หน้าแรก บทความ อรรถสิทธิ์ พา...

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | ส่องแนวคิดโหวตยุทธศาสตร์ เมื่อรักคนที่ใช่ แต่ต้องเลือกคนที่ชนะ

16.01.26 | 19:35 น.

คุยกันเรื่องเลือกตั้ง

สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ยินได้เห็นคำหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่บนหน้าข่าวออนไลน์เป็นการทั่วไป กล่าวถึง แนวคิด ‘โหวตยุทธศาสตร์’ เข้าใจว่าเบื้องต้นจะเป็นการหยั่งเสียงของสังคมทั้งสองฟากฝั่งว่าจะเอาด้วยหรือไม่กับแนวคิดเช่นนี้

สำหรับปีกฟากที่ผมขอเรียกรวมๆ ว่าเป็นอนุรักษ์นิยม อันได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ จำพวกนี้ ได้เริ่มปลูกแนวความคิดของผู้เลือกลงลึกและดูเหมือนว่าจะมีผลต่อการจัดการการเลือกตั้งที่จะถึงนี้มากกว่าฝั่งตรงข้าม

การทดลองหยั่งเชิงเช่นนี้จะค่อยๆปรากฏชัดขึ้น รุนแรงขึ้น เมื่อถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้เป็นอย่างแน่แท้ คงจะได้เห็นปรากฏการณ์พิสดาร หักมุมทางการเมืองในฟากฝั่งอนุรักษ์นิยมกันพอสมควร

ในทัศนะของผมไม่พึงจะเห็นด้วยนักกับการโหวตที่ไม่ได้สะท้อนถึงความชอบที่แท้จริงหรือบนหลักของเหตุและผลทางนโยบายซึ่งจะเป็นปัญหาต่อไปในเบื้องหน้า แต่โลกการเมืองซับซ้อนซ่อนอะไรมากไปกว่าที่จะตีแผ่ความจริงใจบนโต๊ะหรือเวทีดีเบต ยกตัวอย่างง่ายๆ จากการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา (2562,2566) อย่างไรก็ดี เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ผลักภาระให้ต้องคุณ ๆ ท่านๆ ทั้งหลายต้องเผชิญหน้า เมื่อความจริงที่ว่าวันนี้ไร้แกนอนุรักษ์นิยมและจำเป็นต้องเลือกผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้กับตัวเอง

Advertisement

แนวคิดดังกล่าวใช่ว่าจะเพิ่งเกิดขึ้นในระบบการตัดสินด้วยการลงคะแนนเสียง แต่ย้อนกลับไปได้ไกลรากฐานทางความคิดและพัฒนาการของทฤษฎีทั้งหลายเหล่านั้น ทั้งทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ ทฤษฎีเกม และเศรษฐศาสตร์การเมือง การศึกษาเรื่องนี้เริ่มต้นศึกษากันอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับพฤติกรรมการลงคะแนน โดยในศตวรรษที่ 18 นักคิดชาวฝรั่งเศสอย่าง Marquis de Condorcet และ Jean-Charles de Borda ได้เริ่มวิเคราะห์ปัญหาของระบบการลงคะแนนเสียงอย่างระบบ Condorcet Method  และระบบ Borda Count ตามลำดับ ซึ่งต่อมาทั้งสองแนวคิดสุดท้ายได้กลายเป็นรากฐานในการอธิบายพฤติกรรมการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในศตวรรษต่อไป

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักวิชาการอย่าง Kenneth Arrow ได้เผยแพร่งาน “Social Choice and Individual Values” ในปี 1951 ซึ่งนำเสนอทฤษฎีบทความเป็นไปไม่ได้ และชี้ให้เห็นว่าไม่มีระบบการลงคะแนนใดที่สามารถตอบสนองเงื่อนไขที่สมเหตุสมผลและสมบูรณ์แบบด้วยตัวของมันเอง ทุกคนต่างเลือกสิ่งนีเพื่อยอมเสียและรักษาอะไรบางอย่างไว้เสมอ

