หน้าแรก บทความ ภาพเก่า&#8230...

ภาพเก่า…เล่าตำนาน : ฟันปลอม สมัยโบราณ ยึดหลักการ…Recycle

26.01.26 | 11:47 น.
ฟันปลอมวอเตอร์ลู

ภาพเก่า…เล่าตำนาน : ฟันปลอม สมัยโบราณ ยึดหลักการ…Recycle

ตั้งแต่ยุคโรมัน…ฟันของคนตาย โดยเฉพาะนักรบที่เสียชีวิตใหม่ๆ มีคุณค่ายิ่งนัก เพราะจะถูกนำมาใช้กับผู้ที่รอคอยฟันปลอม…ตรงกับหลักการ “นำกลับมาใช้ใหม่” หรือ Recycle (รีไซเคิล)

ฟันปลอม ภาษาอังกฤษ คือ Denture

Full denture คือ ฟันปลอมทั้งปาก แต่ถ้าฟันปลอมบางส่วนถอดได้ ใช้คำว่า Partial denture นะครับ

ฟัน คือกระดูก ถือเป็นอวัยวะที่แข็งแรงที่สุดของมนุษย์ มีหน้าที่บดเคี้ยวอาหารเพื่อส่งเข้าระบบย่อยอาหาร เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพูด การออกเสียง ส่งผลต่อรูปใบหน้าของแต่ละคนอีก โดยฟันตามธรรมชาติของมนุษย์มี 2 ชุดคือ ฟันน้ำนม และฟันแท้

Advertisement

แม้ธรรมชาติจะสร้างให้มีฟันถึง 2 ชุด มนุษย์เราส่วนใหญ่ถือว่าก็ยังไม่พอเพียง ต้องสร้างกันขึ้นเองอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ฟันปลอม

โบราณกาลมีอาชีพช่างทำฟัน ต่อมาเรียกใหม่ว่า ทันตแพทย์ หรือหมอฟัน คนพวกนี้คิดประดิษฐ์ฟันปลอมขึ้นมาเพื่อให้ใช้แทนฟันแท้

การประดิษฐ์ฟันปลอมก้าวหน้าเรื่อยมา ทั้งนี้ เพราะจำนวนคนที่มีความจำเป็นต้องอาศัยฟันปลอมมีมากขึ้นทุกที

คนเรา…พออายุได้ 40-50 ปี ถ้าต้องการมีฟันเต็มปากก็ต้องอาศัยฟันปลอมทั้งปาก บางคนก็เพียงบางซี่ หรือเกือบทั้งปาก เพราะบางคนจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกตั้ง 20 ถึง 30 ปี หรือมากกว่านั้น

แม้บางรายยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวแท้ๆ แต่ต้องอาศัยฟันปลอมแซมฟันแท้ ซึ่งฟันแท้อาจต้องถอนทิ้งไปเพราะมัน “งอก” ขึ้นมาในลักษณะที่ใบหน้าเปลี่ยน ซึ่งส่วนมากเป็นฟันหน้าที่เรียกว่า “เหยิน” หรือ “ซ้อนกัน” แล้วจึงเอาฟันปลอมใส่แทนเพื่อความงดงาม

การบำบัดความทรมานจากโรคฟันโดยวิธีถอนทิ้ง แล้วเอาฟันปลอมใส่แทนนั้น มีเรื่องเล่ามาแต่สมัยชาวโรมันรุ่งเรือง การถอนฟันในสมัยนั้นต้องถอนกันออกมาดื้อๆ ไม่มีการทา หรือฉีดยาชาเสียก่อนอย่างในสมัยนี้ …นับเป็นความทุกข์ทรมานแสนสาหัส

โบราณกาลหลายพันปีที่แล้ว…เอาฟันปลอมมาจากไหน?

มนุษย์เริ่มทำฟันปลอมกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาลแล้ว ชาวเอทรูสกัน เป็นชนชาติแรกที่คิดผลิตขึ้น โดยใช้ฟันของสัตว์และมนุษย์ แนวทางนี้ได้เลือนหายไปเมื่ออารยธรรมของพวกเขาล่มสลาย จนกระทั่งถึงช่วงปี 1700 การทำฟันปลอมก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

น้ำตาล คือ จุดพลิกผันสุขภาพฟัน

ช่วงปี ค.ศ.1700 เป็นช่วงเวลาที่น้ำตาลถูกผลิตขึ้นในแบบอุตสาหกรรม ชาวโลกคลั่งไคล้อาหาร ขนมจากน้ำตาล รสหวานจัดนั้นกลับมีผลเสียตามมา นั่นคือฟันผุเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายความว่าผู้คนจำนวนมากจะสูญเสียฟัน ทำให้เป็นเรื่องยากที่ใครสักคนจะสามารถรักษาฟันธรรมชาติไว้ได้ครบทุกซี่จนถึงอายุ 50 ปี

