ฟิลิปปินส์
ความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพ
การประชุม ASEAN SUMMIT ปี 2026
มาเลเซียได้เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนในปี 2025 และได้มอบให้ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดต่อไป ในวันที่ 1 มกราคม 2026 การประชุมสุดยอดอาเซียนนี้ เป็นการประชุมที่เรียงตามตัวอักษรของประเทศคือ บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และติมอร์-เลสเต ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากสมาชิกในการประชุมสุดยอดที่มาเลเซีย ด้วยการสนับสนุนทั้งมาเลเซียและฟิลิปปินส์ สมาชิกปัจจุบันจึงมี 11 ประเทศ
ในการประชุมที่จะมาถึงนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของฟิลิปปินส์ได้เชิญ Dr.Kao Kim Hourn เลขาธิการอาเซียน ไปปรึกษาหารือเพื่อเตรียมการประชุมเมื่อวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2026 โดยได้ไปพบรัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีสวัสดิการสังคมและการพัฒนา และประธานธุรกิจปี 2026 รัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่มีปัญหาในการจัดการประชุมทั้งการบริหาร การจัดการสถานที่และทางด้านภาษา สำหรับหัวข้อหลักในการประชุมครั้งนี้คือ Navigation Our Future Together มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนา เศรษฐกิจ ความมั่นคงในภูมิภาคและความก้าวหน้าในประเด็นการเดินเรือ ซึ่งแน่นอนประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้ต้องรวมอยู่ด้วย ประเด็นสำคัญของอาเซียนคือการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centered) และประชาคมอาเซียน เป็นศูนย์กลาง (ASEAN Centrality) หรือเป็นแกนกลางในที่นี้คือ อาเซียนเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจและความร่วมมือในภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับมหาอำนาจและปัญหาในภูมิภาค แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้จะมีการตกลงใดๆ ในอาเซียน ประเทศใดประเทศหนึ่งจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามก็ได้ ทำให้การตัดสินใจประเด็นปัญหาต่างๆ ล่าช้า ทั้งนี้ เป็นเพราะอาเซียนมีความแตกต่างกันมาก ทั้งด้านภูมิศาสตร์ วิถีชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจ อีกทั้งไม่มีศูนย์กลางคอยดูแลและบังคับ ให้ปฏิบัติตามมติ ดังเช่นศูนย์กลาง ของประชาคมยุโรป (Supra-national) ในที่นี้คือมีอำนาจบังคับและตัดสินใจ แต่อาเซียนใช้ความเห็นหรือข้อตกลงร่วมกันของสมาชิกส่วนใหญ่ และไม่ก้าวก่ายเรื่องภายในของแต่ละประเทศ (Non-interference) ปัญหาส่วนใหญ่แก้ไขโดยข้อตกลง 2 ประเทศ (Bilateral agreement) ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาขององค์กรอาเซียนเอง อย่างเช่น ประชาคมยุโรป แต่อย่างไรก็ตามแต่ละประเทศก็ถอดบทเรียนปัญหาซึ่งกันและกันและช่วยเหลือกัน กับประเทศที่มีความคุ้นเคยกัน เช่น ฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซีย เป็นต้น การพัฒนาและความร่วมมือต่างๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ แต่อาจจะอาศัยกรอบแนวคิดของอาเซียนไปใช้
เรามีปัญหามากมายในอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นปัญหาที่ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน ได้แก่
1.การคาดการณ์บังคับให้ดำเนินการต่างๆ ในประเด็นที่ตกลงกันแล้ว เพราะอาเซียนใช้การตกลงร่วมกันเป็นส่วนใหญ่ (Consensus) และการไม่ก้าวก่ายเรื่องภายในของแต่ละ
ประเทศ
2.ประเทศในอาเซียนมีความแตกต่างกันในระบบการปกครอง ซึ่งมีทั้งระบอบประชาธิปไตยเผด็จการ ระบอบพระมหากษัตริย์ จึงมีความยากลำบากในการตกลงเรื่องสิทธิมนุษยชน ตัวอย่างเช่น กรณี พม่าก็มีความคิดเห็นต่างกันของสมาชิกอาเซียน
