หน้าแรก บทความ เหตุใดภาพลักษ...

เหตุใดภาพลักษณ์จีนเหนือกว่าสหรัฐ

3.02.26 | 09:13 น.
เหตุใดภาพลักษณ์จีนเหนือกว่าสหรัฐ ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 250 ปี

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ภาพลักษณ์ในเวทีนานาชาติลดลงต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนก่อตั้งประเทศ 77 ปี แต่ค่านิยมระดับโลกขึ้นสู่จุดสูงสุด ความแตกต่างเห็นได้เป็นประจักษ์ พฤติการใช้อำนาจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดกับแนวทางผลประโยชน์ร่วมของจีน ภาพลักษณ์แปรเปลี่ยนสวนทางกันชัดเจน คือจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

ผลการสำรวจความคิดเห็นระหว่างประเทศหลายฉบับ ล่าสุดชี้ให้เห็นว่าความนิยมและทัศนคติเชิงบวกต่อจีนในระดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้แซงหน้าสหรัฐไปแล้ว

การเปลี่ยนแปลงนี้มิได้สะท้อนเพียงในเชิงข้อมูลสถิติเท่านั้น หากยังปรากฏชัดในกรอบการนำเสนอของสื่อระหว่างประเทศ และในการรับรู้ของสาธารณชนในประเทศต่างๆ

สื่อราชอาณาจักร Financial Time วิเคราะห์ว่า การดำเนินนโยบายเชิงอำนาจของรัฐบาลทรัมป์ต่อกรณีกรีนแลนด์และเวเนซุเอลามีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับแนวคิด “ผลประโยชน์ร่วมกันและได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” ที่จีนเสนอ กลายเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ภาพลักษณ์ของสองประเทศเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม

รายงานฉบับล่าสุดของ Pew Research Center ทำการสำรวจทัศนคติของประชาคมโลก ระดับความรู้สึกเชิงบวกต่อจีนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อจีนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 5 จุดเปอร์เซ็นต์ ผลสำรวจของบริษัท Morning Consult ซึ่งทำการสำรวจจากจำนวน 41 ประเทศพบว่า คะแนนนิยมสุทธิของจีนในระดับโลกอยู่ที่ 8.8 ขณะที่สหรัฐอยู่ที่ลบ 1.5

Advertisement

รายงาน Soft Power Index สหราชอาณาจักร ก็ยืนยันแนวโน้มเดียวกัน โดยใช้ถ้อยคำว่า

“ดวงอาทิตย์ขึ้นจากทิศตะวันออก” เพื่อขยายความเกี่ยวกับอำนาจละมุนของจีน

ปฏิเสธมิได้ว่า กลุ่มโลกใต้ยอมรับจีนจำนวนมากขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มทำความเข้าใจและยอมรับจีน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้มองจีนว่าเป็นประเทศที่ “เท่” หรือ “โก้เก๋” ทำนองนั้น

Financial Time เพิ่มเติมว่าสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์ที่ตกอยู่ในภาวะ “ไร้เสถียรภาพ ใช้แต่อารมณ์ นโยบายผันผวน” ขณะที่จีนแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคาดการณ์โดยมืออาชีพ และมองโลกในแง่ดี จึงถูกมองว่า เป็น “แบบอย่างของการกำกับดูแลที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ” ซึ่งแตกต่างกับหลายประเทศตะวันตกที่กำลังเผชิญกับภาวะความแตกแยกทางสังคมอย่างรุนแรง

ความแตกต่างมีรากฐานมาจากปรัชญาการเมืองที่ต่างกันของสองประเทศ จีนให้ความสำคัญกับการเมืองที่ยึดหลักความสามารถของผู้นำการวางแผนระยะยาว ในขณะที่สหรัฐตกอยู่ในวังวนของการเมืองเลือกตั้งที่มุ่งเน้นระยะสั้น นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ได้สร้างความไม่พอใจแก่ประเทศพันธมิตร เพราะกร่อนเซาะบ่อนทำลายความเป็นเอกภาพของกลุ่มพันธมิตร ในทางตรงกันข้าม จีนกลับได้รับประโยชน์จากการแสดงออกถึงความสามารถในการประมาณการและเจตนาที่เอื้อต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ

ส่วนด้านการรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งสองประเทศก็แสดงท่าทีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จีนมีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันการปฏิบัติตามความตกลงปารีสและมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศโลก ขณะที่สหรัฐกลับมองประเด็นภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ นักการเมืองรีพับลิกันพยายามอย่างเต็มที่ในการขัดขวางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว ความเป็นผู้นำของจีนในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ เทคโนโลยี แบตเตอรี่ และระบบเครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะรูปแบบใหม่ ล้วนได้รับการยอมรับในวงกว้าง

แนวคิด “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ” ที่จีนเสนอ รวมถึงข้อริเริ่มด้านการพัฒนาโลก ตลอดจนความริเริ่มด้านความมั่นคงและอารยธรรมโลก ได้ให้ทางเลือกเชิงนโยบายใหม่แก่โลกที่กำลังเผชิญกับความผันผวน ล้วนได้รับการตอบสนองและสนับสนุนในทางบวกมากกว่า 100 ประเทศ

จีนได้นำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การผลักดันให้ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านฟื้นฟูความสัมพันธ์ ถือเป็นการขับเคลื่อนข้อริเริ่มด้านความมั่นคง การส่งเสริมความร่วมมือ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงการ์ตา-บันดุง และจีน-ยุโรป กลายเป็นเส้นทางแห่งความผาสุกที่เอื้อประโยชน์ต่อโลก ประเด็นปาเลสไตน์-อิสราเอล ผลักดันสหประชาชาติผ่านมติหยุดยิงในฉนวนกาซา คือภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนจากนานาชาติจำนวนมหาศาลได้สัมผัสจีนที่แท้จริงในมิติที่ครบถ้วน รอบด้าน และเป็นรูปธรรมด้วยตนเอง

จึงเป็นการสมควรที่จีนได้รับการยกย่องว่าภาพลักษณ์ของประเทศเหนือกว่าสหรัฐอเมริกา