โปรดออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกากบาทในช่อง “เห็นชอบ” เพื่อสร้างอนาคตทางการเมืองไปด้วยกัน อนาคตที่ต้องสดใส สุจริต และสนองความจำเป็นพื้นฐานของทุกคน
มีข่าวจากสื่อมวลชนว่า พรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีอย่างน้อย 7 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย, พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคไทยสร้างไทย, พรรคพลวัต, และพรรคประชาชาติ ส่วนพรรคที่ประกาศจุดยืนไม่เห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีอย่างน้อย 4 พรรค คือ พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคพลังประชารัฐ, พรรครักชาติ, และพรรคไทยภักดี ทั้งนี้ เป็นการแบ่งกันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยเสรีปนอนุรักษ์ กับฝ่ายประชาธิปไตยอนุรักษ์นิยม ถ้าฝ่ายแรกได้เสียงข้างมากในการลงประชามติ ก็หวังว่าจะเกิดความร่วมมือกันสร้างการเมืองที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของความเปิดกว้าง
มีเพื่อนส่งข้อความมาให้ผ่านสื่อ Line ว่า “ดูดีดีนะพี่น้อง รัฐธรรมนูญ 2560, คดีความไม่มีวันหมดอายุ, เมื่อมีคดีความห้ามเดินทางออกนอกประเทศ, โกงกิน = ประหารชีวิต/จำคุกตลอดชีวิต, ร่ำรวยผิดปกติ ฟอกเงิน จำคุก 15-30 ปี & ยึดทรัพย์, ห้ามโดยสารเครื่องบิน First Class ฟรี, บริหารประเทศเสียหาย จำคุก 15-30 ปี … ที่พวกมันจะแก้รัฐธรรมนูญ … เพื่อพวกมันเอง (นักการเมือง) ล้วน ๆ” ผมอ่านแล้วสงสัยว่าเพื่อนผมที่ส่งข้อความนี้มาจะเพี้ยนไปกับเขาด้วยหรือเปล่า
พอเขาตั้งฉายาให้รัฐธรรมนูญที่พวกเขาร่างขึ้นว่าเป็น “ฉบับปราบโกง” คนหลายคนก็พลอยเชื่อตามนั้น จริงอยู่ ผู้ร่างมีเจตนารมณ์จะใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือปราบโกง แต่การโกงยังมีเหมือนเดิม ไม่ว่าในวงการใด ย่อมมีทั้งคนโกงและไม่โกง นักการเมืองโกงก็มี, ข้าราชการโกงก็มี, ทหารการเมืองโกงก็มี, นักธุรกิจ นักวิชาการ นักพัฒนา ฯลฯ โกงก็มี แต่ที่ไม่โกงก็มี กฎหมายย่อมมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง แต่ข้อความข้างต้นที่เพื่อนส่งมานั้น มุ่งเป้าไปที่นักการเมือง ในข้อความที่ว่า การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ “พวกมันเอง” การถล่มนักการเมือง (politician bashing) ทำได้คะนองปากจริง ๆ อนึ่ง ข้อความข้างต้นชวนให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องปราบโกงที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 แต่อันที่จริง ข้อความดังกล่าวไม่มีในรัฐธรรมนูญ อาจมีในกฎหมายอื่น การแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่จำเป็นต้องกระทบกฎหมายเหล่านั้น
รัฐธรรมนูญ 2560 หวังให้มีการปราบคอร์รัปชัน และบัญญัติให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์นี้ใช้ดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชัน CPI เป็นตัวชี้วัด โดยระบุเป้าหมายว่า ในปี 2570 คะแนน CPI ของไทยจะต้องไม่ต่ำกว่า 57 เมื่อสิ้นสุดแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในปี 2580 คะแนน CPI ต้องไม่น้อยกว่า 73 หรือประเทศไทยจะอยู่ในอันดับต้น ๆ ในบรรดาประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อย (ไม่เกินอันดับที่ 20) แต่ข้อเท็จจริงคือการคอร์รัปชันยังมีเท่าเดิมหรือมีเพิ่มขึ้นดังแสดงในตารางต่อไปนี้

แสดงว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีผลในการลดการคอร์รัปชัน เพราะการโกงนั้นซับซ้อนหรือมีเหตุปัจจัยมากมาย ลำพังการเขียนรัฐธรรมนูญให้สวยหรูยังส่งผลน้อยมากต่อการโกงจนบัดนี้
รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติเป้าหมายในการปฏิรูปประเทศ ให้ “สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ” ในเรื่องความเหลื่อมล้ำ ขออ้างยุทธศาสตร์ชาติที่ตั้งเป้าหมายลดช่องว่างระหว่างรายได้ของประชากร 10 % ที่รวยที่สุด กับรายได้ของประชากร 10% ที่จนที่สุด ไม่ให้เกิน 15 เท่า (ปัจจุบัน 22 เท่า) ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ความเหลื่อมล้ำอยู่ในระดับปานกลาง และเท่าที่ผ่านมา มีเหตุปัจจัยมากมายที่ทำให้ไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำลงมาดังที่หวังไว้ในรัฐธรรมนูญ
ในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ชาติระบุเป้าหมายให้ GDP เติบโตปีละ 5% เป็นอย่างน้อย แต่ในรอบสิบปีที่ผ่านมา GDP ของเราสูงสุดเท่ากับ 4.22% ในปี 2561 จากนั้นก็ตกลงมาไล่เลี่ย 2% แล้วมาเจอพิษร้ายจากโควิด – 19 ที่ทำให้ GDP ติดลบ 6.05% ในปี 2563 โดยเฉลี่ย การเติบโตราว 1% นับแต่ปี 2562 โดยไม่มีปีใดที่ GDP สูงกว่า 5% ดังที่ตั้งเป้าหมายไว้
มีบางคนโพสต์ข้อความว่า รัฐธรรมนูญแก้ปัญหาไม่ได้ ให้แก้ที่ตัวบุคคล ประเด็นของผมก็คือ ทำไมไม่แก้ทั้งในเรื่องโครงสร้างอำนาจ (รัฐธรรมนูญ) และแก้ที่คน (โดยหาทางลดกิเลส) ไปพร้อมกัน ถ้าท่านคิดว่ารัฐธรรมนูญแก้ปัญหาไม่ได้ ทำไมต้องหวงแหนรัฐธรรมนูญที่แก้ปัญหาไม่ได้ มิสู้ปล่อยให้คนที่คิดว่าต้องแก้ทั้งตัวระบบและตัวคน เดินหน้าปรับปรุงรัฐธรรมนูญไปไม่ดีหรือ
ผมเพียงอยากบอกว่า รัฐธรรมนูญ 2560 “ไม่ตรงปก” คือไม่สามารถ ปราบโกง ลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ แต่เอาเถอะ การบัญญัติให้หวังสูงแต่ทำไม่ได้ ไม่ใช่ปัญหาสำคัญที่สุด เหตุที่สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพราะมีเรื่องสำคัญจริง ๆ ที่ต้องแก้ และไม่สามารถแก้เป็นรายมาตราได้
1) การแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราควรเริ่มที่การแก้มาตรา 256 เพื่อให้แก้รัฐธรรมนูญได้ ด้วยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เคยมีในรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ โดยตัดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่มีเฉพาะในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บัญญัติให้มีสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ให้ความเห็นชอบ ออกไป การที่ ส.ว. จำนวน 1 ใน 3 สิทธิยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจเป็นเครื่องมือของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรที่สำคัญ และที่ผ่านมา ส.ว. ได้ใช้สิทธิยับยั้งนี้ โดยอ้างว่าไม่ต้องการลดอำนาจตนเอง
2) การแก้ไขเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจของศาลหรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่หรืออำนาจได้ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนถึงจะทำได้ การใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมีข้อวิจารณ์ว่าเกี่ยวพันกับการเมืองเสมอมา อีกทั้งเป็นอำนาจที่สี่ที่อยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย (อำนาจของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล) ที่ควรมีการทบทวน อีกทั้งองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. และ กกต. ก็มีข้อกังขาในเรื่องประสิทธิผลการปราบปรามคอร์รัปชันและการซื้อสิทธิขายเสียง จึงควรมีการทบทวนเช่นกัน การแก้ไขเป็นรายมาตราในเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องยุ่งยาก เพราะมีโยงใยพาดพิงกันหลายมาตรา อีกทั้งการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องเหล่านี้ย่อมต้องใช้งบประมาณ
3) การได้มาซึ่ง ส.ว. ปัจจุบัน มีคำถามว่ามีการจัดตั้งจนได้ชื่อว่า ส.ว. สีน้ำเงิน โดยที่การเป็นตัวแทนที่จะมาพัฒนาสาขาวิชาชีพ 20 สาขาดังที่อ้างไว้ ก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นเช่นนั้น จึงควรต้องเปลี่ยนแปลงให้ ส.ว. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ (มาตรา 114) และต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ๆ (มาตรา 113)
เมื่อวันที่ 4 มกราคม มีการประชุมร่วมระหว่างพรรคการเมือง 7 พรรคและองค์กรภาคประชาสังคม 14 องค์กร ที่ประชุมมีความเห็นพ้องกันว่า
1) รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะวางโครงสร้างขององค์กรการเมืองที่เป็นระบบและสมดุล โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น และเป็นการสร้างฉันทามติใหม่ทางการเมือง
2) ถ้ารัฐสภาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในระหว่างการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ย่อมทำได้ เช่น ในเรื่องที่มาของวุฒิสภา ความเป็นกลางและเป็นอิสระขององค์กรอิสระ แต่ที่ผ่านมา รัฐสภาไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขรายมาตรา ยกเว้นครั้งเดียวในเรื่องระบบเลือกตั้ง
3) พรรคการเมืองและองค์กรภาคประชาชนที่เข้าร่วมประชุมมีความเห็นตรงกันว่า จะรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติลงมติให้ความเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการรณรงค์เช่นนี้ทำได้โดยเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมือง
การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการมองไปสู่อนาคตระยะยาว ขณะนี้ภาพจำหรือแบรนด์หรือชื่อเสียงของประเทศ กำลังถูกติดป้ายว่ามีความเสี่ยงสูง เช่น ในด้านการก่อสร้าง ความปลอดภัย คุณภาพ การเรียกเก็บคอมมิสชัน เป็นต้น อีกทั้งการขาดความสามัคคีปรองดอง และการปฏิบัติต่อพรรคการเมืองอย่างไม่ทัดเทียมกัน ก็ถูกมองว่าเป็นที่มาของการขาดเสถียรภาพ เราไม่ควรอยู่กันอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เพราะจะกระทบต่อชื่อเสียงระยะยาวอย่างถาวร และยากแก้ไขหากสังคมภายนอกเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น จึงอยากขอใช้หลัก “รู้รักสามัคคี” เพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ดังนั้น ขอให้กากบาท “เห็นชอบ” ในการออกเสียงประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยพร้อมเพรียงกัน
โคทม อารียา

