เมื่อได้ลิโป้มาอยู่ในร่มเงา เมื่อสามารถจัดกระบวนให้ “ขุนนางผู้ใหญ่ ผู้น้อย แลทหารทั้งปวงในเมืองหลวงก็อยู่ในบังคับบัญชาทั้งสิ้น”
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) จึงบรรยายว่า
ครั้นอยู่มาลิยูจึงว่าแก่ตั๋งโต๊ะว่า “ราชการในเมืองหลวงทุกวันนี้ก็มีสิทธิขาดอยู่แก่ท่านสิ้น ซึ่งจะคิดประการใดนั้นขอให้เร่งคิดเสียเถิด”
ตั๋งโต๊ะเห็นชอบด้วย
ครั้นเวลาเช้าตั๋งโต๊ะจึงให้ลิโป้คุมทหารพันเศษให้เข้าไปล้อมลงอยู่ในพระราชวังแล้วตั๋งโต๊ะเข้าไปในที่เสด็จออก
จึงสั่งให้แต่งโต๊ะหาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยมากินโต๊ะในที่เฝ้า
แล้วตั๋งโต๊ะถือกระบี่เข้าไปร้องประกาศในที่ชุมนุมขุนนางทั้งปวงว่า “หองจูเปียนนั้นหาสติปัญญามิได้จะให้ถอดเสีย เราจะให้ตั้งหองจูเหียบซึ่งมีสติปัญญาหลักแหลมขึ้นเสวยราชสมบัติ
ถ้าผู้ใดมิลงใจพร้อมด้วยเราจะฆ่าเสีย”
สํานวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ระบุว่า อยู่มาวันหนึ่งลิยูเตือนตั๋งโต๊ะให้เร่งคิดการล้มล้างราชบัลลังก์ ตั๋งโต๊ะจึงจัดการเลี้ยงโต๊ะขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เชิญขุนนางทั้งปวงมาชุมนุมพร้อมกัน
แลสั่งให้ลิโป้คุมทหารพันเศษรักษาการณ์อยู่ภายนอกทั้งซ้ายขวา
วันนั้น อ้วนหงุยกับขุนนางนับร้อยต่างมาร่วมงานเลี้ยงตามคำสั่ง เลี้ยงโต๊ะได้ไม่นานนักตั๋งโต๊ะลุกขึ้นชักกระบี่ออกถือ
แล้วประกาศว่า
“ฮ่องเต้องค์นี้โง่เขลาอ่อนแอไม่สมควรที่จะยกย่องเทิดทูน ข้าพเจ้าถือตามคติของท่านอีหยิ่นกับคว้อกวางจึงให้ถอดฮ่องเต้เสียตั้งเป็นหงหนงอ๋อง และสถาปนาหองจูเหียบขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบต่อไป
ผู้ใดมิปลงใจพร้อมเรา เราจะฆ่าเสีย”
จากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มายังสำนวน วรรณไว พัธโนทัย เมื่อเข้าสู่สำนวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
ยิ่งน่าสนใจ
หลี่หรู (ลิยู) เตือนต่งจั๋วเรื่องการถอดถอนกษัตริย์ แต่งตั้งกษัตริย์ใหม่ ต่งจั๋วเรียกเหล่าขุนนางเข้าพบ
ให้หลี่ว์ปู้นำทหารใส่เกราะพันกว่านาย อารักขาซ้ายขวา
ในวันนั้นไท่ฟู่หยวนเหว่ยและขุนนางทั้งหลายมาพร้อมกัน หลังดื่มสุราอาหารไปได้สักพัก
ต่งจั๋วเอามือจับกระบี่แล้วว่า
“ฮ่องเต้อ่อนแอมิอาจให้สืบทอดราชสมบัติได้ ข้าปฏิบัติตามอีอิ่น ฮั่วกวง ขอถอดถอนฮ่องเต้เป็นหงหนงหวาง แต่งตั้งเฉินหลิวหวางเป็นฮ่องเต้ ผู้ใดไม่เห็นด้วยประหารหมดสิ้น”
ขุนนางทั้งหลายไม่มีใครกล้าคัดค้าน
มองจากความจัดเจนของคนปัจจุบัน ปฏิบัติการของตั๋งโต๊ะครั้งนี้คือการสำแดงให้เห็นว่าอำนาจเป็นของใคร
ความต้องการนี้มิได้เป็นเรื่อง “ลับ”
ก่อนหน้านี้ตั๋งโต๊ะก็เคยสำแดงให้เป็นที่รับรู้อย่างเด่นชัดมาแล้วในเหล่าขุนนาง เพียงแต่มิอาจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
เนื่องจากถูก “ขวาง” จากเต๊งหงวน
เมื่อตั๋งโต๊ะสามารถ “กำจัด” เต๊งหงวนซึ่งเคยเป็น “เงื่อนไข” ลงได้พร้อมกับได้ตัวลิโป้เข้ามาอยู่ในร่มเงา
จึงสร้างความมั่นใจเป็นอย่างสูง
เป็นความมั่นใจไม่เพียงแต่ตั๋งโต๊ะได้จัดระเบียบการบริหารภายใน “ราชสำนัก” ใหม่ทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊
หากที่สำคัญเป็นอย่ามากคือความมั่นใจจาก “ลิโป้”
คำถามก็คือ อำนาจทางการเมือง การทหารอยู่ในมือของตั๋งโต๊ะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือไม่
สํานวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงนิ่งอยู่สิ้น แต่อ้วนเสี้ยวลุกยืนขึ้นแล้วร้องว่า
“หองจูเปียนเป็นพระราชบุตรเอกพระราชบิดายกราชสมบัติให้”
หองจูเปียนเสวยราชย์ก็มิได้มีความผิดสิ่งใดตัวจะมาถอดเสียแล้วจะยกหองจูเหียบพระราชบุตรโทขึ้นเสวยราชย์นั้น
ตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงตอบว่า “ราชสมบัติทุกวันนี้อยู่ในเงื้อมมือเรา เราเห็นไม่ชอบจึงจะทำให้ชอบ
ถ้าตัวมิฟังจะขัดขืนอยู่ฉะนี้ตัวจงดูแลกระบี่ที่เราถืออยู่นี้จะคมหรือไม่”
อ้วนเสี้ยวจึงตอบว่า “กระบี่เราถือมาก็มีอยู่ถ้าตัวมิฟังจะขัดขืนอยู่ฉะนี้ตัวจงดูแลกระบี่ที่เราถือมานี้เห็นจะคมหรือไม่คมเล่า”
ตั๋งโต๊ะก็โกรธถอดกระบี่ออกจะฟันอ้วนเสี้ยว
อ้วนเสี้ยวก็ถอดกระบี่ออกจะสู้ตั๋งโต๊ะ
ในความเข้มข้นของสถานการณ์จำเป็นต้องอ่านสำนวน วรรณไว พัธโนทัย ต่อโดยพลันทันใด
บรรดาขุนนางทั้งปวงต่างตกตะลึง ไม่มีใครกล้าคัดค้าน
ทันใด อ้วนเสี้ยว แม่ทัพกองระวังกลาง ลุกเดินออกมาอย่างองอาจพลางว่า
“ฮ่องเต้องค์นี้ไม่เคยทำความผิดอันใด และไม่เคยละเมิดศีลธรรม ซึ่งท่านคิดจะถอดพระราชโอรสเอกแล้วแต่งตั้งพระราชโอราสรองขึ้นนั้นจะเป็นกบฏหรือ”
ตั๋งโต๊ะโกรธนัก
ตวาดว่า “ใต้ฟ้านี้ขึ้นกับกู กูมีอาญาสิทธิ์ ใครบังอาจขวางกู ก็จงดูกระบี่ของกูซิว่ามันคมไหม”
อ้วนเสี้ยวกระชากกระบี่ออกมาถือไว้
แล้วว่า “กระบี่ของท่านคมดีแท้ แต่กระบี่ของข้าพเจ้าใช่จะทื่อก็หาไม่”
สองฝ่ายต่างจ้องหน้าจะกินเลือดกินเนื้อกันกลางงานเลี้ยง
สํานวน แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช ปรากฏขึ้นเป็นจากสภาพการณ์ที่ ขุนนางทั้งหลายไม่มีใครกล้าคัดค้านว่า
หยวนเส้าลุกขึ้นว่า
“ฮ่องเต้เพิ่งขึ้นครองราชย์ไม่นาน ยังไม่ทำสิ่งใดที่ขาดคุณธรรม เจ้าจะถอดถอนแล้วตั้งคนใหม่
ไม่เรียกว่ากบฏแล้วเรียกว่าอะไร”
ตงจั๋วว่า “แผ่นดินนี้อยู่ในมือข้า ใครกล้าขัดขวางข้า เจ้าลองดูซิว่า กระบี่ของข้าคมหรือไม่คม”
หยวนเส้าชักกระบี่ออกมาแล้วว่า
“กระบี่ของเจ้าคม กระบี่ของข้าก็ไม่ใช่จะไม่คม”
พร้อมกันนั้น แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช เสนอข้อความปรากฏในวงเล็บเหมือนสะท้อนความรู้สึก
“อ้วนเสี้ยวตอนนี้ดูช่างหาญกล้า”
การแสดงออกของตั๋งโต๊ะ (ต่งจั๋ว) และคณะอันมีลิโป้เป็นตัวชูโรงก็หาญกล้า การแสดง ออกของอ้วนเสี้ยว (หยวนเส้น) ก็หาญกล้า
ปมอยู่ที่ฝ่ายแรกยืนยันในความชอบธรรมที่จะกระทำ
ปมอยู่ที่ฝ่ายหลังก็ยืนยันในเหตุผลและความชอบของตนที่จะขัดขืนและไม่เห็นด้วย
ปมนี้เป็นการท้าทายอย่างแหลมคม

