ลิโป้ชุดหนึ่ง แล้วดื่มสุรากันเป็นที่สุขสบาย
ยิ่งหากเทียบกับสำนวนแปล พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช ยิ่งน่าสนใจ
หลี่ว์ปู้ให้ต่งจั๋วนั่งแล้วตนแสดงความคารวะแล้วว่า “ถ้านายท่านมิรังเกียจ ปู้ขอคารวะท่านเป็นบิดา”
ต่งจั๋วนำเกราะทอง เสื้อผ้าแพรพรรณ เสื้อคลุมออกศึกมาให้หลี่ว์ปู้
กินดื่มอย่างสำราญใจ
การได้ลิโป้มาอยู่ในร่มเงาของตั๋งโต๊ะส่งผลอย่างฉับพลันให้ดุลอำนาจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
เริ่มจากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
ตั้งแต่ตั๋งโต๊ะได้ลิโป้มาไว้เป็นกำลังจะคิดอ่านราชการสิ่งใดมีใจกำเริบหยาบช้าขึ้นกว่าแต่ก่อน ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยแลทหารทั้งปวงในเมืองหลวงก็อยู่ในบังคับบัญชาตั๋งโต๊ะทั้งสิ้น
แล้วให้ตั๋งบุ๋นผู้น้องเป็นทหารซ้าย ให้ลิโป้ซึ่งเป็นบุตรเลี้ยงนั้นเป็นทหารขวา ตั๋งโต๊ะก็ยกเข้ามาตั้งอยู่ในเมือง
ตามด้วยสำนวน วรรณไว พัธโนทัย
นับแต่ตั๋งโต๊ะได้ลิโป้มาเป็นกำลังแล้วก็ยิ่งมีอำนาจมากขึ้นทุกวัน จึงตั้งให้ตั๋งบุ๋น น้องชายเป็นนายทัพฝ่ายซ้าย มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยานครหู้
แลสั่งให้ลิโป้เป็นนายทหารรักษาพระองค์นายกองม้า มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยานครตูถิง
ปิดท้ายด้วยสำนวน พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช
นับแต่นั้นมาอำนาจของต่งจั๋วก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุมทหารทั้งหมด ให้น้องชายต่งหมิ่นฮู่โหวขุนพลฝ่ายซ้าย
หลี่ว์ปู้เป็นนายทหารม้าตูถิงโหว
กําลังทางทหารสร้างความมั่นใจเป็นอย่างสูง แลเมื่อคุมดาบหอกและกระบี่ไว้ได้พร้อมสรรพ
ก็เริ่มสยายปีกในทางการเมือง
นี่มิได้เป็นเรื่องเพ้อฝัน หากแต่ดำรงอยู่บนพื้นฐานในทางความเป็นจริงที่สัมพันธ์และพัฒนา
ไม่ว่าอำนาจของโฮจิ๋น ไม่ว่าอำนาจของตั๋งโต๊ะ

