พรรคประชาชนออกแคมเปญในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประกาศนโยบายด้านการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน น่าติดตามว่าจะไปต่อได้ หรือแห้วอีกเช่นเคย
ทำไมต้องแก้ปัญหา (WHY)
รัฐราชการรวมศูนย์ (Centralized Bureaucracy) : ปัจจุบันอำนาจตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้การแก้ปัญหาระดับพื้นที่ล่าช้าและไม่ตรงจุด
อำนาจการบริหารพื้นที่จำกัด : หน่วยงานที่ประชาชนเลือกมาโดยตรงมีอำนาจน้อย จนไม่สามารถจัดการทรัพยากรหรือแก้ไขปัญหาสำคัญในพื้นที่ของตนเองได้อย่างอิสระ
อุปสรรคจากการกำกับดูแล : การที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคกำกับดูแลอย่างเข้มงวดเกินไปทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าตัดสินใจจัดทำบริการสาธารณะใหม่ๆ กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาท้องถิ่น
พรรคประชาชนจะทำอะไร (WHAT)
พรรคประชาชนเสนอให้ผู้บริหารสูงสุดระดับจังหวัดมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญคือ :
ผู้บริหารสูงสุดของจังหวัดต้องมาจากการเลือกตั้ง : เปลี่ยนจากเดิมที่มีผู้บริหารซ้ำซ้อน 2 คน (ผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้ง+นายก อบจ.จากการเลือกตั้ง) ไปสู่รูปแบบที่มีผู้บริหารจังหวัดจากการเลือกตั้งเพียงคนเดียว
ถ่ายโอนอำนาจสู่ท้องถิ่น : โอนภารกิจและอำนาจตัดสินใจทั้งหมดของผู้ว่าราชการจังหวัดเดิม มาไว้กับผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้ง รวมไปถึงถ่ายโอนงานของส่วนภูมิภาคบางส่วนมาอยู่กับท้องถิ่น และปรับบทบาทส่วนภูมิภาคมาเป็นหน่วยกำกับมาตรฐานบริการสาธารณะท้องถิ่น และเป็นหน่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองให้ท้องถิ่น
ทำอย่างไรให้สำเร็จ (HOW)
1.การปฏิรูปกฎหมายและภารกิจ
การถ่ายโอนภารกิจ : เร่งรัดการถ่ายโอนภารกิจตามแผนการกระจายอำนาจ ฉบับที่ 1, 2 และ 3โดยแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่เป็นอุปสรรค เพื่อมอบอำนาจบริหารจัดการบริการสาธารณะให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง
2.การจัดโครงสร้างบริหาร 3 ระดับ
ปรับโครงสร้างการบริหารประเทศให้เป็นเอกภาพ โดยมีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งในทุกระดับ
ระดับประเทศ : นำโดยนายกรัฐมนตรี
ระดับจังหวัด : นำโดยนายกจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง
ระดับท้องถิ่น : นำโดยนายกเทศมนตรี / นายก อบต. / นายกนคร
3.การปรับบทบาทส่วนภูมิภาค
จากผู้ปฏิบัติเป็นผู้กำกับดูแล : ปรับบทบาทราชการส่วนภูมิภาคให้ทำหน้าที่เพียงหน่วยงานกำกับดูแล ตรวจสอบมาตรฐานบริการสาธารณะ และส่งเสริมการพัฒนาเมือง แทนการลงไปทำงานจัดทำบริการซ้ำซ้อนกับท้องถิ่น
4.การบริหารทรัพยากรบุคคล
ถ่ายโอนกำลังคนให้ท้องถิ่น : จัดทำแผนถ่ายโอนข้าราชการและบุคลากรจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ปฏิบัติงานด้านบริการสาธารณะที่ทับซ้อนกัน ให้มาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้กำลังคนสอดคล้องกับภารกิจใหม่ในพื้นที่
แคมเปญเที่ยวนี้จะขายได้แค่ไหน เป็นความท้าทายอีกครั้งหนึ่งของการต่อสู้เชิงอำนาจ ระหว่างรวมศูนย์กับการกระจายอำนาจ
แนวนโยบายปฏิรูประบบบริหารการปกครอง ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น เป็นเรื่องที่สังคมไทยมีความเห็นต่างกันตลอดมา
การเปลี่ยนแปลงที่มาของผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้งโดยส่วนกลางมีฐานะเป็นราชการส่วนภูมิภาค ปรับเป็นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เปลี่ยนฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น
ที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการเรียกร้องเรื่องนี้ จะถูกต่อต้านคัดค้านจนร่างกฎหมายใหม่ล้มคว่ำ คะมำหงายถูกตีตก หรือไม่ก็แช่แข็งคาสภา ไม่เคยประสบผลสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว
แต่เสียงเรียกร้องก็ยังคงดังอยู่ต่อไป ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับแนวทางนโยบายใหม่เพื่อเสนอขายใหม่
บางพรรคลดเงื่อนไขบางอย่างลง อาทิ แทนที่จะเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดคราวเดียวทุกจังหวัดทั่วประเทศ ปรับเปลี่ยนเป็นค่อยๆ เลือกไปทีละกลุ่ม เริ่มจากจังหวัดที่มีความพร้อมก่อน
บางพรรคยืนหยัดหลักการเดิม นั่นคือ เปลี่ยนโครงสร้าง โดยให้ยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค เหลือแต่ราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น ตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่น
บางพรรคพยายามปรับเป็นทางสายกลาง โดยไม่ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค และคงให้มีตัวแทนมาจากราชการส่วนกลางมาประจำอยู่ต่อไป ปรับบทบาทใหม่ไม่ให้ทับซ้อนกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง
ปรับจากผู้ปฏิบัติเป็นผู้กำกับดูแล
ปรับบทบาทราชการส่วนภูมิภาคให้ทำหน้าที่เพียงหน่วยงานกำกับดูแล ตรวจสอบมาตรฐานบริการสาธารณะ และส่งเสริมการพัฒนาเมือง แทนการลงไปทำงานจัดทำบริการซ้ำซ้อนกับท้องถิ่น
ดังที่มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มีการยกร่าง พ.ร.บ.จังหวัดจัดการตนเองแล้วในบางจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น
แต่ก็ยังไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมายออกมาใช้บังคับ แม้เพียงจังหวัดเดียว
เป็นภาพสะท้อนชัดว่าอำนาจรัฐไทยรวมศูนย์ยังเหนียวแน่นต่อไป