3.กรณีพิพาทเรื่องทะเลจีนใต้ (South China Sea Disputes) จีนได้สร้างความตึงเครียดให้กับหลายประเทศที่มีเขตทับซ้อนกัน ของฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับประเทศเหล่านี้ แม้มีข้อปฏิบัติ (Code of Conduct) ที่ร่างโดยสมาชิกอาเซียนให้จีนปฏิบัติตาม แต่จีนต้องการที่จะดำเนินการเองระหว่าง 2 ประเทศมากกว่า คือจีนกับประเทศที่มีปัญหากับจีน แต่การเจรจาก็ไม่สำเร็จ เพราะจีนยังรุกล้ำเขตแดนรวมทั้งสร้างเขื่อนและกองทัพในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นของฟิลิปปินส์ จนรัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องเชิญ สี จิ้นผิงเข้ามาในฟิลิปปินส์ ในเดือนพฤศจิกายน เพื่อเจรจาเรื่อง Code of Conduct แสดงว่าองค์การอาเซียนไม่สำเร็จในการเจรจา
4.ความไม่เท่าเทียมทางด้านเศรษฐกิจ จะเห็นว่าประเทศที่ร่ำรวยในภูมิภาคนี้คือสิงคโปร์และบรูไน ส่วนประเทศที่ต้องพัฒนาอีกมากคือ กัมพูชา ลาว และพม่า ทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นเท่าที่ควร และเป็นการฉุดเศรษฐกิจของอาเซียนโดยส่วนรวมด้วย อีกทั้งยังได้สร้างช่องว่างทางการศึกษา ทางการค้า และเทคโนโลยีด้วย
5.อัตลักษณ์ของประชาคมอาเซียนอ่อนแอ เนื่องจากสมาชิกคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของภูมิภาค ซึ่งต่างจากประชาคมยุโรป ที่อาเซียนได้จัดตั้งประชาคมอาเซียนตามแบบแล้วก็ตาม แต่ยังทำไม่ได้ครบถ้วน
6.อาเซียนมีปัญหาประเด็นข้ามชาติหลายประเด็นที่แก้ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามอาเซียนก็ได้กล่าวถึงปัญหาในอาเซียนอย่างเป็นทางการว่าปัญหาในอาเซียนปัจจุบัน ได้แก่
– การค้ามนุษย์
– การค้ายาเสพติด
– การตกต่ำของสภาวะสิ่งแวดล้อม
– การเกิดหมอกควันหมอกฝุ่น ซึ่งเป็นมลภาวะจากการเผาป่า และปัญหาอื่นๆ
7.การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งในปัจจุบันคือสหรัฐและจีนซึ่งกดดันให้ประเทศต่างๆ ในอาเซียน พยายามวางตัวเป็นกลาง แต่ไม่มีประเทศใดทำได้
ปัญหาทั้งหมดดังกล่าวแล้ว ยากที่อาเซียนจะเป็น ASEAN Centrality ได้ ถึงแม้ประชาคมอาเซียนจะได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2015 ซึ่งประกอบไปด้วย 3 เสาหลักแล้วก็ตาม แต่ 3 เสาหลักนี้ก็ได้ดำเนินการไปตามที่ทำได้ ร่วมมือกันตามที่ร่วมกันได้ และทั้ง 3 เสาหลักนี้ก็ได้กระตุ้นให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ใช้เป็นแนวทางของความร่วมมือในแต่ละประเทศ 3 เสาหลักดังกล่าวคือ
1.เสาหลักทางการเมือง และความมั่นคง (ASEAN Political Security Community (APSC))
2.เสาหลักทางเศรษฐกิจ (ASEAN Economic Community (AEC))
3.เสาหลักทางด้านสังคมวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community (ASCC))
เสาหลักที่ปฏิบัติการได้ดีที่สุดคือเสาหลักทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ 2 ประเทศที่ร่วมมือกัน และเสาหลักทางสังคมและวัฒนธรรม ก็ทำให้ประชาชนในอาเซียนเข้าใจกันและกันมากขึ้น รู้เขารู้เรามากขึ้น แต่เสาหลักทางด้านการเมืองและความมั่นคง ยังดำเนินการได้ไม่เท่ากับ 2 เสาหลักดังกล่าว อย่างไรก็ตามประชาคมอาเซียนก็เป็นอำนาจต่อรองต่อประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ได้
ปัญหาทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น ยากที่ ASEAN จะเป็นแกนกลาง (Centrality) ให้กับประเทศในภูมิภาคนี้ได้ทั้งหมด เพียงแต่เป็นการเจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศในกลุ่มให้ร่วมมือกัน เพราะ ASEAN ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกันตาม ASEAN WAY จึงเป็นความสามารถ ของทั้ง 2 ประเทศ (Bilateral Agreement) ที่จะเจรจาและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก อย่างเช่น กรณีของจีนและสหรัฐกับประเทศในภูมิภาค ซึ่งมีความเห็นต่างกันในการสนับสนุน จีน และสหรัฐ
อนึ่ง ในการประชุมครั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีความพร้อมในการดำเนินงานเพราะได้ดำเนินงานระหว่างประเทศมามากมายแล้ว อีกทั้งไม่มีปัญหาในการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษเช่นเดียวกับมาเลเซีย