ถัดมาในทศวรรษ 1950-1960 แนวคิดจากทฤษฎีเกมที่พัฒนาโดย John von Neumann และ John Nash ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ การลงคะแนนเลือกตั้งเริ่มถูกมองเป็นเกมเชิงกลยุทธ์ที่ผู้เล่นพยายามเพิ่มผลประโยชน์ของตนมากขึ้นเป็นที่มาให้ Robin Farquharson ได้เผยแพร่งาน “Theory of Voting” ในปี 1969 ซึ่งนำทฤษฎีเกมมาใช้วิเคราะห์ Strategic Voting อย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรก งานนี้แสดงให้เห็นว่าในหลายสถานการณ์ ผู้ลงคะแนนที่มีเหตุผลควรลงคะแนนแตกต่างจากความชอบที่แท้จริงของตนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

ขณะที่ปี 1955 Herbert Simon ได้เผยแพร่บทความ “A Behavioral Model of Rational Choice” เสนอแนวคิดเรื่อง เหตุผลที่จำกัด(bounded rationality) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคนเรานั้นไม่สามารถประมวลผลข้อมูลทั้งหมดและคำนวณทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างสมบูรณ์แบบได้ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านความจำ เวลา และความสามารถในการคำนวณ โดยบอกว่า เรามักใช้กฎง่ายๆ หรือ heuristics และตัดสินใจแบบsatisficing คือเลือกทางเลือกแรกที่พอใจได้มากกว่าการหาทางเลือกที่ดีที่สุด และจากงานชิ้นนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1978 ในเวลาต่อมา

ขณะเดียวกันงานดังกล่าวก็ได้ปูรากฐานการศึกษาเกี่ยวกับ Low-information rationality ของSamuel Popkin ในปี 1991ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ลงคะแนนใช้ข้อมูลที่จำกัดและทางลัดทางจิตวิทยาในการตัดสินใจ โดยอธิบายว่าผู้ลงคะแนนใช้สัญญาณ หรือกระแส ต่างๆ จากบริบทการหาเสียง เช่น การรับรองจากบุคคลที่เชื่อถือ หรือข้อมูลจากสื่อ เป็นทางลัดในการตัดสินใจแทนการศึกษานโยบายอย่างละเอียด

และมีอีกบทความที่ต่อเนื่องกันและผมอยากให้ท่านผู้อ่านได้ทราบเพื่อจะตอกย้ำว่าแท้จริงแล้วการโหวต(ลงคะแนนเสียง) ของเรานั้นมีแนวโน้มจะเป็นไปในทิศทางไหนและผมจะได้จัดแบ่งประเภทต่อไป งานชิ้นนี้ชื่อว่า “Expressive Voting and Electoral Equilibrium” ตีพิมพ์ในปี 1998 ได้เสนอทฤษฎี Expressive Voting ที่ว่าการลงคะแนนไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการเลือกผู้นำ แต่เป็นวิธีการแสดงออกถึงอัตลักษณ์และค่านิยมของบุคคล ผู้คนอาจลงคะแนนเพื่อแสดงว่าตนเองเป็นใคร เชื่อในอะไร หรือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใด มากกว่าเพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการอธิบายเพิ่มถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมิติทางสังคมและจิตวิทยาลงไป

มาจนถึงตอนนี้ก่อนที่ผมจะได้พูดถึงบริบทการเมืองไทย จะขอบอกว่าจากแนวคิดที่ผมได้แสดงให้ท่านผู้อ่านมาถึงตอนนี้คงจะพูดว่า ทั้งหมดทั้งปวงสรุปยอดแนวคิดได้ 3 อย่างของการตัดสินใจลงคะแนน คือ (1) การลงคะแนนที่เป็นการออกเสียงอย่างตรงไปตรงมา (Sincere Voting)  คือ รักใครชอบใครก็เลือกคนนั้น  (2) การโหวตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Voting) ซึ่งเป็นรูปแบบการลงคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งปรับเปลี่ยนการลงคะแนนจากความชอบที่แท้จริงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า และ(3) การลงคะแนนเพื่อแสดงออก (Expressive Voting)  ผมนึกถึงการลงคะแนนประเภทนี้ในกลุ่มชาตินิยมที่มีอัตลักษณ์เข้มข้นปรากฎอยู่ในบางพรรค หรือการแสดงออกเพื่อการตรวจสอบสังคม ในสมัยที่ประชาชนเลือกพรรครักประเทศไทย ของคุณชูวิทย์ฯ เข้ามาในสภาฯ เมื่อปี 2554

