สะพานแห่งกาลเวลา : ‘นิปาห์’ ไวรัสอันตราย
การเกิดการแพร่ระบาดของไวรัส นิปาห์ (NiV) ขึ้นที่รัฐเวสต์เบงกอล รัฐทางด้านตะวันออกของอินเดีย ส่งผลให้เกิดการตื่นตัว เฝ้าระวังในหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเคยเกิดการแพร่ระบาดมาแล้วก่อนหน้านี้ และที่ประเทศจีน ที่ซึ่งใกล้ถึงวันตรุษจีน เทศกาลหยุดยาวและเดินทางท่องเที่ยวครั้งใหญ่กำลังจะมาถึงในราวกลางเดือนหน้านี้นี่เอง
ไวรัส นิปาห์ อันตรายแค่ไหน ทำไมการพบผู้ป่วยที่ยืนยันแล้วเพียง 2 รายในอินเดียถึงก่อให้เกิดอาการตื่นตระหนกมากขึ้น ขนาดที่ไทยและอีกหลายประเทศ ต้องงัดเอามาตรการคัดกรองผู้ติดเชื้อที่เคยใช้เมื่อครั้งเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 มาใช้กันเลยทีเดียว
สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็คือ การยืนยันจากกระทรวงสาธารณสุขของอินเดียเมื่อ 28 มกราคมนี้ว่า มีการพบผู้ป่วยติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 2 รายที่เวสต์เบงกอล จากนั้นมีการสืบสวนโรคและนำตัวผู้ใกล้ชิดที่มีโอกาสติดเชื้อได้รวม 196 รายมาตรวจสอบ ไม่พบว่ามีอาการและผลการตรวจหาเชื้อก็ปรากฏผลเป็นลบ คือไม่มีการติดเชื้อใดๆ
รอยเตอร์ระบุว่า ผู้ติดเชื้อทั้ง 2 รายเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำโรงพยาบาลในท้องถิ่น และถูกนำเข้ารักษาตัวภายในโรงพยาบาล ทั้งคู่ถูกตรวจพบว่าติดเชื้่อเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2025 ส่วนสาเหตุของการพบการระบาดรอบใหม่นี้ยังไม่ชัดเจน แต่เป็นไปได้ว่ามีผู้ป่วยปริศนาที่ยังตรวจสอบไม่พบเป็นผู้นำโรคมาติดต่อเจ้าหน้าที่ทั้งสอง
ไวรัส นิปาห์ หรือเอ็นไอวี เป็นไวรัสที่มาจากสัตว์ (zoonotic virus) อย่างเช่น ค้างคาวผลไม้ หรือค้างคาวแม่ไก่ (flying foxes) ที่อาจติดต่อมาสู่คนได้ โดยการปล่อยเชื้อผ่านน้ำลายหรือฉี่ไว้ตามผลไม้ที่พวกมันแทะกิน จากนั้นผู้ที่ติดเชื้อก็อาจแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้ ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยในขณะดูแล
เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ โดยปกติแล้วไวรัสนิปาห์จะมีระยะฟักตัวระหว่าง 5-14 วัน โดยจะแสดงอาการออกมาให้เห็นภายใน 3-4 วัน นิปาห์ สามารถก่อให้เกิดอาการของโรคในระบบทางเดินหายใจและระบบประสาท เฉียบพลันขึ้นได้ เริ่มตั้งแต่มีอาการไข้ ปวดหัว ไปจนถึงโรคอันตรายอย่าง โรคสมองอักเสบ (encephalitis)
คายา อับบาส รองศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาของโรคติดเชื้อจากสำนักอนามัยและเวชศาสตร์เมืองร้อนแห่งลอนดอน และ มหาวิทยาลัยนางาซากิ ระบุว่า ในกรณีรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการชัก สมองสับสนและอาจทรุดหนักสู่อาการโคม่าได้ภายใน 24-48 ชั่วโมงเท่านั้น ที่สำคัญก็คือ อัตราการเสียชีวิตจะสูงมากคืออยู่ระหว่าง 40-75 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม อัตราการแพร่ระบาดจากผู้ป่วยเริ่มต้น โดยทั่วไปแล้วอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 ซึ่งหมายความว่า การระบาดจากคนสู่คนเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก และมีโอกาสต่ำที่จะกลายเป็นการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ เหมือนกรณีของโควิด-19
การระบาดครั้งแรกของนิปาห์ พบเมื่อปี 1998 ในหมู่เกษตรกรเลี้ยงหมูและชำแหละหมูในมาเลเซียและสิงคโปร์ พบผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 250 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 100 ราย ต่อมาเกิดการระบาดอีกครั้งในฟิลิปปินส์ในปี 2014 เชื่อมโยงกับการชำแหละม้าและบริโภคเนื้อม้าที่นั่น
ในภูมิภาคเอเชียใต้ พบการระบาดเป็นกระจุกมานับตั้งแต่ปี 2001 โดยเฉพาะในบังกลาเทศและอินเดีย ที่บังกลาเทศ การระบาดเชื่อมโยงกับการดื่มน้ำตาลสดที่ปนเปื้อน และต่อมามีการระบาดจากคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่งระหว่างการให้การดูแลรักษาผู้ป่วย ส่วนที่อินเดีย พบการระบาดครั้งแรกที่เมืองซิลิกูรี รัฐเวสต์เบงกอล เมื่อปี 2001 ก่อนที่จะระบาดซ้ำในปี 2007 ต่อมาในปี 2018 เกิดการระบาดที่รัฐเกราลา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และทำให้รัฐนี้กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยติดเชื้อนิปาห์ ไวรัสสูงที่สุดในโลกมาจนถึงบัดนี้
ปัญหาใหญ่ของนิปาห์ ไวรัสนอกจากความรุนแรงของโรคแล้ว เป็นเพราะว่า องค์การอนามัยโลกระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาหรือมีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคนี้ที่ผ่านการเห็นชอบให้นำมาใช้แต่อย่างใด ไม่ว่าสำหรับคนหรือสัตว์ติดเชื้อก็ตาม
ที่ใกล้เคียงที่สุดคือวัคซีนทดลองของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ที่อยู่ระหว่างการทดลองในคนในบังกลาเทศ และเริ่มการทดลองในคนระยะที่ 2 ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2025 เท่านั้นเอง
ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยในเวลานี้ มักเป็นยา ไรบาวิริน (Ribavirin) ซึ่งเคยทดลองใช้รักษาในการแพร่ระบาดที่มาเลเซียในปี 1999 แต่ผลลัพธ์ไม่ชัดเจนนัก นอกจากนั้นก็มีเพียงแค่การทดลองใช้ยา เรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ในไพรเมททดลอง พบว่าได้ผลในการป้องกัน แต่ยังไม่มีการทดลองในคนแต่อย่างใด
นั่นทำให้สำหรับนิปาห์ไวรัสแล้ว การป้องกัน ตั้งแต่การคัดกรองผู้ติดเชื้อ เรื่อยไปจนถึงมาตรการป้องกันการติดเชื้อจึงยังคงเป็นวิธีการรับมือที่ดีที่สุดอยู่ในขณะนี้ครับ
ไพรัตน์ พงศ์พานิช

