นโยบายสาธารณะว่าด้วยการแก้วิกฤตประเทศไทย
ความเห็นของนายแพทย์ประเวศ วะสี
เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สูญเสียปูชนียบุคคลที่สำคัญเป็นที่ได้รับการยกย่องและยอมรับในสังคมของประเทศคือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี คุณหมอประเวศ ไม่เพียงเป็นนายแพทย์ที่ประสบความสำเร็จทางวิชาชีพของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลท่านหนึ่งในด้านความคิดและการพัฒนาประเทศของเรา ท่านเป็นเจ้าของความคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาหมายความว่า การแก้ไขวิกฤตของประเทศต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างพลังสังคม ภาคราชการและความรู้จากภาควิชาการ วันนี้ผู้เขียนขออนุญาตสะท้อนความคิดของท่านแต่เพียงด้านเดียวเกี่ยวกับนโยบายกระจายอำนาจหรือนโยบายที่ท่านเรียกว่าเทศาภิวัฒน์
คุณหมอประเวศเป็นคนที่มองปัญหาได้เฉียบขาดและล้ำยุค ความคิดของท่านด้านการพัฒนาทันสมัย ปัจจุบันในขณะที่นักวิชาการในโลกกำลังพูดเรื่องปัญหาพหุวิกฤตถาวรซึ่งเกิดจากการซ้อนทับของวิกฤตต่างๆ คุณหมอได้เล็งเห็นความซ้ำซ้อนของปัญหามานานแล้วว่า “มหาวิกฤตการณ์สยาม” นั้นมีอยู่อย่างต่ำ 5 วิกฤตด้วยกันคือ 1) วิกฤตเศรษฐกิจที่ไม่สามารถแก้ไขความยากจนและความยุติธรรมทางสังคม 2) วิกฤตทางสังคม 3) วิกฤตทางสิ่งแวดล้อม 4) วิกฤตทางการเมือง และ 5) วิกฤตที่กลไกของรัฐ คุณหมอเห็นว่าสาเหตุของวิกฤตเป็นเพราะเราสร้างทุกอย่างจากยอด รากฐานจึงไม่แข็งแรงเหมือน “เจดีย์ (สามเหลี่ยม) ที่เอาหัวลงเอาฐานตั้งขึ้น พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ถ้าฐานของพระเจดีย์แข็งแรง องค์พระเจดีย์ก็สูงใหญ่เสียดยอดได้อย่างมั่นคง ไม่หักโค่นลงง่ายๆ สังคมก็เช่นเดียวกัน ถ้าฐานล่างของสังคมแข็งแรง สังคมทั้งหมดก็มั่นคง ยั่งยืน ฐานล่างของสังคมก็คือชุมชนท้องถิ่นนั่นเอง” (ประเวศ วะสี ในรากฐานของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น 2551) ตัวอย่างที่ท่านยกมาในเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ใส่ใจแต่เศรษฐกิจระดับบนซึ่งเชื่อมโยงกับต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยผันผวนเรื่อยมา แม้แต่เรื่องสุขภาพซึ่งเป็นมิติที่รัฐบาลหลายรัฐบาลทำได้ดีที่สุด ประชาชนก็ยังต้องไปนั่งรอหมอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ซึ่งคุณหมอเห็นว่าจำเป็นจะต้องมีระบบสุขภาพชุมชนที่แข็งแรง
คุณหมอใช้ปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ของส่วนย่อยและองค์รวมกล่าวคือ เซลล์เป็นส่วนย่อยของมนุษย์เมื่อประกอบกันแล้วก็จะเกิดคุณสมบัติที่เป็นอัศจรรย์ เช่นนวัตกรรมต่างๆ ก็เป็นหลักการของการพัฒนาประเทศ ท่านเห็นว่าประเทศจะเจริญเติบโตได้ประชาชนในชุมชนต้องมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ต้องพัฒนาจากระดับย่อยที่สุดคือ ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล จนถึงระดับประเทศและไม่พัฒนาอย่างแยกส่วน เพราะการแยกเซลล์ออกจากกันก็จะทำให้ชีวิตสูญสิ้นไป
คุณหมอเห็นว่าจุดเปลี่ยนของประเทศไทยนั้นจะต้องเกิดจากเงื่อนไข 2 อย่างคือ 1) การพัฒนาอย่าง บูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอาชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานการอภิวัฒน์ประเทศไทยโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งจะ “ปลดปล่อยศักยภาพซ่อนเร้นของคนไทยและวัฒนธรรมไทยอันมหาศาลไปสู่การร่วมสร้างประเทศไทยให้มีบูรณภาพ ดุลยภาพ ความเป็นธรรม มั่นคง ยั่งยืนและสันติสุข” (ประเวศ วะสี ในฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย 2554)
คุณหมอใช้ศัพท์ว่า เทศาภิวัฒน์หรือในทางวิชาการเรียกว่ากระจายอำนาจไปสู่ชุมชนและท้องถิ่น คุณหมอให้คำอธิบายว่าเทศาภิวัฒน์หมายถึง การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดหรือยิ่งใหญ่ของพื้นที่ ซึ่งภายใต้แนวคิดนี้ทั้งชุมชนในหมู่บ้านและเมืองจะได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมทำ ตั้งแต่ร่วมสร้างสภาผู้นำ สำรวจข้อมูลชุมชน ทำแผนชุมชน (ซึ่งก็คือนโยบายสาธารณะสำหรับท้องถิ่น) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาใน 8 เรื่องร่วมกันคือ เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษาและประชาธิปไตย ทั้งนี้ทุกภาคส่วนจะร่วมกันเป็นภาคีพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการ ตั้งแต่องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับล่างคือองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลขนาดต่างๆ จนถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทั้งนี้ควรให้มีการทำและใช้ข้อมูลทั้งระดับชุมชนและจังหวัด ประสานให้ทุกภาคีสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อทำแผนพัฒนาที่เอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง โดยให้มีมหาวิทยาลัยเข้ามาเป็นตัวช่วย
แนวคิดนี้ได้ถูกถ่ายทอดมาเป็นการทำงานของสำนัก 3 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คือสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชนได้ขับเคลื่อนจนเกิดการพัฒนาและนวัตกรรมระดับชุมชนจำนวนมากและมีต้นแบบการบริหารจัดการที่เป็นตัวอย่าง ผู้เขียนเองก็ได้รับความคิดนี้และถ่ายทอดออกมาเป็นชุดดัชนีจังหวัดภิวัตน์และชุมชนภิวัตน์ที่มี 7 มิติ (ยกเว้นเรื่องการเมือง) ซึ่งรวบรวมเอาข้อมูลของรัฐจำนวนมากมายมาแปลงเป็นสารสนเทศในรูปดัชนีที่เข้าใจง่ายขึ้น ทำให้ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ สามารถเข้าใจถึงศักยภาพของตน ซึ่งผลการศึกษาปรากฏว่าการพัฒนาจังหวัดเป็นการพัฒนาที่ไม่สมดุล ส่วนใหญ่ปัญหาจะอยู่ที่การจัดการสิ่งแวดล้อมและการจัดการความเสี่ยง ที่น่าเป็นห่วงก็คือจังหวัดที่มีปัญหาเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดจนความสามารถในการรับมือความเสี่ยงเป็นจังหวัดเศรษฐกิจหลัก
อีกเงื่อนไขที่สำคัญก็คือ “ถ้าประเทศจะหลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ปัจจุบันไปได้ อุดมศึกษาไทยจะต้องปฏิวัติตัวเองมาเป็นหัวรถจักรทางปัญญาที่ดึงสังคมไทยออกจากความมืด” ในระดับการปฏิบัติก็นับว่าได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อรัฐบาลมีโครงการหนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งจังหวัด ซึ่งในส่วนนี้มีมหาวิทยาลัยราชมงคลและราชภัฏเป็นกำลังสำคัญในพื้นที่ และในด้านการวิจัยก็ได้มีการเน้นเรื่องการวิจัยโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง คุณหมอประเวศยังมองไกลไปกว่านั้นว่ามหาวิทยาลัยควรจะต้องสร้างความสามารถในการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดีให้ได้โดยเร็ว สำหรับประเด็นหลังนี้เป็นที่น่าเสียดาย แม้ว่ามหาวิทยาลัยและสถาบันทางวิชาการในปัจจุบันได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างนโยบายสาธารณะ แต่แรงกดดันทางการเมืองทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ยังหมกมุ่นอยู่กับนโยบายลดแลกแจกแถมซึ่งจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่เสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชนในระยะยาว
ถึงคุณหมอประเวศจะจากพวกเราไปแล้ว แต่แนวคิดและความดีงามของท่านยังคงจารึกอยู่ในใจและจะเป็นแรงบันดาลใจให้ภาคีนักพัฒนาและจิตอาสาจำนวนมากทำงานหนักเพื่อดึงประเทศออกจากวิกฤต ร่วมสร้าง “ประเทศไทยที่บินได้” ตามความฝันของคุณหมอประเวศต่อไปอย่างไม่ท้อถอย
ขอวิญญาณของท่านจงสถิตอยู่ในความสงบสุขแห่งสรวงสวรรค์

