เวทีดีเบต ‘คนป่วยเรื้อรัง’ ในสายตา ‘ปิติ’ CEO ttb
ได้อ่านประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 15 มกราคม นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทยธนชาต โพสต์เฟซบุ๊กพอสรุปเป็นสังเขปได้ว่า ประเทศไม่ใช่เวทีหาเสียงแต่คือคนไข้ ‘ป่วยเรื้อรัง’ นโยบายลด แลกแจก แถม แก้ไม่ได้ พร้อมทั้งเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb)
“ปิติ” ใช้ภาษาอังกฤษ 3 คำคือ Why, What, How เสนอกลับทิศการดีเบต แทนนโยบายหาเสียงในรูปแบบเดิม เช่นจะทำอะไร จะให้อะไร จะลดอะไร แจกอะไร และเพิ่มอะไร ถ้าเปรียบเทียบประเทศเป็นคนไข้ ก็ละม้ายกับการพิจารณาว่า จะให้ยาขนานไหนดีจะผ่าตัดตรงไหน ทั้งที่ยังไม่มีการวินิจฉัยโรค ฯลฯ
Why – ถ้ามองจากข้อมูลเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยเป็นโรคเรื้อรังทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจเติบโตเหลือราว 2% หนี้ครัวเรือนสูง ภาครัฐต้นทุนสูง ประสิทธิภาพต่ำ เศรษฐกิจนอกระบบสัดส่วนสูง อิทธิพลของทุนเทาเบียดธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายจนตกขอบ ถ้าวินิจฉัยผิด คนไข้ก็ไม่หาย คำแนะนำสอดคล้องกับสำนวนจีน “จ่ายยาให้ตรงกับโรค” หรือต้องแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น
What – ถ้าพบต้นเหตุ ควรแก้อะไร ก่อนอื่นควรลำดับว่าอะไรควรรักษาก่อน อะไรรอได้ อะไรรอไม่ได้ โดยได้วางกรอบความคิดขึ้นใหม่บน 3 แกนหลัก คือ 1 ภาครัฐ โดยเปรียบเทียบว่าเป็น “กระดุมเม็ดแรก” มีความหมายแหลมคม กระดุมเม็ดแรกเปรียบเสมือนการตัดสินใจ หากติดผิดตั้งแต่ต้น แม้เม็ดต่อไปจะติดถูก ก็ยังทำให้ทั้งชุดผิดตำแหน่ง 2 ภาคธุรกิจ ต้องเพิ่มกำลังการแข่งขัน ต้องปลอดจากการเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน เพราะมีส่วนทำให้เงินบาทแข็งค่าเกินพื้นฐานจนภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ 3 คือภาคเอกชน ปัญหาหนี้ครัวเรือน มิใช่แค่พัก ต้องแก้ทั้งระบบ สวัสดิการที่ “ถูกคน ถูกจุด และยั่งยืน” ฯลฯ
How – ทำให้เกิดขึ้นจริง เพราะต้องใช้ความรู้เชิงระบบ ความเข้าใจกลไกตลาด ตลอดจนความกล้าที่จะปฏิรูปโดยใช้ข้อมูลดิจิทัล การปรับกติกาภาครัฐ การออกแบบจูงใจด้านภาษี และการยกระดับทักษะแรงงาน
แนวคิดของ “ปิติ” มีส่วนคล้ายกับสไตล์การหาเสียงของ “สมัคร สุนทรเวช” เคยไปฟังปราศรัยใหญ่ พ.ศ.2518 “สมัคร” ไม่ใช้บริการ “จะให้” แต่ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องว่าอะไรผิด แล้วแนะวิธีที่ถูก อะไรไม่ดีและแนะนำวิธีที่ดี สุดท้ายสรุปว่า “การเลือกตั้งเป็นสิทธิในหัวใจ จะเลือกใครก็ได้ที่เห็นว่าดี ไม่จำเป็นต้องเลือกผม”
ในทางตรงกันข้าม ก็มีคนใช้บริการ “จะให้” เหมือนกัน โดยการแจกปลาทู จนได้รับฉายาว่า “ส.ส.ปลาทูเค็ม” และในทำนองเดียวกัน ก็ใช้กันในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายกรัฐมนตรีเก็บเก้าอี้รัฐมนตรีไว้หลายตำแหน่ง โดยบอกว่า ผ่านงบประมาณแล้วจึงจะตั้ง มีคนบอกว่า นายกฯ “แขวนกระดูกไว้ล่อหมา”
ในบริบทการเมืองร่วมสมัย ความรู้และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญนอกแวดวงการเมืองโดยตรงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย “ปิติ ตัณฑเกษม” นายธนาคารใหญ่ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในแวดวงเศรษฐกิจและการคลัง ได้แสดงให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจทางการเมืองอย่างลึกซึ้งและรอบด้าน โดยเฉพาะในประเด็นการหาเสียงเลือกตั้งและการสื่อสารเชิงนโยบายของนักการเมือง
ข้อเสนอแนะมิได้ตั้งอยู่บนฐานของอคติหรือผลประโยชน์ทางการเมือง หากยึดหลักความเป็นกลาง เหตุผลและประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ การวิเคราะห์กลยุทธ์การหาเสียงมุ่งเน้นให้ผู้สมัครนำเสนอนโยบายที่มีสาระเข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับปัญหาที่แท้จริงของสังคม มากกว่าการใช้วาทกรรมหรืออารมณ์เพื่อจูงใจ แนวคิดดังกล่าวช่วยยกระดับการหาเสียงจากการแข่งขันนโยบายและความสามารถในการบริหารประเทศ
มุมมองดังกล่าวยังสะท้อนความเชื่อว่าการเมืองที่เข้มแข็งต้องอาศัยความรู้ ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบต่อสังคม บทบาทและข้อเสนอแนะจึงมีคุณค่ายิ่ง ไม่เพียงต่อการหาเสียงของนักการเมือง หากต่อการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ความโปร่งใส และผลประโยชน์ส่วนรวม อันเป็นหลักฐานสำคัญของการเมืองที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว
หากวิเคราะห์แนวคิดของ “ปิติ” ในทางตรรกะ เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องสร้างสรรค์ มีประโยชน์ มีความรักประเทศ อีกทั้งสอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่อง “อริยสัจสี่” อันทรงคุณค่ายิ่ง
แต่ในทางปฏิบัติ คงเป็นไปได้ยาก คำโฆษณาชวนเชื่อ “จะให้” เป็นเรื่องที่เกิดมาถึง 7 ทศวรรษ จากเบาเป็นหนัก จนกลายเป็นประเพณีไปแล้ว อีกประการ 1 นักการเมืองส่วนใหญ่มุ่งหวังแต่เป้าหมาย ละเลยวิธีการ
อย่างไรก็ตาม นักการเมืองควรนำไปปรับใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ศกนี้ได้ตามอัธยาศัยและความเหมาะของแต่ละพรรค “บิ๊กบอส” ทีทีบี มิได้สงวนลิขสิทธิ์
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

