พรรคประชาชนตั้งแต่ครั้งอนาคตใหม่ ก้าวไกล เคยโดดเด่นเน้นการนำเสนอนโยบายกับการทำงานเป็นระบบ ทันสมัยบนฐานข้อมูลเชิงลึก เป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมากกว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น
มาถึงวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป เป้าหมายการแข่งขันมุ่งเน้นเป็นรัฐบาลเพื่อแสดงฝีมือการบริหาร หลังจากเล่นบทฝ่ายค้านมาตลอด
ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์การต่อสู้จากการรณรงค์ขายนโยบาย ขายหลักการ มาขายคนเพิ่มขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิทธิพลจากพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดึงเอานักบริหารมืออาชีพ นักคิด นักวิชาการ ที่มีประสบการณ์และผลงาน เป็นที่ยอมรับมาร่วมงาน รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีหลายคน
ช่วยให้ภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยและตัวนายอนุทินโดดเด่นนำหน้าคู่แข่งจากพรรคอื่นๆ จนดึงดูดพรรคระดับรองเข้ามาร่วมชายคาได้อย่างกว้างขวาง
พรรคประชาชนไม่ยอมตกเป็นฝ่ายตั้งรับ แต่เปิดเกมรุกด้วยการรณรงค์สร้างจุดขายใหม่ โชว์ความต่างอย่างเป็นขั้นตอน
ด้วยการประกาศแนวทางการบริหารรัฐบาลยุคใหม่ ตั้งรองนายกรัฐมนตรีโดยเอาภาระงาน ประเด็นปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศเป็นตัวตั้ง แทนที่จะเอากระทรวงเป็นหลักอย่างแต่ก่อนๆ
เปิดตัวทีมรองนายกรัฐมนตรี 4 คน 4 ด้าน ได้แก่ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รับผิดชอบดูแลเรื่องประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward center ดูแลเรื่องคุณภาพชีวิตใหม่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 3 ดูแลเรื่องเศรษฐกิจใหม่ และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 2 ดูแลเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน
ติดตามมาด้วยการเปิดชุดนโยบาย และเว็บไซต์ระดมทุนเพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง เปิดอภิปราย “วิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน” ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 กับจัดรายการพิเศษ The Professionals ทยอยเปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ทีละคน
เริ่มจาก นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ด้านการยุติธรรม นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐและอดีต ส.ว.ด้านต่างประเทศ รศ.อนุชาติ พวงสำลี ประธานคณะกรรมการอำนวยการ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านการศึกษา
เป็นการนำเสนอขายคน สินค้าสดใหม่ เข้าสู่ตลาดการเมือง เพื่อเป็นตัวเลือก ตัวแข่ง ตัวเปรียบเทียบ ตัวช่วยสร้างความหวังให้กับสังคมการเมืองไทย ให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตัดสินใจอีกครั้ง
ในความเป็นจริงบุคคลเหล่านี้จะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง หากได้คะแนนมากจนเป็นรัฐบาลพรรคเดียวก็มีโอกาสสูง
แต่หากเป็นรัฐบาลผสมก็อยู่ที่ผลการเจรจาต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลจะสรุปอย่างไร พรรคไหนได้กระทรวงอะไร กี่เก้าอี้ ไปครอง โอกาสก็ลดลง
ยิ่งต้องการเป็นรัฐบาลมากเท่าไหร่ แนวโน้มการประนีประนอม ยอมรับข้อต่อรองย่อมมีมากขึ้น
การปรับเปลี่ยนกลยุทธการรณรงค์ ดึงคนนอกเข้ามาเสริมทัพครั้งนี้ ไม่ได้เป็นไปด้วยความราบรื่น สวยหรูด้านเดียว
แต่อีกด้านหนึ่งเป็นความเสี่ยงทางการเมือง เป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายและยอมรับผลที่ตามมา จากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอกพรรค
แนวทางหันมาเน้นขายคน โดยเฉพาะคนนอกซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ก่อให้เกิดปัญหาตามมาจากแรงเสียดทานภายใน
ที่ปรากฏเป็นข่าว น.ส.กัลยพัชร รจิตโรจน์ หรือ นิว อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลาออกจากสมาชิกพรรค พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลาออกจากสมาชิกไปลงสมัครในนามพรรคไทยธรรม
อ้างเหตุว่า พรรคเปลี่ยนไป จนหมดศรัทธา เพราะกำลังจะกลายเป็นพวกเขา สูญเสียตัวตน-อุดมการณ์เดิม หวังเข้าสู่อำนาจจอมปลอม
“เอาคนนอกมาสู้ จะขนเทคโนแครต-อีลีทมากี่ร้อยคน ก็ไม่มีค่าเท่าอุดมการณ์คนหนึ่งที่ต้องออกไป”
เกิดปัญหาโต้แย้ง ทั้งวิธีคิดและวัฒนธรรมองค์กร เช่นเดียวกับองค์กรอื่นๆ ไม่ว่าองค์กรธุรกิจ สังคม การเมือง
คนใน คนนอก คนเก่า คนใหม่ ใครสำคัญกว่าใคร ใครควรมาก่อน
การต่อสู้เชิงความคิด เชิงอุดมการณ์ ระหว่าง หลักความเสียสละทุ่มเท ความจงรักภักดีต่อองค์กร กับหลักความรู้ ความสามารถ หลักการแสวงหาพันธมิตร จะยึดหลักใดมาก่อนหลัง
อีกทั้งหลักการ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
เป็นธรรมดาเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดปฏิกิริยา คนรับได้ก็อยู่กันต่อ รับไม่ได้ก็โบกมือจากไป
การจะดึงคนเก่าเอาไว้ได้ จึงอยู่ที่คำอธิบายต่อการนำคนนอกเข้ามามีตำแหน่งบริหาร มีเหตุผลทำให้ยอมรับได้แค่ไหน
ผลลัพธ์การปรับกลยุทธ์การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นเช่นไร คำตอบเกิดขึ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้แน่นอน
ไม่ใช่แค่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเท่านั้นที่จะเป็นผู้รับผลจากการตัดสินใจ
แต่ยังหมายรวมถึงบรรดาสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนแนวทางของพรรคประชาชนต้องได้รับผลไปด้วยเช่นกัน
ในฐานะผู้ออกเสียงเลือกตั้ง คอยรอดูกันว่า อนาคตอันใกล้ของพรรคประชาชน “ขายนโยบายมาสู่ขายคน” ผลจะเป็นเช่นไร