นี่เป็นจุดเริ่มต้นการนำไปสู่การกำเนิดของ…ฟันปลอม

พวกช่างทำฟันปลอมจะใช้วัสดุต่างๆ เช่น ฟันหมาป่า ฮิปโป ช้าง ฟันมนุษย์ กระดูกแกะสลัก หรือเปลือกหอย ซึ่งมักจะเชื่อมต่อกันด้วยทองคำ ต่อมา งาช้าง กลายเป็นวัสดุที่นิยมใช้กันในหมู่คนร่ำรวย

ชาวอียิปต์ (ราว 700 ปีก่อนคริสตกาล) ใช้ฟันของมนุษย์และสัตว์ บางครั้งก็ใช้ฟันของผู้เสียชีวิต นำมารวบรวมและนำมาประดิษฐ์-ประกอบเข้าด้วยกันโดยใช้ลวดทองคำ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งหมด หรือเพื่อทำฟันปลอมบางส่วน

ชาวมายาสร้างชิ้นส่วนทดแทนจากหินแกะสลัก กระดูก หรือเปลือกหอย ซึ่งสามารถเชื่อมติดกับกระดูกขากรรไกรได้

ชาวญี่ปุ่นพัฒนาฟันปลอมจากไม้ ซึ่งใช้กันจนถึงศตวรรษที่ 19

ฟันปลอมจากคนตาย

พ.ศ.2358 (ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.2) เกิดสงครามวอเตอร์ลู (Battle of Waterloo) ระหว่างกองทัพของนโปเลียนของฝรั่งเศส ทำสงครามกับกองทัพดยุคเวลลิงตันของอังกฤษ ช่างทำฟันจากอังกฤษจำนวนมากเดินทางไปสู่สมรภูมิเพื่อจ้องจะถอนเอาฟันแท้จากศพของนักรบที่เสียชีวิต เพื่อนำมาจำหน่าย-ใช้การ

ช่างทำฟันทั้งหลายปลื้มใจในความสะดวก เพราะแต่เดิมพวกเขาต้องไปขโมยฟันจากศพที่ฝังอยู่ในสุสาน ซึ่งมีคนเฝ้าดูแลอยู่

ช่างทำฟันคนหนึ่ง ชื่อบัตเลอร์ ได้อวดอ้างความสามารถในการถอนฟันจากทหารที่เสียชีวิต ถึงกับรำพึงว่า…

“โอ้คุณหมอครับ…ขอแต่เพียงให้มีการรบกันเกิดขึ้นเท่านั้นแหละ ผมจะรีบไปถอนมันออกจากปากของพวกนักรบในทันทีที่เขาล้มถึงพื้น เชื่อฝีมือผมเถอะ…”

ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เขาคุยอวด สงครามวอเตอร์ลูครั้งนั้น บัตเลอร์ ชาวอังกฤษ ไปหาฟันจากซากศพมาขาย ทำเงินได้ถึง 600 ปอนด์สเตอร์ลิง อันเป็นที่มาของคำว่า Waterloo Teeth (ฟันจากวอเตอร์ลู) ที่ถูกนำไปขายต่อให้กับเศรษฐีมีเงินใช้เป็นฟันปลอม

ธุรกิจซื้อ-ขายฟัน จากศพในสงครามวอเตอร์ลูในเวลานั้นทำเงินมหาศาล ถึงขนาดส่งฟันไปขายในอเมริกาได้ ทำให้มีฟันจากศพย้ายไปอยู่ในปากของคนอีกนับพันคน

พวกที่พร้อมจะ “ขายฟัน-หาเงิน” ก็มีนะครับ

ในยุโรป… คนหนุ่ม-สาว ที่แข็งแรงจำนวนหนึ่งยอมขาย “ฟันหน้า” ของเขาในราคาซี่ละ 4 กินี เพื่อนำเงินไปซื้ออาหาร

เมื่อฟันถูกถอนออกมาจากปากของผู้ที่ยอมขายแล้วเพียง 2-3 วินาทีเท่านั้น มันก็จะเข้าไปอยู่ในปากของพวก “แม่หม้าย” เจ้าสำราญคนใดคนหนึ่ง หรือถูกขายไปยังผู้มีอันจะกินทั้งปวง

ธุรกิจขายฟันจะต้องมีผู้ขายอย่างน้อยก็ต้อง 2-3 คน เผื่อฟันที่ถอนไปจากคนแรก เอาไปใส่แล้วมันไม่เหมาะ ก็จะได้ถอนจากคนที่ 2 หากคนที่ 2 ไม่เหมาะ ก็ไปเอาจากคนที่ 3 จนกว่าจะได้ความงามที่ลงตัว

ใครที่ประสบอุบัติเหตุถึงชีวิตหรือไม่ถึงสิ้นชีวิต แต่ฟันหักหลุดออกมาล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสทำเงินทั้งนั้น

อันตรายจากเชื้อโรคที่ถอนฟันจากปากคนหนึ่งไปสู่ปากของคนอีกคนมีอัตราสูงมาก นายแพทย์คนหนึ่งของเมืองเอดินบะระในอังกฤษ ได้ประมาณไว้ว่า ในจำนวน 1 ใน 5 คน เสียชีวิตจากการติดเชื้อ

ช่วงปลายศตวรรษที่ 17 บนเกาะอังกฤษ ธุรกิจฟันปลอมรุ่งเรืองเฟื่องฟู ซึ่งก็ขยายธุรกิจไปสู่ทวีปอเมริกา ซึ่งก็มีการใช้ฟันจากศพของทาสผิวสี และศพของทหารจากสงครามกลางเมือง

ฟันจากศพยากที่จะสร้างความพึงพอใจ พวกช่างทำฟันเปลี่ยนไปใช้งาช้าง เขี้ยวจากสัตว์ใหญ่ๆ และฟันของฮิปโปโปเตมัสโดยการแกะสลัก

มีพัฒนาการโดยการใช้ขี้ผึ้ง หรือครั่ง ให้ผู้ที่ต้องการใส่ฟันปลอมนั้นให้กัดเป็นรอย เพื่อจะได้รู้ถึงรูปโค้งของขากรรไกรนั้น ใช้วัดระยะด้วยวงเวียน ซึ่งช่วยให้รู้ระยะได้แต่เพียงคร่าวๆ

ฟันปลอมที่ใส่จึงยากที่จะลงตัวเป๊ะ ได้แต่เพียงแก้ขัดไปเท่านั้น และมันก็เป็นแค่เพียงอาภรณ์ประดับปากและช่วยให้พูดชัดคำเท่านั้น เพราะไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้อย่างจริงจัง (ทั้งนี้ หมายถึงฟันปลอมทั้งชุด)

ฟันปลอมแบบหนึ่ง คือ ใช้ลวดตรึงให้ติดกับเหงือก (โดยเจาะเหงือกให้เป็นรู แล้วทิ้งให้แผลหายอย่างเจาะติ่งหูเพื่อใส่ตุ้มหู) อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นฟันปลอมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบใด ชนิดใด ก็ไม่มีวันเหมือนฟันจริง การทำงานของมันประดุจ “กับดักหนู” ที่เข้าไปอยู่ในปาก

จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา สวมฟันปลอมตลอดชีวิต ต้องพบกับความเดือดร้อนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดกับฟันปลอมของเขา ความโชคร้ายในเรื่องฟันปลอมของเขานี้มีจดหมายเหตุบันทึกเล่าเอาไว้หลายตอน เป็นต้นว่า ฟันปลอมของเขาชุดหนึ่งประดิษฐ์ขึ้นด้วยเขี้ยวของม้าน้ำ (Seahorse)

ช่วงแรกมีสีขาวเหมือนกับฟันธรรมชาติ แต่อยู่มาไม่นานมันเปลี่ยนเป็นสีดำ ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐดูเป็นตัวตลก ที่ใบหน้าขาวแต่ฟันดำ ช่างทำฟันจึงทำมาให้ใหม่ แต่ในไม่ช้าฟันก็เปลี่ยนเป็นสีดำไปหมด

ช่างทำฟันจึงค้นหาสาเหตุแล้วพบว่า จอร์จ วอชิงตัน ชอบดื่มเหล้าองุ่น ซึ่งทำให้ฟันปลอมจากเขี้ยวม้าน้ำกลายเป็นสีดำ

ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นฟันปลอมทำจากงาช้าง

จอร์จ วอชิงตัน จึงไม่ค่อยมีรอยยิ้มให้ใครเห็น เพราะผลจากการใส่ฟันปลอมทำจากงาช้าง

ช่างทำฟันชาวฝรั่งเศสชื่อ ดือชาโต ขยะแขยงสะอิดสะเอียนฟันปลอมของเขาที่ทำด้วยฟันของฮิปโปโปเตมัสที่แสนจะสกปรก

เขาจึงได้คิดประดิษฐ์ฟันปลอมทำจากกระเบื้องสีขาว เป็นเงา ไม่มีการเปลี่ยนสี แต่ทว่ามันบอบบางง่าย แตกง่าย บิ่นง่าย พวกช่างทองจึงเริ่มประดิษฐ์เพลต (Plate) ของฟันปลอมขึ้นด้วยทองคำประกอบกับครั่ง (Sealing wax) หรือ Jeweler’s Enamel เป็นส่วนเหงือกที่ยึดฟัน อันทำให้ฟันปลอมมีลักษณะดีขึ้นอีกมากเพราะไม่มีการหลวมคลอน