และในที่นี้เราพูดถึงการโหวตยุทธศาสตร์ซึ่งมีหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระบบการเลือกตั้งและสถานการณ์เฉพาะหน้าที่แตกต่างกันออกไป คัดเฉพาะรูปแบบสำคัญๆ ที่ท่านผู้อ่านเห็นภาพตาม เช่น Tactical Voting หรือการลงคะแนนยุทธวิธี ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด ผู้ลงคะแนนเลือกสนับสนุนผู้สมัครที่มีโอกาสชนะสูงกว่าแทนที่จะเป็นผู้สมัครที่ชอบที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สมัครที่ตนไม่ชอบชนะ คุ้นๆ ไหมครับ ไม่เลือกเราเขามาแน่ หรือสมัยผู้ว่าชัชชาติ ที่อีกฝ่ายรณรงค์ให้รวมเสียงที่กระจัดกระจายกันออกไปมาที่คนๆเดียว แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล

หรือรูปแบบ Push-over หรือ Raiding เป็นกลยุทธ์ที่ผู้ลงคะแนนพยายามช่วยให้ผู้สมัครที่อ่อนแอกว่าผ่านรอบแรก เพราะเชื่อว่าผู้สมัครของตนเองจะเอาชนะผู้สมัครที่อ่อนแอนั้นได้ง่ายกว่าในรอบสอง  อันนี้จะเห็นในระดับไพรมารีโหวตของพรรค ในประเทศไทยก็มีให้เห็นเหมือนกัน แต่ซับซ้อนกว่านั้น

เช่น จังหวัดหนึ่งในภาคใต้มีการล๊อบบี้ให้สมาชิกจากสาขาพรรคโหวตเลือกผู้สมัครที่อ่อนกว่าพรรคคู่แข่ง ให้เป็นผู้ชนะในระดับไพรมารีแล้วให้พรรคเคาะชื่อตามมติของสาขา เพื่อพรรคของตนที่เป็นคู่แข่งในพื้นที่จะได้ชนะเลือกตั้ง แต่น่าเสียดายที่วิธีการนี้ไม่เป็นผล เพราะระบบไพรมารีบ้านเราไม่ได้บังคับพรรคว่าต้องเอาตามที่เสนอมาเพียงแต่เป็นการหยั่งเสียงเบื้องต้น อำนาจการเคาะผู้สมัครจึงยังอยู่ที่ส่วนกลาง (ไม่ได้ละก็คงได้เห็นภาพกีฬามันส์ๆ)

และหากดูในบริบทการเมืองไทย คำว่าโหวตยุทธศาสตร์ ถูกใช้มากขึ้นนับแต่การเลือกตั้งปี 2562 เป็นต้นมาตั้งแต่ ฝ่ายอำนาจนิยม ฝ่ายประชาธิปไตย (ฝ่ายอนุรักษ์ใช้) 2565 การเลือกตั้งผู้ว่ากทม. (ฝ่ายอนุรักษ์ใช้) 2566 มีเราไม่มีลุง (ฝ่ายก้าวหน้าใช้)

และปัจจุบัน 2569 กำลังจะถูกใช้อีกครั้งผมเน้นย้ำว่าครั้งนี้ถูกใช้ในหมู่อนุรักษ์นิยม ซึ่งกำลังก่อตัวอยู่มากแล้ว และหลายพรรคที่เป็นคู่เทียบก็ออกมารณรงค์ให้เลือกบนพื้นฐานของนโยบาย และหลักการ ซึ่งคงต้องดูกันว่าแรงจูงใจอย่างไหน ประเภทไหน จะสามารถกำหนดพฤติกรรมการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ได้มากกว่ากัน 8 ก.พ. 69

ขอให้เป็นการเลือกตั้งที่ประสบผล และพาประเทศก้าวพ้นการเติบโตต่ำที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันเสียที