หน้าแรก บทความ ประเด็นร้อนคว...

ประเด็นร้อนความขัดแย้งในภูมิภาค ต้องแก้ด้วยแนวทางของจีน

23.01.26 | 12:22 น.

ประเด็นร้อนความขัดแย้งในภูมิภาค ต้องแก้ด้วยแนวทางของจีน

วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.2025 การปะทะกันระลอกใหม่เกิดขึ้นระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา การปะทะครั้งนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ยังทวีความรุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าสหรัฐอเมริกาแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอีกครั้ง โดยหวังว่าจะใช้วิธี “สื่อสารผ่านโทรศัพท์” และการกดดันด้วย “ภาษีศุลกากร“ เพื่อบังคับให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบ แต่ประเทศไทยได้แสดงจุดยืนของตนพร้อมทั้งปฏิเสธ “น้ำใจ” ของสหรัฐอย่างชัดเจนด้วยยุทธวิธีทางการทูตและการเคลื่อนไหวทางการทหาร

การปะทะปะทุขึ้นอีกครั้งส่งผลให้การไกล่เกลี่ยเพื่อคลี่คลายปัญหาเป็นไปอย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น ความเป็นไปได้ของความขัดแย้งซ้ำรอยเดิมและความไม่แน่นอนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งได้ลดความคาดหวังและความต้องการของสหรัฐในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระลอกใหม่นี้ เหตุผลประการแรกคือ สหรัฐจะบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในการไกล่เกลี่ยรอบที่แล้ว ซึ่งใช่ว่าจะเป็นการสร้างสันติภาพระหว่างคู่ขัดแย้งที่ยั่งยืน ทว่า กลับเป็นการบรรลุ “ข้อตกลง” ที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐเอง ในวันที่ 26 และ 27 ตุลาคม เว็บไซต์ทำเนียบขาวของสหรัฐได้เผยแพร่ประกาศเกี่ยวกับการลงนามข้อตกลงด้านการค้าและแร่ธาตุสำคัญกับ 5 ประเทศในเอเชีย จำนวนมากถึง 10 ฉบับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงประเทศไทยและกัมพูชา เหตุผลประการที่สองคือ ประสิทธิภาพของอาวุธภาษีศุลกากรกำลังลดลง นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มบังคับใช้ “ภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียม” กับนานาประเทศทั่วโลก ประเทศที่เกี่ยวข้องต่างเริ่มการประเมินและการเจรจาต่อรอง และเริ่มตระหนักถึงตรรกะจอมปลอมของนโยบาย “ภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียม” (Reciprocal Tariff) อันไร้แก่นสารใดๆ สหรัฐใช้กลวิธีเดิมในปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาอีกครั้ง และถูกประเทศไทยต่อต้าน ส่งผลให้ “อำนาจการข่มขวัญ” ของภาษีศุลกากรอ่อนกำลังลงอีก

ในฐานะของประเทศยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคที่มีความรับผิดชอบ จีนไม่เคยเพิกเฉยต่อสถานการณ์ดังกล่าว ภายใต้พื้นฐานของการเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งรอบที่แล้ว จีนได้ประสานงานกับอาเซียนอย่างใกล้ชิด ตระหนักถึงความผ่อนคลายและความตึงเครียดของทั้งสองประเทศรอบด้าน เคารพบทบาทศูนย์กลางอาเซียน และใช้วิธี “การทูตแบบไปกลับ” (Shuttle Diplomacy) และ “การจัดตั้งเวทีเจรจา” เพื่อส่งเสริมการสื่อสารและสมานฉันท์ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ.2025 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ได้ติดต่อสนทนาทางโทรศัพท์กับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของกัมพูชา ในวันเดียวกัน ผู้แทนพิเศษฝ่ายกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีนได้เดินทางไปยังกัมพูชาและไทยอีกครั้ง เพื่อประสานงานภายใต้ภารกิจการทูตแบบไปกลับ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน ไทย และกัมพูชา ได้จัดขึ้น ณ เมืองยวี่ซี
มณฑลยูนนานอย่างลุล่วงด้วยดี ภายหลังการประชุม ทั้งสามฝ่ายได้ออกแถลงข่าวร่วม โดยระบุข้อตกลง 5 ประเด็นอย่างชัดเจนว่า ไทยและกัมพูชาจะเสริมสร้างการสื่อสารเพื่อความเข้าใจระหว่างกันให้มากขึ้น เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์สู้รบให้ดีขึ้นตามลำดับ สามารถฟื้นฟูการไปมาหาสู่ระหว่างกัน สามารถสร้างความไว้วางใจทางการเมืองขึ้นใหม่ ทำให้ความสัมพันธ์กลับไปสู่ทิศทางที่ดี และสามารถธำรงไว้ซึ่งสันติภาพของภูมิภาค แนวทางการไกล่เกลี่ยของจีนจึงได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากคู่ขัดแย้ง ประเทศสมาชิกอาเซียน และประชาคมโลก

