หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ศิลปกรรมอายุหกหมื่นปี

26.01.26 | 11:27 น.

สะพานแห่งกาลเวลา : ศิลปกรรมอายุหกหมื่นปี

สิ่งของล้ำค่าบางทีก็ซุกซ่อนอยู่อย่างเงียบๆ ต่อหน้าต่อตาเรานี่แหละ ผมคิดถึงความจริงที่ว่านี้หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราวการค้นพบภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ ที่เกาะแห่งหนึ่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่เกาะสุลาเวสี อันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย โดยคณะนักโบราณคดีจากออสเตรเลีย ที่เชื่อว่า ภาพมือในลักษณะ “สเตนซิล” ดังกล่าว ถูกสร้างขึ้นเมื่อเนิ่นนานมามากแล้ว มีอายุอย่างน้อย 67,800 ปีมาแล้ว หรือไม่แน่อาจเก่าแก่กว่านั้น ทำให้อาจได้ชื่อว่าเป็นภาพศิลปะบนผนังถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เท่าที่คนเราเคยรับรู้กัน

ภาพที่ว่านี้ค้นพบในถ้ำหินปูนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวเชิงโบราณคดีรู้จักกันดีและมีคนไปเที่ยวกันมานักต่อนัก ถ้ำแห่งนี้อยู่บนเกาะชื่อ เกาะมูนา อันเป็นหนึ่งในเกาะเล็กเกาะน้อยทางตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่เกาะที่ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสุลาเวสี ถ้ำแห่งนี้มีชื่อไม่น้อย เพราะบนผนังเต็มไปด้วยภาพเขียนโบราณเก่าแก่หลากยุคหลายอายุ มีทั้งที่เป็นภาพสัตว์และอื่นๆ

ศาสตราจารย์ แม็กซีม ออร์เบิร์ต นักโบราณคดีประจำมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย กับศาสตราจารย์ อดัม บรูมม์ นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เคยนำทีมสำรวจบรรดาถ้ำที่มีภาพเขียนสีในสุลาเวสีเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่เน้นไปทางถ้ำหินปูนบนเกาะทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่เกาะ และเคยพบว่า หนึ่งในถ้ำเหล่านี้มีภาพเขียนอายุเก่าแก่มาก คืออย่างน้อย 51,000 ปีขึ้นไป

ภาพที่ถูกพบล่าสุดพบที่ถ้ำชื่อ ลีอัง เมทานดูโน (Liang Metanduno) ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่เกาะ เหตุที่เพิ่งถูกสังเกตพบอาจเป็นเพราะสีที่ใช้ซีดจางไปตามกาลเวลา และยังมีภาพใหม่ๆ ที่อายุน้อยกว่าเขียนทับอยู่บางส่วนอีกด้วย ทีมนักโบราณคดีที่ค้นพบประมาณการอายุของมันเอาจากการนำเอาแร่ แคลไซท์ (calcite) เล็กจิ๋วที่ก่อตัวขึ้นอยู่ด้านบนของภาพมาคำนวณหาอายุ จึงพบว่าภาพนี้น่าจะเก่าแก่มากถึงกว่า 67,000 ปีดังกล่าว

Advertisement

เป็นที่รู้กันดีว่าบรรพบุรุษยุคโบราณกาลของมนุษย์นั้นเขียนภาพบนผนังถ้ำไว้เนิ่นนานมาแล้ว แต่คำถามสำคัญสำหรับภาพเขียนสเตนซิลเก่าแก่นี้ก็คือ มนุษย์จากไหนกันแน่เป็นเจ้าของผลงาน ข้อสันนิษฐานของศาสตราจารย์ออร์เบิร์ต สอดคล้องกับอายุของภาพเป็นอย่างดี

ย้อนหลังไปในยุคโบราณ ลักษณะผืนแผ่นดินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นไปในแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่กลับเป็นแผ่นดินกว้างใหญ่เป็นผืนเดียวติดต่อกันไปจนถึงบอร์เนียว, สุมาตราและชวา เรียกกันว่า ซุนดา (Sunda) เช่นเดียวกับที่ออสเตรเลียก็มีเนื้อที่กว้างใหญ่ รวมเอาทาสมาเนียและนิวกีนี อยู่เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน เรียกว่า ซาฮุล (Sahul) นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สุลาเวสี และเกาะแก่งต่างๆ ที่คั่นอยู่ระหว่างผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ทั้งสองนี้ หากย้อนไปในยุคที่น้ำทะเลยังมีระดับต่ำมากๆ น่าจะมีแผ่นดินเชื่อมจนต่อซุนดา และซาฮุล เข้าด้วยกัน และเส้นทางที่ตัดผ่านจากด้านใต้สุดของซุนดาเพื่อไปยังตอนเหนือสุดของซาฮุลนั้น ตัดผ่านบรรดาเกาะต่างๆ รวมทั้งสุลาเวสีนี่เอง

การเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นที่มาของการเข้าไปตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลียของบรรพชนของคนพื้นเมืองเดิมที่ถูกเรียกว่า อะบอริจิน ในเวลานี้ ซึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 80,000 ปีก่อน เป็นไปได้ที่กลุ่มคนอพยพเหล่านี้นี่เองที่เป็นเจ้าของผลงานศิลปกรรมที่ถ้ำลีอัง เมทานดูโน ด้วยเหตุนี้ ศาสตราจารย์บรูมม์ถึงได้บอกว่า ภาพเขียนสเตนซิลนี้เป็นหลักฐานที่รองรับข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ที่ว่า มนุษย์เข้าไปตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลียมาแล้วอย่างน้อย 65,000 ปีขึ้นไป

วิธีการสร้างภาพสเตนซิลของคนยุคโบราณก็คือ การใช้มือแผ่กางนิ้วออกแล้วนำไปทาบลงบนผนัง จากนั้นก็ใช้รง หรือสีผสมน้ำพ่นจากปากใส่โดยรอบ จะได้ภาพมือที่เป็นสีผนังหิน ซึ่งมีขอบเป็นสีรง หรือสีเหลืองแกมน้ำตาล หรือบางทีก็เป็นสีส้มแดงนั่นเอง ข้อสังเกตของศาสตราจารย์ออร์เบิร์ตก็คือ ภาพสเตนซิลมือที่ ลีอัง เมทานดูโน นั้น นิ้วมือมีลักษณะแคบเรียวยาว ตอนปลายแหลมเป็นพิเศษ ซึ่งทีมที่ศึกษาเชื่อว่าเป็นการ “เจตนา” ทำให้เป็นเช่นนั้น โดยอาจใช้เป็นเครื่องเลียนแบบกรงเล็บสัตว์ หรือเพื่อสะท้อนถึงจินตนาการของคนที่สร้างภาพนี้ขึ้นก็ได้ ส่งผลให้งานศิลปกรรมที่พบมีความ “ซับซ้อน” มากกว่าการถ่ายทอดแบบตรงไปตรงมาทั่วๆ ไป ดังนั้น จึงน่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์สายพันธุ์ โฮโม เซเปียน

แต่ก็ยอมรับว่า เป็นไปได้ที่จะเป็นฝีมือของมนุษย์สปีชีส์อื่นๆ อาทิ นีแอนเดอธัล รวมถึงเดนิโซวาน เป็นต้น

ไพรัตน์ พงศ์พานิช