ต่อมา…เมื่อมีการค้นพบ “ยาชา” ซึ่งถูกนำมาใช้ในการถอนฟัน บรรดาผู้ที่ปวดฟันอยู่เป็นนิจก็ไม่ลังเลที่จะถอนฟันแท้ซึ่งปวดออกมาแล้วใส่ฟันปลอมแทน

ต่อมา ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ ได้พบส่วนผสมทางเคมีที่เรียกว่า Vulcanized Rubber ทำแบบ Molding ของฟันปลอมได้ผลดียิ่งกว่าทำด้วยโลหะ ราคาถูก ธุรกิจความต้องการฟันปลอมก็ยิ่งกว้างออกไป

ควีนเอลิซาเบธที่ 1 (Queen Elizabeth I) ทรงสูญเสียพระทนต์ซี่หน้า พระนางจึงทรงเอาชิ้นผ้าเล็กๆ หนุนใส่ไว้หลังริมฝีปากเพื่อเป็นการเติมเต็มใบหน้า

ส่วนผู้คนชาวอังกฤษที่ใส่ฟันปลอมที่ไม่ลงตัวก็มักจะกินอาหารภายในห้องส่วนตัวก่อนจะออกไปร่วมงานสังสรรค์ เพราะหากทำฟันปลอมร่วงหล่นในระหว่างดินเนอร์ก็จะน่าอับอาย

มนุษย์มีปัญหาเกี่ยวกับฟันมาโดยตลอด มีการประชดประชันว่า เมื่อยามปวดฟันก็จะใช้เชือกโยงฟันซี่ปวดไว้ แล้วเอาปลายอีกข้างผูกติดกับประตู ถ้ามีใครเปิดกระชากประตูออก ฟันก็หลุดกระเด็นติดมา

บันทึกเรื่องฟันปลอม ในสยามประเทศมีน้อยมาก

ไม่มีหลักฐานชัดเจนเรื่องฟันปลอม แต่คนไทยมีวัฒนธรรมการ “เคี้ยวหมาก” มาตั้งแต่ครั้งสุโขทัยสืบต่อเนื่องมาถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ด้วยค่านิยมที่ว่า คนที่มีฟันดำ คือ คนสวย คนงาม ดังนั้น คนไทยในสมัยก่อนจึงมีหมากพลูพกติดตัว จีบหมากจีบพลูใส่ซอง ใส่ถุงติดตัวไปไหนมาไหนด้วยเสมอ เพราะการเคี้ยวหมากทำให้ฟันดำ

ไม่มีข้อมูลว่า…ฟันดำ แลก ฟันดำ …ทำกันหรือไม่ แล้วฟันปลอมต้องสีดำเท่านั้นหรือ? แต่ที่แน่ๆ คือ มีฟันเลี่ยมทอง

รัชสมัยในหลวง ร.4 เริ่มมีแพทย์ชาวตะวันตกเข้ามาในพระนคร พระองค์ทรงใส่ฟันปลอม ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ และเป็นของส่วนพระองค์ที่ทรงหวงแหนมาก

ประมาณ พ.ศ.2394 นายแพทย์แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แพทย์ชาวอเมริกัน บันทึกไว้ว่า พระองค์ทรงใช้พระทนต์ปลอมที่ทำจากไม้ฝาง ซึ่งทรงประดิษฐ์ขึ้นด้วยพระองค์เอง

ต่อมา…มีบันทึกในราชกิจจานุเบกษาว่า ทรงสั่งทำฟันปลอมจากต่างประเทศ และใช้เครื่องมือจากอังกฤษมาช่วย

กิจการแพทย์ ทันตแพทย์ของไทย มีพัฒนาการชัดเจนเมื่อในหลวง ร.5 เสด็จฯประพาสยุโรปถึง 2 ครั้ง

16 พฤษภาคม พ.ศ.2483 ก่อตั้งคณะทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในฐานะอธิการบดีจุฬาฯ โดยมี พันเอกหลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ (วาด แย้มประยูร) เป็นผู้ริเริ่มและเป็นหัวหน้าแผนกอิสระทันตแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นับเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในสาขานี้ของไทย ด้วยเพราะ จอมพล ป. มีปัญหาปวดฟันเสมอ

พันเอกหลวงวาจวิทยาวัฑฒน์ ท่านจบโรงเรียนวัดปทุมคงคา และสวนกุหลาบ ได้ทุนเล่าเรียนหลวง ศึกษาแพทยศาสตร์ สหรัฐอเมริกา Syracuse University และทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต University of Pennsylvania

พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก