สรุปหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
วิธีการรบกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
ในการรบหรือสงครามนั้นกฎหมายระหว่างประเทศ (กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรือกฎหมายว่าด้วยการขัดกันด้วยอาวุธ หรือกฎหมายสงคราม) ก็ได้มีการกล่าวถึงว่าในการทำการรบหรือสงครามนั้นการใช้อาวุธโจมตีทำลายอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ โดยรัฐคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายจะต้องใช้วิธีการรบที่คำนึงถึงการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติด้วย ซึ่งกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศทั้งเป็นตัวบทในอนุสัญญาและกฎหมายจารีตประเพณีก็ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับวิธีการรบกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติไว้ว่า กรณีใดจึงจะเข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถสรุปหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้
การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ในการทำการรบหรือสงครามให้ใช้ความระมัดระวังเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติไม่ให้ได้รับความเสียหายวงกว้าง ระยะยาว และร้ายแรง กับกระทำเกินความจำเป็น การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาตินี้รวมถึงการห้ามใช้วิธีการรบซึ่งมีเจตนาหรืออาจคาดได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติและกระทบต่อสุขภาพหรือความอยู่รอดของประชากร เช่น ฝนเหลือง ซึ่งเป็นสารฆ่าวัชพืชและสารเร่งใบไม้ร่วงในสงครามเวียดนาม ดังนั้น เฉพาะกรณีเกิดความเสียหายวงกว้าง ระยะยาว และร้ายแรง กับเกินความจำเป็น หรือกระทบต่อสุขภาพหรือความอยู่รอดของประชากร จึงเข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
การพิจารณาว่ากระทำเกินความจำเป็นหรือไม่นั้นก็ต้องยึดถือหลักการพื้นฐานสำคัญสองประการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ประการแรก คือ หลักความจำเป็นทางทหาร (Military Necessity) กล่าวคือ การใช้กำลังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ศัตรูยอมแพ้โดยสิ้นเชิงหรือบางส่วน โดยเร็วที่สุดที่จะเป็นไปได้ แต่ไม่อาจอ้างความจำเป็นทางทหารโดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งความจำเป็นทางทหารหมายถึงการปฏิบัติการหรือการใช้กำลังและอาวุธต่อเป้าหมายทางทหารเท่าที่จำเป็นต่อการบรรลุภารกิจทางทหารเท่านั้น ทั้งนี้ การปฏิบัติการหรือการใช้กำลังอาวุธดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตและกฎเกณฑ์ของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันด้วยอาวุธ ประการที่สอง คือ ความเป็นสัดส่วน (Proportionality) ที่เหมาะสม หมายถึงความเสียหาย
ที่เกิดจากการปฏิบัติการหรือการใช้กำลังอาวุธนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับความจำเป็นทางทหารแล้วจะต้องไม่เกินสมควร กล่าวคือ การไม่ใช้กำลังอาวุธที่มากเกินกว่าความจำเป็นในอันที่จะบรรลุเป้าหมาย การใช้กำลังและอาวุธควรกระทำเพียงเพื่อให้ศักยภาพทางทหารของศัตรูลดลงโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายมากเกินไป และต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พลเรือนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรบ
นอกจากห้ามโจมตีส่วนใดส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเว้นแต่จะเป็นเป้าหมายทางทหารภายใต้หลักเกณฑ์ไม่ให้สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติได้รับความเสียหายวงกว้าง ระยะยาว และร้ายแรง กับกระทำเกินความจำเป็นแล้ว จะต้องมีความจำเป็นทางทหารอย่างยิ่งยวดด้วย และจะต้องมีการป้องกันล่วงหน้าเท่าที่จะกระทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดความเสียหายที่มีต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติให้น้อยที่สุด ตลอดจนห้ามใช้การทำลายสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเป็นเสมือนอาวุธเพื่อการตอบโต้
การใช้วิธีการรบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติที่ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศนั้น ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศได้กำหนดให้เป็นอาชญากรรมสงครามซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ หากเป็นอาชญากรรมขนาดใหญ่ และเป็นการสั่งโดยเจตนาให้โจมตีโดยรู้ว่าการโจมตีเช่นว่าจะยังให้เกิดความเสียหายวงกว้าง ระยะยาว และร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำเกินความจำเป็นเมื่อเปรียบเทียบกับความได้เปรียบทางทหารที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมและโดยตรงอันได้คาดหมายไว้
สรุป วิธีการในการรบนั้นบางครั้งไม่อาจหลีกเลี่ยงไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติได้ แต่การปฏิบัติการต้องคำนึงถึงหลักการสำคัญ คือ ต้องไม่ให้สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติได้รับความเสียหายวงกว้าง ระยะยาว และร้ายแรง กับกระทำเกินความจำเป็น ตลอดจนไม่กระทบต่อสุขภาพหรือความอยู่รอดของประชากร ภายใต้หลักความจำเป็นทางทหารกับหลักความเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม และจะต้องมีการป้องกันล่วงหน้าเท่าที่จะกระทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดความเสียหายที่มีต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติให้น้อยที่สุด หากยึดถือปฏิบัติตามที่กล่าวข้างต้นอย่างเคร่งครัดก็ไม่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรมสงครามแต่อย่างใด ซึ่งที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาทหารและหน่วยงานวางแผนการปฏิบัติการทางทหารก็ได้ยึดถือปฏิบัติตามหลักการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศดังกล่าวประกอบการพิจารณาสั่งการหรือวางแผนตลอดมา
สรุปหลักกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวโดยการศึกษาค้นคว้า 1.อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ.1899 และ ค.ศ.1907 2.อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ.1949 3.พิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญาเจนีวา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1949 และที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากการขัดกันด้วยอาวุธระหว่างประเทศ ค.ศ.1977 (พิธีสารฉบับที่ 1) ลงวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ.1977 4.ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ลงวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1998 5.เอกสารและหนังสือกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) และ 6.ปฏิญญาทางการเมืองว่าด้วยการเสริมสร้างการปกป้องพลเรือนจากผลกระทบด้านมนุษยธรรมอันเกิดจากการใช้อาวุธระเบิดในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ซึ่งภายใต้หลักการทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศ ปฏิญญา (Declaration) ไม่ใช่สนธิสัญญา (Treaty) และไม่เป็นอนุสัญญา (Convention) จึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ (Non-Binding under International Law) เป็นแต่เพียงการแสดงเจตจำนงทางการเมืองระหว่างประเทศ (Political Will)