แนวทางการไกล่เกลี่ยของจีนมุ่งเน้นสันติภาพที่ยั่งยืน จีน ไทยและกัมพูชาต่างเป็นประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกใต้ จึงสามารถเข้าใจความสำคัญของสภาพแวดล้อมที่สงบสุขต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างถ่องแท้ ด้วยเหตุนี้ จีนจึงมุ่งมั่นในการรักษาความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับไทยและกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง จีนและไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ส่วนจีนและกัมพูชาก็ถือเป็น “หุ้นส่วนในทุกสภาวะ” ทั้งสองประเทศต่างเป็นประเทศเพื่อนบ้านสำคัญในการสร้างประชาคมร่วมชะตากรรมในภูมิภาค “ญาติย่อมปรารถนาดีต่อญาติ เพื่อนย่อมปรารถนาดีต่อเพื่อน” การที่ไทยและกัมพูชารักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรต่อกันนั้น ไม่เพียงแต่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย แต่ยังสามารถส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค ไม่มีประเทศใดที่ต้องการให้ทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมากไปกว่าจีน ดังนั้นแนวทางการไกล่เกลี่ยของจีนจึงมีเป้าหมายให้ทั้งสองประเทศบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืน และจะไม่เปลี่ยนแปลงต่อให้จะเผชิญกับความยากลำบากที่เพิ่มขึ้น ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่ซับซ้อนด้วยความไม่แน่นอน ไม่มั่นคง และไม่ปลอดภัย จีนได้เพิ่มพูนเสถียรภาพและความมั่นคงเชิงบวกแก่นานาประเทศทั่วโลก

Advertisement

แนวทางการไกล่เกลี่ยของจีนใช้วิธีการเอเชียนิยม ให้ความสำคัญต่อการเคารพซึ่งกันและกัน การตกลงร่วมกัน และการคำนึงถึงความสะดวกสบายของทุกฝ่าย วิธีเอเชียนิยมก่อตัวขึ้นตามคุณลักษณะหลากหลายทางด้านศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมของสังคมเอเชีย ชาติพันธุ์ต่างๆ ในเอเชียมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในหลายมิติ ในกระบวนการสื่อสารและการไปมาหาสู่กัน ประชาคมเอเชียจึงได้พัฒนาค่านิยมที่มีลักษณะเฉพาะแบบฉบับของเอเชีย ดังนั้น การแก้ไขความขัดแย้งจึงต้องพิจารณาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเอเชีย รวมถึงวิถีชีวิตเอเชียที่มีแบบฉบับเฉพาะตัว เพื่อค้นหาความเห็นร่วมที่สามารถส่งเสริมความเข้าใจกัน จีนมีประสบการณ์การติดต่อสื่อสารกับไทยและกัมพูชามานานเกือบพันปี จึงเข้าใจวิถีการอยู่ร่วมกันของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นพื้นฐานทางวัฒนธรรมในการไกล่เกลี่ยของจีนระหว่างฝ่ายที่ขัดแย้ง

แนวทางการไกล่เกลี่ยของจีนไม่มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศในอาเซียนยึดถือหลักการพื้นฐานแห่งการ “ร่วมหารือ ร่วมสร้างสรรค์ ร่วมแบ่งปัน” ประการแรก ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอาเซียนไม่เคยมีการผูกมัดเงื่อนไขทางการเมืองใดๆ ภายใต้ความเห็นร่วมแห่งผลประโยชน์ร่วมกัน จีนและอาเซียนได้ร่วมกันผลักดันและบรรลุ “เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน ฉบับที่ 3.0” และ “ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)” ซึ่งเป็นแบบอย่างของความร่วมมือที่ดี ประการที่สอง ความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนไม่เคยตั้งเป้าหมายต่อต้านประเทศใดๆ และไม่เคยมีการกำหนดการผูกขาด จีนกับอาเซียนได้แสดงความตั้งใจที่ชัดเจนในการแบ่งปันผลประโยชน์การพัฒนา การดำเนินการดังกล่าวเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและผลลัพธ์ของจีนในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาประการที่สาม จีนให้ความเคารพต่อ “วิถีอาเซียน” ในการไกล่เกลี่ยทั้งสองครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทูตน้ำชาในเมืองอันหนิง เดือนสิงหาคม หรือการพบปะบริเวณทะเลสาบฟู่เสียนในเดือนธันวาคม จีนถือความพยายามอาเซียนในการไกล่เกลี่ยเป็นพื้นฐานของการดำเนินการ พร้อมทั้งช่วยเหลืออาเซียนและฝ่ายที่ขัดแย้งสร้างเสถียรภาพให้กับสถานการณ์หยุดยิง นำพาทุกฝ่ายให้มองไปข้างหน้าและเดินไปข้างหน้า รักษาบทบาทศูนย์กลางของอาเซียนในโครงสร้างภูมิภาค

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.2025 หลังจากที่ไทยได้ปล่อยทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทยระลอกนี้ก็ได้ยุติลงชั่วคราว ประสิทธิภาพการไกล่เกลี่ยของจีนได้รับการพิสูจน์อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนและการผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชากลับสู่เส้นทางที่ดีนั้นยังคงเป็นภารกิจหนัก ทว่า จีนจะยังคงดำเนินการตามแนวทางของตนเอง ไม่บีบบังคับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น แต่จะผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายมีการเจรจาและแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ฟื้นฟูความไว้วางใจทางการเมือง ปรับปรุงความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ดีขึ้น และเติมเต็มพลังเชิงบวกให้กับการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค