หน้าแรก บทความ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : แพนโทนของ ‘สีเทา’

21.01.26 | 13:05 น.

ในเชิงภาษาและวัฒนธรรม เราใช้ “สีขาว” และ “สีดำ” ในการเปรียบเทียบชี้ผิดถูกชั่วดีกันมาเสมอ เช่นเดียวกับแสงสว่างและความมืด นั่นเพราะโดยสัญชาตญาณ มนุษย์เราจะรู้สึกปลอดภัยกว่าในแสงสว่างอันเป็นภาคของสีขาว มากกว่าความมืดของสีดำที่ชวนให้รู้สึกเกรงกลัวอันตราย

หากจะให้นิยามแล้ว “สีขาว” หมายถึงสีที่สว่างที่สุดอันเกิดจากการรวมตัวของคลื่นแสงทุกสี หรือหมายถึงสีที่สะท้อนแสงทุกสีออกไปได้ ส่วน “สีดำ” คือสีมืดที่เกิดจากการไม่สะท้อนแสงหรือการดูดซับทุกสีเอาไว้ นิยามสีคอมพิวเตอร์ระบบ RGB สีขาวจะมีค่า R:255 G:255 B:255 สีดำจะมีค่า R:0 G:0 B:0

ส่วน “สีเทา” นั้นคือความกำกวมที่อยู่ระหว่างสีขาวและสีดำ และเป็นจุดที่นิยามได้ยากที่สุด เพราะมันคือดินแดนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างขาวและดำ เป็นเฉดสีแห่งอัตวิสัยที่นิยามจะเคลื่อนที่ไปตามมาตรวัดและจุดสังเกตของผู้พิจารณาในแต่ละห้วงเวลา “สีเทา” จึงมักจะถูกใช้เปรียบเปรยถึงสิ่งที่คลุมเครือว่า จะชี้ว่าผิดก็ไม่ใช่ แต่จะบอกว่าถูกก็ไม่เชิง

คำว่า “เทา” ในระยะหลังกล่าวถึงกันมากในทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของไทย เนื่องจากการทะลักเข้ามาของ “ทุนเทา” ซึ่งมีทั้งแบบ “เทากลาง” ที่เข้ามาทำลายกลไกตลาดผ่านการทุ่มตลาดค้าปลีก โดยใช้ห่วงโซ่อุปทานแบบปิดเต็มรูปแบบตั้งแต่สินค้า แรงงาน จนถึงระบบขนส่งจากต้นทาง ทำให้กำไรทั้งหมดถูกโอนกลับประเทศเจ้าของทุน โดยที่ประเทศไทยแทบไม่ได้ประโยชน์ทางภาษีหรือการจ้างงาน กับแบบ “เทาเข้ม” คือธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือยาเสพติด ที่พยายามแฝงตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติผ่านการฟอกเงินที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและเครือข่ายแทรกซึมอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ สถานบันเทิง และการค้าปลีกทำให้ยากต่อการสืบสาวถึงหลักฐานการกระทำผิด

การรุกคืบเข้ามาของทั้ง “เทากลาง” และ “เทาเข้ม”พวกนี้ก่อความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยในทุกมิติ ตั้งแต่ SME ที่เริ่มเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับพวกทุนเทากลางลงไปทุกที ประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าจากบริษัทที่ดูเหมือนจะน่าเชื่อถือได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่แล้วก็ปิดตัวหนีไปดื้อๆ แบบไม่มีอะไรเหลือไว้ในประเทศไทยให้ทำอะไรได้ เนื่องจากใช้กลยุทธ์ธุรกิจไร้รากที่เน้นการเช่าทรัพย์สินและอุปกรณ์ทุกอย่าง ไม่สามารถอายัดทรัพย์สินใดๆ เพื่อบังคับคดีเยียวยาได้ ไปจนถึงพวกเทาเข้ม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงเอาเงินเก็บของผู้คนไปจนสิ้นเนื้อประดาตัว รวมถึงเว็บพนันออนไลน์สารพัดชื่อสารพัดตัวเลขต่อท้ายนั่นก็ด้วย

Advertisement

สำหรับกรณีหลัง คำว่า “เทา” นั้นจึงหมายถึงกรณีที่มัน “ดำ” นั่นแหละ เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ ความสงสัยนั้นยังเป็นเมฆหมอกที่ลอยปกคลุมความดำมืดนั้นให้เห็นเป็นเงาเทาตะคุ่มสลัวๆ น่าสงสัยอยู่เช่นนั้น

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความเหิมเกริมของทุนเทา คือ อำนาจรัฐ ที่หยั่งรากมาตั้งแต่สมัยรัฐประหาร ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลและขั้วการเมืองที่เป็นพันธมิตรในการสืบทอดอำนาจนั้น จึงไม่แปลกที่วาระหลักในการหาเสียงที่ “พรรคประชาชน” ชูขึ้นมาว่า “วาระหลัก-ไทยไม่เทา-ไทยเท่ากัน-ไทยทันโลก” หรือสรุปรวบตึงด้วยแคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” และ “กาส้ม ล้มเทา” จึงได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชน เพราะถ้าเป็นการตลาดก็นับได้ว่ายิงตรงเข้าไปที่ “จุดเปราะบาง” ของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม แคมเปญการหาเสียงนี้ก็เหมือนจะถูกทดสอบระลอกแรก จากการที่ นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางพลัด-บางกอกน้อย ของพรรคถูกออกหมายจับเนื่องจากมีรายชื่อพัวพันกับเครือข่ายค้ายาเสพติดและฟอกเงินข้ามชาติ เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงก่อนปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง จึงสามารถหาคนมาลงสมัครแทนได้ และระลอกล่าสุด คือ กรณีที่ นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ อดีต ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส.ตาก เขต 2 ถูกหมายจับในข้อหาพัวพันเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งกรณีหลังนอกจากศาลจะไม่ให้ประกันซึ่งส่งผลให้ไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถหาผู้สมัครมาลงสมัครแทนได้ด้วย

การที่พรรคประกาศว่า “มีเรา ไม่มีเทา” เมื่อเจอกับ “เทา” จากเนื้อใน ก็เลยต้องมีสร้อยต่อท้ายขึ้นมาคล้ายๆ หมายเหตุโปรโมชั่นว่า “มีเราไม่มีเทา (ถ้าเจอเทาเราเอาออก)” ซึ่งก็สร้างความสงสัยให้ฝ่ายที่ไม่ได้ชื่นชมศรัทธากับพรรคว่า แล้วไม่เอาออกได้ด้วยเหรอ หรืออย่างที่ลุงท่านหนึ่งได้พูดใส่หน้าผู้สมัครที่ลงพื้นที่แทนผู้สมัครสีเทาที่ถูกเอาออกว่า “ถ้าตำรวจไม่จับ จะเอาออกไหมล่ะ”

อันที่จริง เหตุผลของทางพรรคประชาชนนั้นสมเหตุสมผลฟังขึ้น ก็เพราะในเมื่อตรวจสอบประวัติผู้สมัครแล้วด้วยกระบวนการตามมาตรฐานเช่นเดียวกับหน่วยงานของรัฐหรือบริษัทห้างร้านต่างๆ รับคนเข้าทำงานโดยการตรวจทะเบียนประวัติอาชญากรรมแล้วก็ไม่พบประวัติ ก็ยากที่จะรู้ได้จริงๆ ว่าจะมีปัญหาเช่นนี้ในภายหลัง หรือสำหรับกรณีที่สองแม้จะมีผู้กล่าวว่า คนแถวนั้นก็รู้กัน หรือเคยมีคนเตือนแล้ว แต่ถ้าหลักฐานไม่ชัดเจนเพียงพอ จะให้พรรคดำเนินการกับคนที่เป็น ส.ส.ของพรรคนั้นก็อาจจะยาก เรื่องนี้คงต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเขาในแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย

แต่ก็ต้องเข้าใจเช่นกันว่า “สีเทา” นั้นเป็นสีที่นิยามยาก ด้วยมันขึ้นกับอัตวิสัยและจุดสังเกตของผู้พิจารณา ใครที่เคยใช้แอพพลิเคชั่นวาดภาพคงพอนึกออกว่า สีบางสี (เช่น R:250 G:250 B:250) ถ้ามันอยู่ของมันเฉยๆ เราอาจจะมองว่ามันเป็นสีขาว แต่เมื่อไรก็ตามที่มีสีขาวกว่ามาเปรียบเทียบ มันจะกลายเป็นสีเทาไปได้ทันที

เมื่อพรรคพยายามสร้างภาพว่าตัวเอง “ขาวสะอาด” มากเท่าไร เมื่อเกิดจุดที่อาจจะหม่นลงมาตรงกลางวง ตรงที่แม้ว่าจะมีเหตุผลที่พอเข้าใจได้อยู่บ้าง แต่มันก็กลายเป็นรอยด่างพร้อยที่ดูเลอะเทอะมากขึ้นเกินความเป็นจริงขึ้นไปเท่านั้น

แล้วก็มีเหมือนกันกับกรณีที่ “มีปัญหา” ในลักษณะเดียวกันแม้จะยังไม่ถึงกับมีหมายจับ (ซึ่งเกิดจากข้อกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างน่าแปลกใจ) แต่ก็มีพฤติการณ์ที่ “เทาเข้ม” พอกันกับกรณีของอดีตผู้สมัครพรรคประชาชน แต่ทางพรรคต้นสังกัดก็ยังคงให้ลงสมัครอยู่ และเจ้าตัวก็ยังไม่ถอนตัว จะให้ประชาชนตัดสิน ซึ่งอันนี้ก็ว่ากันไป แต่นั่นก็เป็นกรณียกเว้น และก็เป็นกรณีของพรรคที่เราๆ ท่านๆ ก็พอเดากันได้ว่าไม่ควรถือเป็นมาตรฐานการเมืองใดๆ

ดังนั้น สิ่งที่พรรคประชาชนทำจึงเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานของพรรคการเมืองที่ควรจะทำอยู่แล้วตามธรรมดา เพียงแต่มันออกจะเสียเหลี่ยมไปหน่อยเท่านั้นเอง ที่มีเรื่องเทาๆ นี้ย้อนมาเข้าตัว

ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องราววิบากกรรมของ “เทาภายใน” ที่พรรคประชาชนได้เผชิญโดยอาจเรียกรวมๆ ได้ว่าเป็นความโชคร้าย แต่หลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคประชาชนเตรียมจะต้องเผชิญ คือปัญหาจาก “เทาภายนอก”

เพราะนัยหนึ่งของ “มีเรา ไม่มีเทา” ที่ถูกชูขึ้นมา หมายถึงการ “จะไม่มีพรรคการเมือง หรือนักการเมืองสีเทา” เข้ามาร่วมใน “รัฐบาลประชาชน” หรือรัฐบาลที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้ง ซึ่งเราจะเห็นว่าทางพรรคนั้นดูจะจริงจังเหลือเกินกับคำถามและคำตอบว่า ทางพรรคจะร่วมรัฐบาลกับพรรคใด และพรรคใดจะร่วมรัฐบาลกับพรรคใดได้บ้าง วนเวียนไปมาอยู่แค่นี้

เรื่องนี้จะไม่มีปัญหาอะไรเลย หากพรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งดังที่ได้เคยกล่าวไว้ ซึ่งทางพรรคและบรรดาผู้สนับสนุนก็เหมือนยังมั่นใจเช่นนั้น ก็ว่ากันไป

แต่สำหรับผู้ที่มองการเมืองตามความเป็นจริง หรือแม้แต่ฝ่ายบริหารหรือวางกลยุทธ์ของพรรคที่ต้องประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริงแล้ว คงต้องยอมรับว่า โอกาสที่จะเป็นไปได้เช่นนั้นอาจไม่ได้สูงนัก แม้พรรคประชาชนอาจจะมีศักยภาพพอที่จะชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้ แต่ก็น่าจะต้องร่วมรัฐบาลกับพรรคใดพรรคหนึ่งอยู่ดี

ในตอนนั้นเอง ที่ชุดคำ “มีเรา ไม่มีเทา” อาจจะย้อนกลับมาเป็นเงื่อนปมที่ผูกมือมัดเท้าให้การตัดสินใจทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลนั้นยากขึ้น

เพราะเมื่อ “มีเรา ไม่มีเทา” แล้ว นั่นเท่ากับเป็นการประกาศชำระล้างให้ว่าพรรคการเมืองต่างๆ ที่มาร่วมเป็นรัฐบาลด้วยนั้น “ไม่เทา” จึงมามีส่วนร่วมไปกับเราได้ใช่หรือไม่

แล้วถ้าพรรคการเมืองที่จะได้รับประกาศชำระล้างว่าไม่เทาและพร้อมร่วมรัฐบาลไปกับพรรคประชาชนนั้น ไม่ได้มีภาพลักษณ์ที่ “ขาวสะอาด” หรืออย่างน้อยก็ “ไม่เทา” พอในสายตาของประชาชนแล้ว จะเป็นอย่างไร

ทางออกก็อาจจะต้องเป็นรูปแบบที่ว่า พรรคก็อาจจะต้องไปแก้ไขนิยาม “มีเรา ไม่มีเทา” อีกครั้งโดยในวงเล็บ (ถ้าเจอเทาเราเอาออก) เติมเข้าไปว่า (ถ้าเจอเทาเราเอาออก ถ้ามีเทาๆ ในพรรคมา เราคัดออกไปก็ได้) โดยอาจจะให้เหตุผลว่า เพราะคนอื่นๆ ในพรรคก็เป็นคนที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน จะถือว่าเทาไปทั้งพรรคก็ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งเข้ามา ฯลฯ อะไรก็ว่าไป

แต่ถ้าในตอนนั้นจะเป็นแบบนี้จริงๆ ก็จะแตกต่างจากแนวทางที่พรรคอื่นพยายามอธิบายอยู่ในตอนนี้ตรงไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนตั้งใจจะรบกับความ “เทา” นั้น แม้จะเห็นว่ามันจะกลับมาเป็นกับดักให้ตัวเองต้องสะดุดอยู่บ้างในปัจจุบันและอาจจะเป็นข้อจำกัดรุงรังในอนาคตได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร มันก็ยังเป็นนโยบายที่ถูกต้อง จำเป็น และตอบโจทย์คนไทยจนเป็นจุดแข็งที่ทำให้พรรคอื่นสะเทือนได้จริงๆ

เรื่องมันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ ถ้าพวกเขาจะมุ่งเป้าไปเน้นการต่อสู้กับ “ความเทา” ของทุนผูกขาด ทุนนอกประเทศ ของธุรกิจ ของอำนาจจารีตบางประการที่ครอบงำ และความเทากลางเทามืดเทาหม่นอื่นๆ มากกว่าการมาชี้นิ้วใส่ “ฝ่ายการเมือง” ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “เพื่อนทุกข์” ที่ถ้าจะไม่ขาวสะอาดบ้าง บางครั้งจะไม่ชัดเจน ไม่กล้าพุ่งชนแตกหักหรือดูถนอมตัว ก็เพราะพวกเขาต่างล้มลุกคลุกคลาน ได้บาดแผลเพราะการต่อสู้ในทางการเมืองตามปกติวิสัยมาบนหนทางที่ไม่ได้แตกต่างกันทั้งสิ้น

กล้า สมุทวณิช