หน้าแรก บทความ มหากฎบัตร MAG...

มหากฎบัตร MAGNA CARTA และจารึกพ่อขุนรามคำแหง กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทย

1.02.26 | 09:10 น.

มหากฎบัตร MAGNA CARTA และจารึกพ่อขุนรามคำแหง กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้ไปร่วมในงานเสวนาของ iLaw เกี่ยวกับการลง “ประชามติ” เพื่อจัดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนฉบับที่ 20 (2560) ผมได้ตั้งข้อสังเกตไว้ 3 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นแรก

นับตั้งแต่ปีปฏิวัติ 2475 ไทยเรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ อีก 6 ปีก็จะครบรอบ 100 ปีของการปฏิวัติ เราจะต้องอยู่กับฉบับนี้อีกต่อไปอย่างยาวนาน หรือเราจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับที่ 21

ผมเองสอนหนังสือวิชาประวัติศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์มาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ และเกษียณราชการมาหลายปีแล้ว ปีนี้อายุ 85 ดังนั้น ในวันที่ 8 กุมภาฯนี้ผมก็จะไปเลือกตั้ง จะกาพรรคที่เชียร์กับคนที่ชอบ 2 ใบ แล้วก็กา “เห็นชอบ” ผมอยากจะเชื่อว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้ “สำคัญมากกว่าที่เราคิด”

Advertisement

ผมอยากจะเชื่อว่า ถ้าเราจะต้องอยู่ต่อไปกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เมืองไทยของเราคงจมดิ่งไปยิ่งกว่านี้

ในวันที่ 8 กุมภาฯ ถ้า “เห็นชอบ” ผ่าน ก็จะโล่งอกไประดับหนึ่ง แต่ถ้าไม่ผ่าน ผมอยากเชื่อว่าหลายคน “คงหาทางย้ายประเทศ ไปหาที่อยู่ใหม่” สำหรับผมเอง อายุมากแล้ว คงอยู่ที่นี่แหละ

ประเด็นที่สอง ในเรื่องมหากฎบัตร Magna Carta

ผมจำได้ว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตอาจารย์ผู้สอนวิชา กม.ที่ธรรมศาสตร์ เคยพูดเคยเขียนไว้หลายครั้ง ท่านเปรียบเทียบ “จารึกของพ่อขุนรามคำแหง” กับมหากฎบัตร Magna Carta ของอังกฤษ

มหากฎบัตร Magna Carta คืออะไร คำตอบก็คือ เป็นเอกสารสัญญาที่เปรียบเสมือน “กฎหมายสูงสุด” ฉบับแรกๆ ของโลก เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ.1215 (ก่อนจารึกพ่อขุนรามคำแหง (1292) 77 ปี)

มหากฎบัตร เป็นข้อตกลงระหว่างกษัตริย์พระนามว่าจอห์นกับกลุ่มขุนนาง จัดทำขึ้นเพื่อจำกัดอำนาจของกษัตริย์ไม่ให้ทำอะไรตามใจชอบ

กษัตริย์จอห์นนั้น ทรงใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม เช่น เก็บภาษีแพงเกินไปเพื่อนำไปทำสงคราม (และก็ทรงแพ้บ่อยๆ) ยึดทรัพย์สินของประชาชนและขุนนางตามอำเภอใจ และทรงจับกุมคุมขังผู้คนโดยไม่มีการไต่สวน กลุ่มขุนนางจึงรวมตัวกันก่อกบฏ และบีบบังคับให้กษัตริย์ลงนามในสัญญานี้ เพื่อรับรองสิทธิของพวกเขา

มหากฎบัตรมีสาระสำคัญอยู่ 3 ข้อที่เป็นรากฐานใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน คือ ก.หลักนิติธรรม (Rule of Law) ซึ่งหมายความว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่กษัตริย์ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข.หลักความยุติธรรม หมายถึงการจับกุมหรือลงโทษใครก็ตาม ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง (เช่น การตัดสินโดยลูกขุน) ไม่ใช่ตัดสินโดยใช้อารมณ์ส่วนตัว และ ค.สิทธิในทรัพย์สิน กล่าวคือกษัตริย์จะเก็บภาษีเพิ่มตามใจชอบไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาขุนนาง

แม้มหากฎบัตรจะถูกเขียนขึ้นเพื่อขุนนางในสมัยยุคกลาง (Middle Age) แต่หลักการนั้นได้กลายเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก และเป็นต้นแบบของ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ” ในปัจจุบัน

กล่าวโดยย่อ มหากฎบัตรคือจุดเริ่มต้นที่บอกว่า “อำนาจของผู้นำมีขีดจำกัด และประชาชนทุกคนมีสิทธิที่กฎหมายต้องคุ้มครอง”

ประเด็นที่สาม ว่าด้วยการเปรียบเทียบมหากฎบัตรกับจารึกพ่อขุนรามคำแหง โดยอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

ท่าน อ.เสนีย์ ได้กล่าวเปรียบเทียบ จารึกพ่อขุนรามคำแหงกับมหากฎบัตร ไว้หลายครั้งหลายหน ครั้งที่สำคัญคือปาฐกถาเรื่อง “ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง” แสดงที่หอประชุมคุรุสภา เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2508 ต่อมาได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร “ดุลพาหะ” ในช่วงต้นปี 2509

ประเด็นหลักที่ท่าน อ.เสนีย์เปรียบเทียบไว้ คือการยกย่องให้ศิลาจารึกว่าเป็นเสมือน “รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย” เช่นเดียวกับที่อังกฤษถือว่ามหากฎบัตรเป็นเสมือนรัฐธรรมนูญฉบับแรกของเขา

ท่าน อ.เสนีย์ เน้นว่าหลักฐานทั้งสอง มีที่ “เหมือนกัน” และ “ต่างกัน” ดังนี้ ในแง่ของความเหมือนนั้น ถือได้ว่าเป็นหลักประกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ

ท่านมองว่าศิลาจารึกมีเนื้อหาที่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเหมือนๆ กับมหากฎบัตร คือ ก.เสรีภาพในการประกอบอาชีพดังข้อความที่ว่า “ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า” (ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Freedom of Trade) ข.สิทธิในทรัพย์สินและมรดกตามข้อความนี้ คือ “ไพร่ฟ้าหน้าใส… พ่อเชื้อเสื้อคำมันตาย จเหย้าจเรือน… ไว้แก่ลูกมันสิ้น” (ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Right to Property & Inheritance) และ ค.สิทธิในกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ มีการสั่นกระดิ่งร้องทุกข์ ซึ่งท่านเปรียบเทียบว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความยุติธรรมที่ไม่เลือกปฏิบัติ

ส่วนในเรื่องของความต่างนั้น ท่านอาจารย์เห็นว่าของอังกฤษเป็นเรื่องของการ “บีบบังคับ” แต่ของไทยเป็นการ “ให้ด้วยใจ” นี่เป็นจุดที่ท่านเน้นย้ำมากที่สุด ดังนั้น ท่านอาจารย์จึงยกย่องว่าในแง่ของอุดมคติ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง มีความเหนือกว่ามหากฎบัตร ทั้งนี้เพราะว่า

ก.มหากฎบัตรเป็นสัญญาแบบฝืนใจ เกิดจากการที่ขุนนางรวมตัวกันแล้ว “บีบบังคับ” กดดันให้กษัตริย์จอห์นลงนาม ทั้งนี้เพราะทนการกดขี่ไม่ไหว ดังนั้น จึงเป็นสัญญาที่เกิดจากความขัดแย้ง

ข.ส่วนศิลาจารึกฯ ของสุโขทัยเป็นสัญญาทางใจ เกิดจาก “ความเมตตา” ของพ่อขุนรามคำแหง ที่ทรงเป็น “พ่อเมือง” มอบสิทธิเสรีภาพให้แก่ “ลูกเมือง” ด้วยความเต็มใจและเอ็นดู ไม่มีใครมาบีบบังคับ เป็นสัญญาที่เกิดจากความรัก

ดังนั้น ในแง่ของการเมือง การตีความของ อ.เสนีย์ ในยุคนั้นมีนัยสำคัญ กล่าวคือต้องการชี้ให้เห็นว่า “ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพไม่ใช่ของใหม่ที่นำเข้าจากโลกฝรั่งตะวันตก” แต่เป็นรากฐานที่มีอยู่ในวัฒนธรรมไทยมาแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่เป็นรูปแบบการปกครองแบบ “พ่อปกครองลูก” ที่ผู้ปกครองมีคุณธรรม ไม่ใช่รูปแบบการต่อสู้แย่งชิงอำนาจแบบของโลกฝรั่งตะวันตก

ท่านอ่านจบแล้ว จะเชื่อการตีความของ อ.เสนีย์ เมื่อประมาณ 60 กว่าปีมาแล้ว หรือไม่เชื่อก็ตาม ในวันที่ 8 กุมภาฯนี้ อีกไม่กี่วันเท่านั้น ในเรื่องประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านมีสิทธิจะกา “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความคิดเห็น” ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านครับ

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